Inflation : ภาวะเงินเฟ้อ

0
19

จากถานการณ์ไวรัสในปัจจุบันที่ได้มีการแพร่ระบาดเป็นเวลา 2 ปีกว่าแล้วนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลกับวงการเศรษฐกิจและการทำธุรกิจมากมาย ส่งผลกระทบต่อวงการการเงินการใช้จ่ายและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากการปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตร่วมไปกับไวรัส ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกคนส่วนใหญ่คิดว่าไวรัสนี้จะหายไปโดยใช้เวลาไม่นานเหมือนกับไวรัสอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาในโลก แต่ไวรัส covid-19 นี้ มีการระบาดที่รุนแรงและรวดเร็ว และมีระยะเวลายาวนานมากกว่าไวรัสตัวไหน ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่คาดกันว่าอาจจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองของบางประเทศที่สร้างไวรัสนี้ขึ้นมาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์บางอย่างเข้าสู่ประเทศตัวเองท่ามกลางความขัดแย้งในระดับนานาชาติ

แต่เรื่องนี้ก็จะเป็นที่ถกเถียงต่อไปว่ามีที่มาอย่างไร แต่ในเมื่อเราได้เผชิญกับสภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้แล้ว เราก็ควรที่จะเรียนรู้ในการปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางสภาวะการระบาดของไวรัสและสภาพเศรษฐกิจที่มีความแปลกประหลาดนี้ต่อไป

เนื่องจากไวรัสทำให้คนไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่มีการใช้จ่ายใช้สอยในระดับเดิม ทำให้รัฐบาลในประเทศโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกานั้นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือการใช้นโยบาย Quantitative Easing หรือ QE นั่นเองซึ่งนโยบายนี้ทำให้มีเงินเข้าสู่ในระบบมากขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ประกอบกับมีการฉีดวัคซีนมากขึ้น ก็ทำให้ประชาชนกลับออกมาใช้ชีวิตเป็นปกติมากขึ้น มีการใช้เงินมากขึ้น ก็ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งก็ก่อให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกา หรือว่าการที่เกิดการปรับค่าแรงมากขึ้นให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยที่มีการปรับเปลี่ยนย้ายงานกันมากหรือที่เรียกว่า The Great Resignation เนื่องจากมีงานมากกว่าคนทำงาน ทำให้มีการแข่งขันกันเพื่อดึงดูดคนให้มาทำงาน ซึ่งเรื่องของค่าแรงก็เป็นเรื่องสำคัญมาก มีการปรับค่าแรงให้สูงขึ้นมาก

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีการปรับค่าแรงต่าง ๆ ก็ย่อมทำให้ต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้น เมื่อต้นทุนต่าง ๆ  สูงขึ้น ก็ส่งผลให้ราคาสินค้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยซึ่งทำให้เกิดเป็นสภาวะเงินเฟ้อขึ้น เมื่อเกิดสภาวะแบบนี้ขึ้น ก็ทำให้เกิดความกังวลใจหลายประการ จึงมีนโยบายที่ออกมาตอบสนอง ซึ่งก็คือนโยบายเพิ่มดอกเบี้ย เป็นการดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบ ทำให้ค่าเงินนั้นกลับสู่เสถียรภาพมากขึ้น ไม่ทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ แพงจนเกินไปนัก และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น

เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นก็ทำให้ประชาชนต้องมีการปรับตัวกันหลายอย่าง ของบางอย่างมีการปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญโดยเฉพาะของที่ใช้ในประเทศ เพราะว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่ค่อยมีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดได้ง่าย ๆ จึงมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดสำหรับอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินก็คือ แม้ว่าค่าเงินดอลลาร์จะมีระดับการเฟ้อที่สูงขึ้น แต่ว่าอัตราการแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐกับไทยบาทนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายนัก เหตุผลก็เป็นเพราะว่าประเทศของเรานั้นมีการปรับตัวลดลงทางด้านเศรษฐกิจ มีเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น

แต่นั่นก็เป็นเพราะการลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาลมากกว่า ในเรื่องของการส่งออกต่าง ๆ นั้นอาจจะมีประเด็นที่ต้องแก้ไขต่อไปอยู่ เมื่อเรามองภาพนี้แล้วก็จะเห็นว่าของราคาสูงขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่อัตราแลกเปลี่ยนนั้นกลับไม่เปลี่ยนไป แปลว่าหากเรานำเงินบาทของเราแลกเงินดอลลาร์ไปใช้ในสหรัฐอเมริกาเราก็จะเสียเงินมากขึ้นกับการใช้จ่ายเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน แต่ในทางกลับกันในเมื่อสินค้าในประเทศสหรัฐมีการปรับตัวสูงมากขึ้นซึ่งก็เป็นไปได้ยากที่จะมีการปรับตัวลดลง แต่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าหากเราส่งสินค้าไปขายในต่างประเทศก็จะทำให้เราได้เงินกลับมามากขึ้น อาจจะเป็นช่องทางของผู้ประกอบการในการพิจารณาทำการค้าในต่างประเทศมากขึ้น เพราะว่าในปัจจุบันในประเทศไทยนั้นมีความซบเซาทางเศรษฐกิจสูงมาก มีการใช้จ่ายต่าง ๆ น้อยลง นโยบายการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนไปก็มีประสิทธิภาพน้อยลงไปเรื่อย ๆ คนที่ทำมาค้าขายก็พบกับความลำบากในการขายสินค้า เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต้องมีการเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉินด้วย เราจึงไม่สามารถพึ่งพาตลาดภายในประเทศอย่างเดียวได้ เราจึงควรมีกลยุทธ์ทางการทำธุรกิจที่แตกต่างไปจากเดิม

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมากมีประชากรไม่ได้เยอะมาก แต่ว่าเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ มีเรื่องเล่าจากประเทศนี้กล่าวกันว่า ถ้าหากจะเริ่มประกอบการทำธุรกิจใด ๆ ก็ตาม ผู้ประกอบการก็จะคิดถึงการขยายกิจการไปสู่ต่างประเทศตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำกิจการ เหตุผลก็เป็นเพราะว่าตลาดของสิงคโปร์นั้นมีขนาดเล็กมาก มีการใช้จ่ายที่ไม่มากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคกับการทำธุรกิจ ดังนั้นวิธีการแก้ไขก็คือ การที่มองถึงตลาดต่างประเทศตั้งแต่วันแรก เป็นการขยายตลาดที่มีประสิทธิภาพไปสู่ประเทศใกล้เคียงหรือแม้แต่ประเทศที่อยู่ห่างไกลแต่มีกำลังการซื้อสูง ผู้ประกอบการของไทยนั้นก็ควรมองภาพนี้ให้ออกเช่นเดียวกันว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีประชากรมากกว่าประเทศสิงคโปร์มากมายหลายเท่านัก

แต่ว่ากำลังการซื้อนั้นนับวันก็อาจจะหดตัวลงเรื่อย ๆ จากสภาวะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุนั้นก็ไม่ได้มีการจับจ่ายใช้สอยมากนัก จึงทำให้มีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะต้องเลือกทำธุรกิจที่สอดคล้องกับตลาดที่เปลี่ยนไปนี้ หรือว่ามองหาตลาดใหม่ที่มีกำลังการบริโภคสูงกว่า นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจในประเทศไทย นั้นก็คือการผูกขาดของเจ้าใหญ่ เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยนั้นการที่จะสร้างสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ ให้ออกมาสู่ตลาดได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางอุตสาหกรรมอาจจะทำได้ง่ายกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี จำต้องมีทุนมีกำลังพอสมควรในการจะทำให้แบรนด์สินค้าหรือบริการประสบความสำเร็จได้ต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมหาศาลในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาสู่ตลาด

ผู้ประกอบการของไทยจึงต้องมีการพิจารณาถึงการสร้างแบรนด์ที่จะไปสู่ระดับนานาชาติได้ตั้งแต่แรก โดยคำนึงถึงการสร้างประเทศไทยเป็นฐาน ไม่ใช่ตลาดหลักในการประกอบธุรกิจ หากคิดถึงเพียงว่าอยู่เพียงแค่ประเทศไทยก็พอแล้วนั้น ในปัจจุบันก็อาจจะไม่ได้ต่อไป เนื่องจากมีความรุนแรงในการแข่งขันที่สูงมาก มีธุรกิจประเภทเดียวกันเกิดมานับไม่ถ้วน สินค้าหรือบริการที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนั้นก็ยังไม่สามารถทำได้ดีนัก หรือว่ามีต้นทุนมากในการสร้างสรรค์ขึ้นมา จึงต้องค่อย ๆ พิจารณาให้ดีว่าหนทางไหนจึงจะประสบความสำเร็จได้ในระดับประเทศ และมีแนวทางที่จะต่อยอดไปสู่ระดับนานาชาติได้ หากไม่แล้วก็จะเป็นเพียงแค่ผู้เล่นตัวเล็ก ๆ ในตลาดที่ค่อนข้างอิ่มตัว มีการแข่งขันสูง ซึ่งเมื่อมีการแข่งขันกันสูงก็จะทำให้เงินที่ได้มานั้นไม่มากเท่าที่ควร และมีการใช้พลังอย่างมหาศาลเพื่อจะได้ผลประกอบการที่สมเหตุสมผลกับการทำธุรกิจ

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ติดอยู่ในสภาวะที่เรียกว่ากับดักรายได้ปานกลาง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศยากจน แต่ก็ไม่ได้มีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจใด ๆ ที่จะกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทำให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีได้มากขึ้นเท่าไหร่นัก แต่ถ้าหากเรามองตัวอย่างประเทศอื่นที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจนำหน้าประเทศไทยไปแล้ว ในหลายประเทศเราก็จะมองเห็นว่าจริง ๆ แล้วประเทศเหล่านั้นก็เริ่มต้นด้วยการมีธุรกิจที่ค่อนข้างผูกขาดในประเทศ แต่ธุรกิจที่ผูกขาดในประเทศเหล่านี้นั้นมีศักยภาพในการแข่งขันในต่างประเทศที่สูงมาก เป็นธุรกิจนานาชาติที่ใคร ๆ ก็อยากทำธุรกิจด้วยเพราะมีการผลิตสินค้าและการให้บริการที่มีคุณภาพสูงมากจนไม่มีใครมาทดแทนได้ อาจจะเป็นด้วยเรื่องของคุณภาพ เทคโนโลยี กระบวนการ ซึ่งประเทศไทยก็อาจจะยังขาดธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้อยู่

นอกจากนี้นั้นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ธุรกิจขนาดเล็กหรือกลางในประเทศที่มีการผลิตสินค้าหรือคุณภาพที่ค่อนข้างสูงและมีเอกลักษณ์ในท้องถิ่นไม่สามารถมีใครมาเลียนแบบได้ หรือถ้าหากเลียนแบบได้ก็ไม่ใช่แบบดั้งเดิม ยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงจำนวนมาก เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งธุรกิจเหล่านี้ก็มีการจ้างงานพนักงานจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนไปได้อย่างดี แต่ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับระดับนานาชาติเช่นเดียวกัน เราเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น

สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการผลิตสื่อต่าง ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในประเทศค่อนข้างสูง โดยมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการของตลาดในต่างประเทศค่อนข้างน้อย ทำให้ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศนั้นไม่ค่อยเข้าใจกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเท่าไรนัก ต่างกับประเทศเกาหลีที่มีการผลิตสื่อต่าง ๆ ออกมาที่ค่อนข้างสอดคล้องไปกับความต้องการหรือความเข้าใจของผู้ชมในระดับนานาชาติ ทำให้มีการตอบสนองได้ดีกว่า เป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศชาติได้อย่างมหาศาล

เราจึงควรต้องทำความเข้าใจว่า นอกจากที่จะทำสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพสูง มีราคาที่เหมาะสมแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าหรือบริการเหล่านี้ให้สอดคล้องกับความเป็นสากลนิยมหรือความเป็นนานาชาติด้วย ในการพิจารณาการเป็นสากลนั้นเราอาจจะดูตัวอย่างประเทศที่มีความประสบความสำเร็จสูงสุดในการสร้างความเป็นสากล นั่นก็คือสหรัฐอเมริกานั่นเอง เนื่องจากสื่อหรือแนวทางการใช้ชีวิตหรือค่านิยมต่าง ๆ อาจถูกกำหนดขึ้นมาจากประเทศมหาอำนาจนี้ ทำให้มีหลาย ๆ ประเทศมีการลอกเลียนแบบพฤติกรรมหรือความต้องการเหล่านั้น โดยมีการซึมซับจากสื่อต่าง ๆ ในประเทศไทยนั้นก็เห็นตัวอย่างได้ชัดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิทยาการ เทคโนโลยี ค่านิยม หรือแม้แต่แฟชั่นก็ตาม จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในประเทศไทย ควรที่จะพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้นในการทำธุรกิจออกไปสู่สากล

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระดับบุคคลที่คนต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เงินเฟ้อและความฝืดเคืองของธุรกิจที่เกิดขึ้นนี้ นั่นก็คือการกระจายการลงทุนให้เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันมีความผันผวนทางด้านของค่าเงิน ทั้งด้านเศรษฐกิจ และพฤติกรรมการบริโภค จึงอาจจะคาดการณ์ค่อนข้างลำบาก จึงต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยอาจจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ ในกองทุน ในหุ้น ในธุรกิจ รวมถึงการหารายได้เข้ามาให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นที่คาดการณ์กันว่าเราก็คงจะต้องอยู่กับสภาวะแบบนี้ไปอีกนาน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของระดับนานาชาติ เราก็ต้องมีแนวคิดที่จะปรับตัวเข้าสู่นานาชาติเป็นการรู้เท่าทันสภาวะของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจะสมกับเป็นนักธุรกิจสมัยใหม่ที่อยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

Advertisement
Previous articleSCB 10X องค์กรแรกจากไทยที่ขึ้นชั้น Corporate Venture Capital ระดับโลกจัดอันดับโดย CB Insights สะท้อนศักยภาพและความสามารถด้านการลงทุนในเวทีสากล
Next articleJ&T Express เปิดให้บริการในลาตินอเมริกา ขยายเครือข่ายขนส่งครอบคลุมรอบโลก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.