back to top
32.4 C
Bangkok

ทักษะที่ต้องเรียนรู้ เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพของคนรุ่นใหม่ชาวเอเชีย

Must read



ทักษะที่ต้องเรียนรู้ เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพของคนรุ่นใหม่ชาวเอเชีย

ผู้เขียน : ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ดร.สตีเฟ่น ใหม่

ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

โลกใบนี้ เต็มไปด้วยโอกาสมากมายครับ แต่การที่เราจะใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้นได้ คุณจะเป็นต้องมีความกล้าและความมั่นใจ ทีนี้ คนไทยมีความกล้าและความมั่นใจในตัวเองรึยังครับ? บางคนก็มีในตัวเองพร้อมแล้ว แต่อีกหลาย ๆ คน ก็ยังมีไม่พอ และเหตุผลที่หลายคนไร้ซึ่งความกล้าหาญหรือความมั่นใจในตัวเอง นั่นเป็นเพราะว่า [พวกเขาอยู่ในพื้นที่สุขสบายจนเกินไปครับ]

สิ่งนี้นี่เอง ที่เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับมืออาชีพชาวไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังมีความทะเยอทะยาน ซึ่งผมเรียกภาวะนี้ว่า การรวมกลุ่มกันตามวัฒนธรรมเดิม ครับ

ผมคาดว่า พวกคุณไม่น่าจะคุ้นเคยกับวลีชุดนี้ ดังนั้น เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้คุณอ่าน

เมื่อหลายปีก่อน คนรู้จักชาวไทยของผมคนหนึ่ง เคยไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นเธออายุ 30 ปีครับ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่ยอดเยี่ยมมาก ช่วงนั้นกำลังดำรงตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเช่นกัน แล้วเธอก็มีความมั่นคงทางการเงินสูง

เมื่อเธอกลับมาประเทศไทย พร้อมใบปริญญาเอก หลังจาก 4 ปีต่อมา ผมลองถามเธอเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตในสหรัฐอเมริกาดู ผมอยากรู้ว่า เธอเคยเดินทางไปที่ไหนบ้างไหม หรือ ติดต่อกับใครเป็นเครือข่ายของตัวเองรึเปล่า รวมถึงวิธีการจัดการกับอาหารการกิน วัฒนธรรมของชาวอเมริกัน และวิถีชีวิตของพวกเขาที่ต่างจากชาวเอเชียโดยสิ้นเชิง

เธอตอบผมว่า ตอนที่กำลังเรียนอยู่ที่นั่น เธอแทบไม่ได้ติดต่อกับใครเป็นพิเศษ และไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้ด้วย ทุก ๆ วัน เธอจะใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรมในห้องพัก จำพวกการทำอาหารไทยที่ห้องกิน การอ่านหนังสือ การเขียนงาน การทำวิจัย และการทบทวนบทเรียน เธอแทบจะไม่ได้สนิทกับเพื่อนใหม่ ๆ ในสหรัฐอเมริกาเลยด้วยซ้ำ การเดินทางที่ไกลที่สุดของเธอ คือมหาวิทยาลัยกับห้องพักเสียส่วนใหญ่ 

สรุปความได้ว่า คนรู้จักของผมคนนี้ ได้ปิดกั้นตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่ “แปลกประหลาด” ทั้งทางกายภาพ วัฒนธรรม และอารมณ์ที่ได้รับทั้งหมด เธอปฏิเสธที่จะซึมซับความแตกต่างเหล่านั้น เพื่อใช้ชีวิตของตัวเองเงียบ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ปลอดภัย

นั่นคือ กลไกป้องกันตัวเองจากวัฒนธรรมที่ต่างจากความคุ้นชิน ผู้หญิงชาวไทยที่แสนชาญฉลาด มีการศึกษาสูง และอยู่ระดับชนชั้นกลางคนนี้ มีความทะเยอทะยานของตัวเองสูงเพียงพอ ที่จะกระตุ้นให้เธอพยายามไปเรียนต่อปริญญาเอกไกลถึงสหรัฐอเมริกา แต่เธอกลับไม่ได้มีความมั่นใจมากพอจะละวาง “ความเป็นไทย” ที่ตัวเองคุ้นชินมาตลอด เพื่อทดลองวิถีชีวิตของชาวตะวันตกตามสภาพแวดล้อมใหม่ของตัวเอง เธอมักจะหลบซ่อนตัวเองอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยภายในหอพัก เพื่อที่จะอยู่ห่างจากอะไรก็ตามที่แตกต่างและแปลกแยกสำหรับเธอ

แล้วประเด็นที่ผมจะสื่อคืออะไรน่ะเหรอครับ? โดยพื้นฐานแล้ว การได้รับใบจบปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา จะช่วยเติมเต็ม CV ของเธอให้ดูดีมากขึ้น และจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่แสนอินเตอร์ ดูเป็นพลเมืองโลกที่สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งสภาพแวดล้อมในเอเชียและตะวันตก อย่างน้อยก็ภาษีดีกว่าคนอื่น ในสายตาเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าในมหาวิทยาลัยที่เธอกำลังทำงานอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันต่างจากภาพที่เห็นภายนอกครับ

เธอเดินทางไกลถึงสหรัฐอเมริกา โดยถูกห่อหุ้มไปด้วยฟองสบู่แห่งวัฒนธรรมไทยตลอด 4 ปี ที่เคยศึกษาระดับชั้นปริญญาเอก แม้กระทั่งวันที่เธอเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง ฟองสบู่ที่มองไม่เห็นก็ยังคงห้อมล้อมตัวเธอไว้อยู่เสมอ เพียงแต่คราวนี้เพิ่มเติมคือ เธอยกระดับตัวเองในฐานะ “ดร.” แทนครับ

ก็จริงนะครับที่วิธีการเอาตัวรอดนี้ จะสามารถทำให้เธอผ่านพ้นเหตุการณ์ความตกใจต่อวัฒนธรรมที่ต่างจากที่คิด (Culture Shock) ได้ง่ายและเร็ว แต่ผมกำลังคิดว่า ผลลัพธ์เช่นนี้ต่างหากที่ทำร้ายเธอ ผมคิดว่า เธอควรจะลองพยายามซึบซับกลิ่นอายวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาบ้าง แม้ว่ามันอาจจะทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าปกติก็ตามที ทำไมผมจึงอยากแนะนำเช่นนั้น? เพราะการปิดกั้นตัวเองอยู่ในกรอบความเป็นไทยดั่งเดิมตลอดเวลา ไม่เคยปล่อยวาง จะทำให้เธอพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ความต่างทางวัฒนธรรม และขาดการสร้างเครือข่ายเก็บเกี่ยวเส้นสายกับชาวต่างชาติ ทั้งที่เธอก็อุตส่าห์ได้ยืนอยู่ที่นั่นทั้งที ความโชคดีคือ เธอได้ขยายความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์จากหลักสูตรที่สมัครได้ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะเธอไม่ได้เปิดโลกทัศน์และจินตนาการเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ผมจึงรู้สึกว่า เธอเสียเวลา 4 ปีที่นั่นครับ การศึกษาต่อที่ต่างประเทศจะให้ประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อ พอกลับมาประเทศบ้านเกิดแล้ว คน ๆ นั้นควรเปลี่ยนแปลงตัวเองในทิศทางที่ดีขึ้น ทำนองว่า ไหน ๆ ก็กลับมาแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเติมความมั่นใจ มีความรู้และทักษะเพิ่มสูงขึ้น ได้โอกาสซึมซับความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่าคนไทยทั่วไป นอกจากนั้น หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งหมดนี้ เธอก็ยังจะได้สัมผัสถึงภูมิปัญญาระดับโลก มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอีกด้วย

เหตุการณ์ที่ผมยกตัวอย่างไป เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้วครับ นับตั้งแต่ที่โลกมีความเป็นสากลเปิดกว้างมากขึ้น แน่นอนครับว่า การจะทำให้ทุกที่เป็นสากล ก็ต้องเจออุปสรรคกันบ้าง เช่น สถานการณ์โรคระบาดโควิด ที่ทำให้ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมอยู่พักใหญ่ แต่ยังไงมนุษยชาติของโลก ก็ยังปรารถนาที่จะเชื่อมต่อกับผู้คนทั่วโลกอยู่ดี ยิ่งยุคนี้ โอกาสที่จะติดต่อสื่อสารข้ามประเทศ ก็ทำง่ายดายกว่าเดิมมาก ในปัจจุบัน ชาวเอเชียมืออาชีพรุ่นใหม่ ๆ ที่มีทักษะอันเหมาะสมและคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม พวกเขาสามารถทำงานที่ใดก็ได้แล้วครับ แต่การจะทำเช่นนั้น พวกเขาจำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษยิ่งกว่าเดิม และจำเป็นต้องมีทักษะการปรับตัวต่อวัฒนธรรมที่แปลกใหม่ด้วย

การปรับตัวทางวัฒนธรรม

ก่อนอื่นเลย ผมก็ต้องขอพูดตามตรงว่า คนไทยผู้ที่มาจากครอบครัวที่เพียบพร้อมไปทุกอย่าง ย่อมมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ๆ ราวกับถูกรางวัลลอตเตอรี่เป็นต้นทุนของชีวิต ซึ่งประเทศไทยนี้เอง ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เหมาะที่สุดในโลก สำหรับการมาเกิดหรือเดินทางมาใช้ชีวิต เพราะที่นี่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญแทบทั้งหมด มีวัฒนธรรมอันอิสระเสรี ให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่ มีศาสนาที่โดดเด่นด้านความเมตตาและการกระจ่างแจ้งด้วยสติ และก็มีชื่อเสียงระดับโลกด้านทัศนคติของประชากรที่มีความเป็นเสรีนิยม

นั่นจึงทำให้ชาวไทยหลาย ๆ คนรู้สึกสบายใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ แล้วจะพาตัวเองไปลำบากที่อื่นอีกทำไมกัน? หนึ่งเหตุผลที่เห็นได้ชัดนะครับ ผมเชื่อว่า ประเทศไทยเองก็จำเป็นต้องมีประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน ไม่มีประเทศใดสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งประชากรจากประเทศอื่น ๆ ก็เดินทางมาทำธุรกิจถึงประเทศไทยแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของการท่องเที่ยว เพื่อการผลิตสินค้า วิศวกรรม ยา และการศึกษา 

ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาธุรกิจระหว่างประเทศอยู่ครับ ดังนั้น การฝึกตนให้พร้อมกับการทำธุรกิจกับคนต่างชาติตั้งแต่เนิ่น ๆ ถึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต่อให้ประชากรเอเชียอาจจะไม่อยากเดินทางไปต่างประเทศ นักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจจากต่างประเทศก็จะมาหาคุณเสียเองอยู่ดีครับ

คนเอเชียรุ่นใหม่ในวัยทำงานแบบมืออาชีพแล้ว ควรตระหนักถึงความสำคัญของการผสมผสานข้ามวัฒนธรรมครับ หากพวกเขาปรารถนาจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของตัวเอง

มันก็เป็นที่เข้าใจได้และเป็นเรื่องที่ดีอยู่หรอกนะครับ ที่ใครหลาย ๆ คนก็อยากจะปกป้องอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้คงอยู่ไว้ตราบนานเท่านาน แต่ถ้าคุณกำลังคาดหวังอาชีพที่ต้องทำธุรกิจระหว่างประเทศให้เจริญก้าวหน้าขึ้น คุณจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และทำทั้งหมดนั้น ในสถานที่ทำงานที่มีชาวตะวันตกและชาวเอเชียปะปนกัน

ผมจะทำการสำรวจทักษะการปรับตัวทางวัฒนธรรมในที่ทำงาน สำหรับชาวไทยและชาวเอเชีย ผ่านการวิเคราะห์แบบ SWOT แบบง่ายที่สุดดูนะครับ

  1. S – Strengths (จุดแข็ง)
  2. W – Weakness (จุดอ่อน)
  3. O – Opportunities (โอกาส)
  4. T – Threats (อุปสรรค)

[S] จุดแข็งของประเทศไทยและคนไทย

อำนาจละมุน (Soft Power) ของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย:

  • คนไทยและประเทศไทย ได้รับความเคารพจากประชาคมระหว่างประเทศเป็นอย่างมากครับ พวกเขาถูกมองว่า เป็นกลุ่มคนที่อัธยาศัยดี มีความซื่อสัตย์ และยึดมั่นต่อแนวคิดแบบดั้งเดิม แม้จะไม่ได้ถึงขั้นตั้งตนเป็นปิตาธิปไตยอย่างเข้มงวดก็ตาม ปัจจุบันนี้ อำนาจละมุน มีความสำคัญไม่ต่างจากอำนาจทางการทหาร และอำนาจทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศนี้มีอัตราการเติบโตของผู้ใช้อำนาจละมุนระดับสากลโลกรวดเร็วมาก ด้วยภาพลักษณ์เชิงบวกนี้เอง จึงส่งผลดีต่อมืออาชีพรุ่นใหม่ชาวไทย ที่กำลังทำงานอยู่ในองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ความคิดเชิงเสรีนิยม:

  • แม้ว่าวัฒนธรรมของชาวเอเชียจะเป็นอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนับถือลัทธิขงจื้อ แต่คนต่างชาติควรต้องมาเยือนประเทศไทยดูสักครั้ง เพื่อให้เห็นกับตาว่า ผู้คนที่นี่มีทัศนคติที่ผ่อนคลายเพียงใด อาทิเช่น มุมมองเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน อิทธิพลของชาวตะวันต่อเพศทางเลือกนั้น ใช้ชีวิตไม่ง่ายเลย สมัยนั้น เกย์หลายคนถูกคุมขังและถูกกลั่นแกล้งด้วยซ้ำไป ประเทศไทยที่มีการสร้างแนวคิดเรื่อง “เพศที่สาม” ขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น ทัศนคติที่มีความอดทนและความเข้าใจ ที่จะทำให้เข้ากับกันได้ดีกับองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งต้องการจิตใจที่น้อมรับความแตกต่างและให้ความเสมอภาคต่อกันครับ

ที่พักอาศัย:

  • หนึ่งในคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวัฒนธรรมไทยคือ การบริการลูกค้า เหล่าพนักงานมีความอดทนสูง ไม่ก้าวร้าว ยอมรับความแตกต่าง และอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ง่ายมากกว่าวัฒนธรรมของชาวตะวันตกเสียอีก เหตุผลที่ทำเช่นนั้นได้ง่าย เพราะวัฒนธรรมตะวันตกให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคล ทำนองว่า ตัวเองรอด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมของชาวเอเชีย หรือ คนไทย ที่ให้ความสำคัญกับการเป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม หากมืออาชีพชาวไทยสามารถผสมผสานชุมชนที่ดีต่อปัจเจกบุคคลได้ พวกเขาก็จะกลายเป็นพนักงานที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ความรักในประเทศไทย:

  • คุณต้องลองเดินทางไปประเทศเอเชียอื่น ๆ ดู แล้วคุณจะค้นพบข้อเท็จจริงสำคัญอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับคนไทย นั่นคือ ชาวต่างชาติมีความรักให้กับประเทศไทย ความรู้สึกผูกพันนี้อาจไม่ค่อยเกิดขึ้นกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเท่าไหร่นัก อย่างน้อยก็ในความรู้จากประสบการณ์ของผม ก็จริงที่พอผมพูดแบบนี้แล้ว มันจะให้ความรู้สึกเหมือนผมอวยยศประเทศนี้จนเกินไป เมื่อคุณได้อ่านคำบรรยายของผมข้างบนจนจบ แต่นี่คือจุดแข็งอย่างหนึ่งของคนไทยและประเทศไทยนะครับ ความรักนี้ จะทำหน้าที่ปกป้องประเทศไทยและมีส่วนทำให้ประเทศไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์เมื่อทำงานในสถานที่ทำงานที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผมแนะนำให้คุณลองแบ่งปันและส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ซึ่งวิธีนี้ก็สามารถช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของตัวเองในขณะทำด้วยเช่นนั้น

[W] จุดอ่อนของประเทศไทยและคนไทย

การศึกษา: 

  • เมื่อเทียบกับระดับโลกแล้ว การศึกษาในประเทศไทยอยู่ในอันดับต่ำมากครับ แถมตามหลังประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญในเอเชียอย่าง สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอื่น ๆ อีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้น อัตราค่า IQ (ย่อมาจาก Intelligence Quotient ความฉลาดทางเชาว์ปัญญา โดยเฉพาะในเรื่องการคิด ความจำการใช้เหตุผล และการคำนวณ) ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วในทวีปเอเชียด้วยกันเอง ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ แทบจะไม่เพิ่มขึ้นตลอดสองทศวรรษ การศึกษาจากรัฐก็ยังคงยึดติดกับวิธีการสอนเดิม ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดทั่วโลก 500 อันดับแรก ไม่ปรากฎชื่อมหาวิทยาลัยไทยเลยแม้แต่แห่งเดียว เด็กไทยเองก็ทำคะแนน วิชา STEM (S วิทยาศาสตร์ – T เทคโนโลยี – E วิศวกรรมศาสตร์ – M คณิตศาสตร์) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ความหวังที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ พวกนี้คือ การพยายามเข้าไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต หรือเชียงใหม่ เรื่องพวกนี้ เป็นปัญหาต่อคนไทยที่มีความทะเยอทะยานสูง ที่พวกเขาจะต้องฝ่าฟันระบบการศึกษามันไปให้ได้

ความกล้าแสดงออก:

  • ข้อเสียของคนไทยที่ยอมรับความแตกต่างได้ คือการขาดความกล้าแสดงออกครับ โดยเฉพาะในที่ประชุมที่มีชาวตะวันตกเข้าร่วมด้วย ชาวตะวันตกมักจะมีวัตถุประสงค์ในการประชุมงาน เพื่อปรึกษางานให้ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน แถมยังตระเตรียมข้อมูล เพื่อโต้เถียงประเด็นที่ตัวเองยังติดค้างในใจโดยเฉพาะ พวกเขาไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าเจ้านายของตัวเอง และไม่กลัวที่จะต้องทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน หากนั่นจะทำให้ข้อสรุปดังกล่าว เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร นั่นจึงส่งผลให้คนไทยมืออาชีพ ที่ต้องประชุมในสถานการณ์ทำนองนี้ มักจะเป็นฝ่ายถูกข่ม ทำให้กลายเป็นพนักงานที่เงียบขรึม และเถียงไม่ทันการ พวกเขาอาจจะถึงขั้นไม่กล้าที่จะกล่าวปฏิเสธ หรือ ยุแย้งอะไร แถมยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาต้องปะทะกับนิสัยของชาวตะวันตกโดยตรงอีก ทว่า หากพวกเขาต้องการจะประสบความสำเร็จในที่ทำงานแห่งที่รวมหลายวัฒนธรรม พวกเขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะแสดงความกล้าออกมา โดยน้อมรับความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานได้ หากมันจำเป็น และคุณมีข้อมูลที่เหนือกว่าเพียงพอ โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรง หรือ การกดข่มซึ่งกันและกันอย่างไร้สาระ นี่แหละจะทำให้คนไทยมีจุดยืนทางความคิดเห็นของตัวเอง และสามารถแสดงความเชื่อต่อประเด็นนั้น ๆ ในที่ประชุม โดยที่ตัวตนไม่ได้จมหายไปครับ 

ใบหน้า:

  • ชาวตะวันตกอาจจะมีความรู้สึกจำพวก ความรู้สึกผิดต่อบางสิ่งที่พวกเขาทำไม่ดี ทำผิดไป หรือทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ แต่น้อยมากที่พวกเขาจะรู้สึกเขินอายในตัวเอง ‘ความอับอาย’ หรือ ‘การกลัวเสียหน้า’ มักจะเป็นอยู่เบื้องหลังความปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงให้ได้ของชาวเอเชียครับ โดยเฉพาะการทำตัวเองขายขี้หน้าในที่ทำงาน สามารถทำให้คนไทยสัมผัสกับความเครียดมหาศาลได้ ชาวเอเชียหลายคนจะสงสัยกันว่า ทำไมชาวตะวันตกถึงสามารถทำเรื่องน่าอายได้ง่ายดายเหลือเกิน โดยไม่รู้สึกอะไร สาเหตุที่ชาวตะวันตกเฉย ๆ กับเรื่องการมีหน้ามีตา ก็เพราะพวกเขาไม่สนใจว่า ใครจะคิดอะไรเกี่ยวกับพวกเขา หากคุณอยากสำเร็จในที่ทำงานสากล อย่ากลัวที่จะเสียหน้าเลยครับ ให้ห่วงเรื่อง ‘ชื่อเสียง’ จะดีกว่า สิ่งที่องค์กรระดับโลกกังวลคือ ถ้าคุณเป็นชาวเอเชีย หรือ คนไทย หน้าตาไม่ได้สำคัญเท่าชื่อเสียงที่คุณถนอมมาอย่างดีว่า คุณสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน ดังนั้น อย่าตอบ “ใช่ / ได้เลย / เห็นด้วย” เร็วจนเกินไป ทั้งที่คุณก็ยังไม่พร้อม หรือยังมีข้อจะฟโต้แย้งอยู่ในใจ และอย่าแสร้งว่าตัวเองเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด หากความจริงแล้ว คุณยังมีคำถามอยู่ในหัว เพราะการรับปาก ทั้งที่ทำไม่ได้ หรือ การรับฟังแบบผ่าน ๆ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจ เป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติผู้อื่นยิ่งกว่าการตอบรับไวไว โดยเฉพาะจากมุมมองของเพื่อนร่วมงานและเจ้านายชาวตะวันตก เขามองแบบนั้นกันครับ

ความคิดสร้างสรรค์:

  • ข้อนี้อาจจะไม่ได้แสดงปัญหาออกมาชัดเจนในตอนแรกครับ แต่ถ้าเราไล่ลำดับกันใหม่ การขาดความกล้าแสดงออก รวมเข้าด้วยกันกับการกลัวเสียหน้า มันก็จะนำไปสู่การขาดความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นกัน เพราะการคิดสิ่งใหม่ ๆ จำเป็นต้องอยู่กับความเสี่ยง หนึ่งเลยคือ เสี่ยงที่จะถูกคนอื่นปฏิเสธไอเดีย สองคือ เสี่ยงต่อความผิดหวังของตัวเอง และสามคือ คุณต้องเสี่ยงกับความล้มเหลวหลังจากได้ลองปฏิบัติจริง หากคุณขาดความกล้าและยังกลัวเสียหน้า คุณก็จะไม่สามารถรังสรรค์อะไรที่ต่างจากของเดิมได้ เพราะคุณไม่กล้าเสี่ยง ซึ่งนั่นจึงเป็นเหตุผลทำไมประเทศไทย (และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย) มีชุดความคิดสร้างสรรค์ที่น้อยมาก แต่ก็มีทักษะที่ดีสูงในด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทที่ได้รับ การคัดลอกกฎของสังคม และการดำเนินการตามความคาดหวังของผู้อื่นที่ถูกกำหนดไว้ ความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นต้องคิดนอกกรอบ และก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งเดิม เพื่อที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เจ๋งกว่าในสภาพแวดล้อมระดับโลกครับ

[O] โอกาสของประเทศไทยและคนไทย

การจ้างงาน:

  • เมื่อประเทศจีนในขณะนี้ กำลังกลายเป็นประเทศที่ไม่ถูกยอมรับจากประเทศฝั่งตะวันตก ผนวกเข้ากับความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ภายในแถบยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางด้วย เหตุการณ์ทำนองนี้ ส่งผลให้หลาย ๆ ประเทศในเอเชีย เช่น ประเทศไทย มีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจเป็นอย่างมาก โชคดีที่ประเทศนี้ไม่มีศัตรู ต่างชาติทุกคนรักประเทศไทย ดังนั้น การจะได้เห็นบริษัทนานาชาติ ย้ายถิ่นฐานในการผลิตสินค้า มาตั้งในประเทศไทยมากขึ้น (อย่างที่กำลังเกิดในประเทศเวียดนามตอนนี้ด้วยครับ) สถานการณ์แบบนี้นี่แหละ ที่จะเปิดโอกาสทางอาชีพใหม่ ๆ ให้เด็กชาวไทยรุ่นนี้ได้ลองสมัครงานครับ

ประชากรศาสตร์:

  • ปัจจุบัน ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จริง ๆ แล้ว ประเทศนี้ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่สังคมผู้สูงอายุเร็วที่สุดของโลก นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับรัฐบาลไทย แต่มันก็จะดีกับวัยรุ่นยุค Gen Z ครับ เพราะประเทศจะต้องการคนอายุรุ่นคุณมากขึ้น แถมคุณก็จะกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดในอนาคตด้วย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ:

  • ทำไมประเทศไทยถึงได้เปรียบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ? นั่นก็เพราะว่า ไม่ได้มีหลายประเทศที่ทำเช่นนั้นได้ครับ จริงอยู่ที่ ประเทศไทยเองก็เสี่ยงภัยพิบัติจากสภาพอากาศที่แปรปรวนง่าย มีหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครกำลังประสบปัญหาอุทกภัย ในขณะที่บางพื้นที่แห้งแล้งมากเป็นพิเศษ แถมร้อนอบอ้าวจนอดทนแทบไม่ไหว ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ผู้คนจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามาใช้ชีวิตวัยเกษียณของตัวเองในประเทศไทยมากขึ้นครับ โดยอาจจะลองประกอบอาชีพ Digital Nomad (บุคคลที่ทำงานที่ใดก็ได้ ขอเพียงมีอุปกรณ์เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ต) หรือไม่ก็เพียงมาเที่ยวในทวีปเอเชีย สัก 1 ปี ค่อยกลับบ้าน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากส่วนอื่นของโลก จำพวกผู้ที่มาจากประเทศที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศในตะวันออกกลาง รายชื่อเหล่านี้ มีฤดูหนาวมีอุณหภูมิติดลบอย่างโหดร้าย จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเปิดโอกาสสำหรับการทำธุรกิจและการจ้างงานแก่เด็กไทยครับ ขอให้เตรียมความพร้อมที่จะช่วงชิงประโยชน์ข้อนี้ให้ดีครับ

[T] ภัยคุกคามต่อประเทศไทยและคนไทย

ความพึงพอใจ:

  • ประเทศไทยมีหลายสิ่งที่ดีและถูกต้องมากมายเลยครับ แต่ทำไมคุณถึงยังควรที่จะไขว้คว้าความสำเร็จทางการงานจากองค์ระหว่างประเทศในระดับประชากรโลกอยู่อีกล่ะ? คำตอบก็คือ เพราะคุณมีความสามารถและคุณยังทำได้ดีขึ้นไปอีกครับ ความพึงพอใจในพื้นที่ปลอดภัยอาจจะกดทับคุณ ทำให้คุณตกเป็นเหยื่อของระบอบประชาธิปไตย และมันก็จะนำไปสู่ความล้มเหลวด้านการพัฒนาตัวเองได้ เนื่องจากในท้ายที่สุดแล้ว คุณก็จะมีทักษะที่ไม่เพียงพอต่อองค์กรขนาดใหญ่ ๆ โดยเฉพาะบริษัทที่ทำงานกับชาวต่างชาติ และคุณก็อาจถูกถอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ในทุกครั้งที่คนอื่น ๆ ก้าวไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ครับ องค์กรชื่อดังระดับโลกจะมาตั้งที่ประเทศไทย หรือประเทศเอเชียอื่น ๆ แต่พวกเขาจะจ้างพนักงานจากข้างนอกเป็นหลัก เพื่อดำรงตำแหน่งระดับสูงให้บริษัท แทนการจ้างคนท้องถิ่นแถวนั้น โลกใบนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วครับ และคุณก็จำเป็นต้องพยายามตามมันให้ทัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบแค่ประเทศไทยแห่งเดียว มันเป็นทั่วโลกกันเลยทีเดียว คุณจึงจำเป็นต้องเป็นมากกว่ามืออาชีพชาวเอเชียธรรมดาทั่วไป เพื่อที่จะปลูกฝังตัวตนใหม่แบบผสมผสาน ให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อ ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับโลก ดังนั้น โปรดอย่าปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศอื่น ๆ เลยครับ โลกใบนี้ ก็เปรียบเสมือนอาหารอันโอชะที่คุณจะชอบมัน เมื่อได้ลองเปิดใจ และลิ้มรสชาติแห่งความสำเร็จกันได้เลย
- Advertisement -

More articles

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -

Latest article