ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น นักลงทุนคาดหวังต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าต่างๆ รวมทั้งติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ราคาทองคำปรับลดลงอย่างมาก หลังนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-16 เม.ย. 2562) นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนมีความคืบหน้ามากขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มออกมาดี ส่งผลให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มส่งออก และนักลงทุนจับตาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและญี่ปุ่นสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มากกว่าคาด ด้านตลาดหุ้นจีนเคลื่อนไหวผันผวน แต่สามารถกลับมาปิดเพิ่มขึ้นได้ หลังราคาบ้านใน 70 เมืองใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น และจากการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางจีนอีก 4 หมื่นล้านหยวน อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น
| สินทรัพย์ | 16/4/2019 | WoW (%) | YTD (%) |
| S&P500 | 2,907.06 | 1.00% | 15.96% |
| Euro Stoxx 600 | 389.21 | 0.92% | 15.27% |
| Nikkei 225 | 22,221.66 | 1.92% | 11.03% |
| China (CSI300) | 4,085.79 | 0.25% | 35.71% |
| Hong Kong (HSCEI) | 11,821.18 | 0.05% | 16.75% |
| India | 11,787.15 | 0.99% | 8.51% |
| SET (as of 12/4/2019) | 1,660.45 | 0.87% | 6.18% |
| Gold ($/Ounce) | 1,276.10 | -2.14% | -0.47% |
| WTI ($/bl) | 64.05 | 0.11% | 41.05% |
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดือน มี.ค. ระบุว่า Fed จะใช้ความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป สอดคล้องกับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน มี.ค. ที่ขยายตัวเล็กน้อย และขานรับผลประกอบการของบริษัท เจพีมอร์แกน เชส และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันที่ออกมาดีกว่าคาด
ตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวก ขานรับธนาคารกลางยุโรป คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำตามเดิม พร้อมระบุว่า จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ และสหภาพยุโรป(EU) อนุมัติให้อังกฤษขยายเวลา Brexit ออกไปเป็นวันที่ 31 ต.ค. จากเดิม 12 เม.ย. นอกจากนี้ การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนมีความคืบหน้ามากขึ้น
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มส่งออก ตามเงินเยนที่อ่อนค่าเทียบดอลลาร์ สรอ. และขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเจพีมอร์แกน เชส
ตลาดหุ้นจีน เคลื่อนไหวผันผวน โดยต้นสัปดาห์มีแรงขายทำกำไรหลังดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดส่งออกจีน เดือน มี.ค.เพิ่มมากกว่าคาด แต่ต่อมาดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากราคาบ้านใน 70 เมืองใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น และ ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านหยวน หลังจากระงับการอัดฉีดมาติดต่อกัน 18 วันทำการ
ตลาดหุ้นไทย ปิดบวกเล็กน้อย โดยช่วงต้นสัปดาห์ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ลดช่วงบวกลง หลังนักลงทุนชะลอการซื้อขาย ก่อนวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ (15-16 เม.ย.)
ตลาดน้ำมัน ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจปรับลดลง เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในลิเบีย และนักลงทุนจับตาข้อมูลสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ
ตลาดทองคำ ปิดลบ โดยนักลงทุนขายทำกำไร และขายสินทรัพย์ปลอดภัย หลังการเจรจาการค้าสหรัฐฯ- จีนคืบหน้า รวมทั้ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น
เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)
- นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนายโทชิมิตสุ โมเตกิ รมว. กระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่น จะเจรจาการค้ากันที่กรุงวอชิงตัน ของสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 2 วัน (เริ่ม 16-17 เม.ย.นี้) โดยสหรัฐฯ ต้องการเจรจาเกี่ยวกับด้านสินค้า บริการ การลงทุน และสกุลเงิน ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการจำกัดการเจรจาเฉพาะด้านสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นตั้งข้อกำหนดเพื่อป้องกันการปรับลดค่าเงินเพื่อการแข่งขัน ไว้ในข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นยังไม่รวมข้อกำหนดสกุลเงินไว้ในข้อตกลง ทั้งนี้ เราคาดว่า การเจรจานี้จะยังไม่ลงรายละเอียดลึก จึงส่งผลต่อตลาดหุ้นค่อนข้างจำกัด
- นักลงทุนรอดูการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2562 ได้แก่ มอร์แกน สแตนลีย์ เน็ตฟลิกซ์ ไอบีเอ็ม และ แป๊ปซี่โค เป็นต้น ซึ่งตลาดฯ คาดว่าน่าจะออกมาดี ทั้งนี้ เราคาดว่า มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเบาบาง เนื่องจาก ตลาดหุ้นฯ จะปิดทำการในวันศุกร์นี้ เนื่องในวัน Good Friday
| มุมมองของเราในสัปดาห์นี้
ตลาดหุ้นส่วนใหญ่มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจาก 1) ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจีนส่งสัญญาณเตรียมเปิดให้ต่างชาติเข้าลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Cloud-computing ขณะที่ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป พร้อมเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้ากันให้เสร็จก่อนสิ้นปีนี้ (ไม่รวมหมวดสินค้าเกษตร) 2) ได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น สำหรับตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นต่างประเทศ และ การที่ MSCI จะนำ NVDR เข้ามาคำนวณน้ำหนักหุ้นไทย ทำให้น้ำหนักลงทุนเพิ่มเป็น 3% จาก 2.5% มีผลเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะหนุนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายอาจผันผวน ตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ไตรมาส 1/2562 ที่ทยอยประกาศออกมา และตามราคาน้ำมันที่อาจปรับลดลง จากแรงขายทำกำไร และข่าวการเพิ่มกำลังการผลิตของรัสเซีย ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้
|
วิเคราะห์โดย: SCB CIO Office



