back to top
More

    เมื่อใจหมดแรง เมื่อไฟหมดเปลว เคล็ดลับการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน

    Must read

    - Sponser -

    เมื่อใจหมดแรง เมื่อไฟหมดเปลว เคล็ดลับการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน

    ผู้เขียน : ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

    ดร.สตีเฟ่น ใหม่ - Advanced Business Magazine

    ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

    เช้าเมื่อวาน ตอนตี 5 ผมออกไปวิ่งเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 62 นาที ซึ่งผมก็ค่อนข้างพอใจกับสถิตินี้ ทว่าวันนี้ ขาของผมกลับปวดร้าวเป็นอย่างมาก และผมก็แทบจะเดินเร็ว ๆ ไม่ได้ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการวิ่งหนักเกินไป คุณว่า ผมบ้ารึเปล่าที่ทำตัวเอง? ก็อาจจะเป็นแบบนั้น แต่อย่างน้อย ผมก็รู้ว่า ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ ปีนี้ผมอายุ 74 ปีแล้ว และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองมาก อีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้ ผมจะเข้าแถวร่วมกิจกรรมมินิมาราธอนที่เชียงใหม่ ร่วมกับนักวิ่งคนอื่น ๆ อีกหลายร้อยคน ผมก็จะได้เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวตะวันเพียงไม่กี่คนที่อยู่ตรงนั้น และอาจจะเป็นนักวิ่งที่อายุมากที่สุดด้วยซ้ำ ครั้งนี้ ผมไม่ได้หวังถ้วยรางวัลครับ แต่ผมแค่อยากไปให้ถึงเส้นชัย เพียงแค่นั้น ผมก็รู้สึกชนะใจตัวเองแล้ว

    ถึงขาผมจะปวด แต่ใจผมแข็งแรงดี ในการที่ผมจะผลักดันร่างกายตัว เพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัว มันทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเอง หากคุณเองก็เคยวิ่งมินิมาราธอน หรือ การแข่งขันอะไรที่คล้าย ๆ กัน คุณก็คงจะเข้าใจสิ่งที่ผมจะสื่อ คือสมองของเรา ความคิดของเรา เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนร่างกายไปข้างหน้า

    เราแต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่สุดในชีวิต นั่นคือ ความสัมพันธ์ที่เราต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเอง มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตเรา แล้วบางส่วนก็จากไปตลอดกาล แต่ไม่มีใครมาแทนที่ตัวเราเองได้ เพราะเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตเพื่อตัวเราเอง จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต ทุกการสนทนาที่เราปรึกษาตัวเองในใจจะอยู่กับเราเสมอ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ จิตใจของเราต้องแข็งแรง แม้ว่าร่างกายจะกำลังเจ็บป่วยอยู่ก็ตามที

    ผมเริ่มต้นฝึกวิ่ง เพื่อความสนุก เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ผมก็ประสบความสำเร็จอยู่หลายครั้งที่แข่งตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ผมกลับคิดว่า การวิ่งธรรมดาโดยไม่ต้องเอาชนะใคร ก็เป็นหนึ่งในความสำเร็จใหญ่ที่สุดเช่นกัน ถ้ามันไม่ได้สำคัญกับผม แล้วผมจะวิ่งต่อทำไม? นั่นก็เพราะว่า การวิ่ง หรือ การปั่นจักรยาน หรือไม่ก็ การยกน้ำหนัก หรือบางคนชอบแค่เดินเร็ว ทั้งหมดนี้ ได้สร้างเงื่อนไขที่ช่วยให้สมองของผมปลอดโปร่ง การออกกำลังกายทั้งหมด ไม่ได้พัฒนาแค่ศักยภาพทางกาย แต่ยังช่วยแก้ความเบื่อหน่าย ความเหนื่อยล้า ความเกียจคร้าน ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความไม่มั่นคง และความรู้สึกพ่ายแพ้ต่อบางอย่าง ที่เกิดขึ้นในใจผม จริงอยู่ที่ มันก็มีบางวันที่ผมเหน็ดเหนื่อยทางกาย และบาดเจ็บถึงขั้นเผลอจินตนาการไปว่า มันคงถึงวันที่ผมวิ่งไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่สุดท้าย ทุกวันนี้ ผมก็ยังวิ่งได้อยู่ ยังคงมีชีวิตรอด แม้ว่า ผมจะไม่ได้มีความสามารถในการวิ่งถึง 10 กิโลเมตร ภายใน 35 นาที เหมือนเมื่อก่อน แต่อย่างน้อย ๆ ผมก็ยังสามารถวิ่งได้อยู่ดีครับ 

    นี่เป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการเป็นคนสูงวัยที่ประสบความสำเร็จครับ คือให้ประเมินความสามารถทางกายภาพที่ลดลงของตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้ความทุกข์นั้น มาครอบงำสุขภาพจิตใจ ให้ยอมรับสภาพตามความเป็นจริงว่า ร่างกายมนุษย์หรือทุกสรรพสิ่งย่อมมีการเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่จิตใจเป็นสิ่งที่แยกจากร่างกาย คุณสามารถเข้มแข็งหรืออ่อนแอได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น ถึงร่างกายผมจะอ่อนแอกว่าตัวเองเมื่อ 40 ที่แล้ว จิตใจผมในตอนนี้กลับเข็มแข็งยิ่งกว่าอีกครับ

    ผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีครับ ซึ่งมันก็จะควบคู่ไปกับการเป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจสูง ทว่าสิ่งที่ผมเป็น บางครั้งก็ทำให้ผมรู้สึกเศร้าได้ ดังนั้น เมื่อผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มหรือหญิงสาวชาวเอเชียจำนวนมาก ที่พบว่า ชีวิตอยู่ยากเกินกว่าจะรับมือไหว พวกเขาไม่ได้อยากออกจากบ้านไปทำกิจกรรมอะไร หรือ ไม่มีความตั้งใจจะพยายามคิดเชิงบวก เพื่อเสริมคุณภาพจิตใจตัวเอง สิ่งที่พวกเขาต้องการมีเพียงแค่อยากเลิกทุกอย่าง หยุดทุกสิ่งเท่านั้นเอง

    ในประเทศจีน เทรนด์การหมดไฟหรืออาการไม่ทะเยอทะยานต่อสิ่งใด ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1990 – 2000 ชาวจีนบางส่วนเริ่มเกิดความรู้สึกไม่อยากทำอะไรเพื่ออนาคตของตัวเอง ผมขอเริ่มพูดถึงปี ค.ศ. 2021 / พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นช่วงกักตัวยุคโรคระบาดโควิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สังคมท่ามกลางเด็กรุ่นใหม่ชาวจีน Gen Z ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “ภาวะอยากอยู่รอดไปวันต่อวัน” 

    คนหนุ่มสาวชาวจีนเหล่านี้ กำลังเลือกที่จะไม่อยากแต่งงาน ไม่ต้องการมีลูก ไม่มองหาที่จะซื้อบ้านให้ตัวเอง แถมยังไม่ปฏิบัติตามค่านิยมดั้งเดิมของชาวจีนที่ว่า ทำงานหนัก เพื่อความกาวหน้าในอาชีพที่พ่อแม่ หรือ รัฐบาลจีน ต้องการผลักดันให้พวกเขาทะเยอทะยานอย่างจริงจัง

    สิ่งที่พวกเขาตั้งปณิธานเข้าจริง ๆ คือ ขอให้ตัวเองได้อยู่เฉย ๆ เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ถาโถมใส่ทุกคนอย่างไม่หยุดยั้ง กล่าวโดยสรุปก็คือ วัยรุ่นกลุ่มนี้ พยายามอย่างยิ่ง ที่จะรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี คอยปกป้องตัวเองจาก ไลฟ์สไตล์ที่ตึงเครียดจนเกินไป แนวคิดทำนองนี้ ก็อาจจะถูกต้องอยู่หรอกครับ แต่น่าเสียดายที่ ยังไงพวกเขาก็ยังต้องการบ้าน อาหาร และรายได้ที่มั่นคง แถมเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเริ่มแก่ตัวลง การทำตัวเฉื่อยไปวันวันตั้งแต่อายุ 25 ปี มันจะให้อารมณ์ที่ต่างกับคนที่ทำเช่นนั้นตอนอายุ 75 ปี เพราะสิ่งที่คุณไม่ต้องการแน่ ๆ คือการป่วยติดเตียง ยากจน หมดหนทาง และเหงางอย ในช่วงบั่นปลายชีวิต แต่สิ่งที่ควรทำในช่วงอายุ 20-30 ปี จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคุณตอนอายุ 70-80 ปีอย่างมหาศาล

    การกระทำที่เฉื่อยชาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศจีนที่เดียวอีกต่อไป เพราะมันกำลังลุกลามไปถึงทั่วเอเชีย ประเทศล่าสุดที่ผมเห็นการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันคือ ประเทศเวียดนาม สาเหตุหลักของความไม่พอใจในหมู่เยาวชนชาวเวียดนามก็เหมือนในจีนแหละครับ พวกเขาไม่พอใจกับค่าจ้างที่น้อยนิด ทั้งที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นเจ้าของบ้าน ในสภาพการเงินเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพนักงานคนหนึ่งมีสภาพการทำงานที่หนักหน่วง กดดันมากเกินความจำเป็น เพื่อสอบให้ผ่าน และดั้นด้นเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้จงได้ เช่นเดียวกับที่เกิดในประเทศจีน คนงานชาวเวียดนามในฐานะทั่วไป รวมถึงเด็กนักเรียนในยุคนี้ ต่างก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า….

    “มันจะคุ้มไหมที่ต้องพยายามอย่างไร้ความหมายขนาดนั้น?”

    ครับ พวกเขาคงตอบตัวเองว่า “ไม่อะ มันไม่คุ้มหรอก เหนื่อยเปล่า”

    ในประเทศญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน หากเราพูดถึงคำที่ใช้อธิบายอาการอยากหนีออกจากสังคมกลางคัน คำนั้นเรียกว่า “ฮิคิโคโมริ” และเป็นกลุ่มอาการที่วัฒนธรรมเยาวชนชาวญี่ปุ่นเป็นการบ่อยในช่วงสองทศวรรษ มีสถิติโดยประมาณกล่าวไว้ว่า วัยรุ่นและวัยทำงานชาวญี่ปุ่นในยุคนี้กว่า 1.5 ล้านคน ที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสันโดษในบ้านพ่อแม่ตัวเอง โดยที่พวกเขาไม่เต็มใจจะไปโรงเรียน หรือ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะออกไปทำงานเป็นเวลาหลายเดือน หรือบางคนก็ใช้ชีวิตทำนองนี้อยู่หลายปี เรากำลังเล็งเห็นเหล่าฮิคิโคโมริเพิ่มจำนวนมากขึ้นทั่วเอเชีย โดยที่ประเทศเกาหลีใต้เองก็กำลังประสบปัญหาร้ายแรงทำนองนี้ด้วย (ประมาณ 3% ของเด็กอายุ 19-39 ปี กำลังตกสู่ภาวะนี้ และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ) นั่นคือ สิ่งที่รัฐบาลเริ่มออกไอเดียจ่ายเงินให้เหล่าเด็กสันโดษเหล่านี้ ยอมออกจากบ้านไปทำกิจกรรมตามปกติ

    ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ หากปรากฏการณ์ “ไร้ความทะเยอทะยานในชีวิต” จะเริ่มคืบคลานมาถึงประเทศไทยแล้ว มันเป็นสิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือ องค์ประกอบสำคัญในชีวิตอย่าง – การมีความหวัง

                หากมีสิ่งใดมากระชากความหวังไปจากเด็กรุ่นใหม่ แล้วพวกเขาจะเหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ? ก็เหลือแค่ไม่กี่อย่าง ความหวังนี่แหละที่ขับเคลื่อนสังคม มนุษยชาติ ชุมชน และการสร้างครอบครัว ยุคนี้ เหลือความหวังกันอีกเท่าไหร่? ผมก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ใจก็คือ มันค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ในทุกภูมิภาค และก็อาจจะเป็นทั่วโลก

    ตัวชี้วัดประการที่หนึ่งคือ อัตราการเกิดทั่วโลกลดลง ไม่มีอะไรจะพูดถึงความหวังได้มากไปกว่า การมีลูก มันเป็นการกระทำที่พ่อแม่ทุกคนต้องแน่ใจก่อนว่า ชีวิตในวันพรุ่งนี้จะดีกว่า และสามารถตั้งตารอคอยให้มาถึง หากพรุ่งนี้ดูไม่มีอนาคตที่สดใส การมีลูกก็รังแต่จะเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น

    ความหวังก็ยังช่วยขับเคลื่อนสุขภาพจิตที่ดีด้วย หาผมมีความหวัง ผมก็จะมองโลกในแง่ดี ซึ่งในกรณีนี้ มันจะคุ้มค่ากับชีวิตสำหรับผม ที่จะยังพยายามต่อไป เพราะว่า ผมมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จตามแผน ผมมีเป้าหมายของตัวเอง และเพียงแค่เอื้อมมือออกไป ก็จะถึงมัน นั่นจึงจะทำให้ผมรู้สึกถึงความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง ตระหนักรู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ และมีความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อไป

    นี่คือ “การรักตัวเองแบบครอบคลุมทั้งหมด” และเป็นจุดเริ่มต้นของความปรารถนาที่จะพัฒนาตัวเอง เอาชนะข้อจำกัดในชีวิต และพยายามบรรลุเป้าหมาย มันจึงไม่สำคัญว่า ผมจะทำสิ่งที่คาดหวังสำเร็จจริงไหม แต่มันสำคัญที่ผมมีกำลังใจมากพอที่จะลองทำต่างหาก ทำไมผมถึงต้องพยายามขนาดนั้นกัน? เพราะว่าผมเชื่อว่า มันจะคุ้มค่าที่ได้ลอง การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเราคือ การเอาชนะตัวเราเอง โดยเฉพาะความคิดในแง่ลบ

    ถ้าผมไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง และมีสุขภาพจิตดี ผมก็คงแทบไม่มีโอกาสที่จะรักษาสุขภาพจิตให้คงที่ และก็คงไม่สามารถปรับสมดุลระหว่างชีวิตประจำวันกับงานที่ทำได้ดีครับ

    ภาวะอยากอยู่รอดไปวันต่อวัน หรือ ความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสันโดษเหมือนฤาษี อาจทำให้ผมหลุดพ้นจากสังคม และความกดดันมากมายได้ง่ายขึ้น แต่ผมก็ยังต้องอยู่กับตัวเองให้ได้ ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ชีวิตง่าย เพราะมันไม่มีปัจจัยที่ทำให้รู้สึกดีในการอยู่ไปอย่างไร้จุดหมาย หรือ การหลบซ่อนตัวในห้องนอนอยู่หลายปี แต่ก็นั่นแหละครับ สังคมเราไม่ได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยพฤติกรรมเฉื่อย ๆ แบบนี้ สังคมยังอยู่รอบตัวผม และผมก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม มันเป็นเช่นนั้นเสมอ แม้ว่าตอนนั้น ผมจะกำลังยังอยู่ในห้องนอนก็ตาม 

    ทั้งหมดที่คุณอ่านนี้ อาจจะดูเหมือนว่า ผมกำลังวิพากษ์วิจารณ์วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ชาวเอเชีย ที่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในสังคมเรา ที่จริงแล้ว ผมชื่นชมพวกเขามากกว่าครับ เพราะพวกเขาสามารถต้านทานแรงกดดัน ที่ไร้สาระและสร้างแต่ความเสียหายต่อจิตใจ แต่ถึงยังไงก็ตาม ผมก็อยากฝากคำเตือนนี้ให้คุณที่ใช้ชีวิตแบบนั้นครับ

    คำเตือนของผมก็คือ ถ้าพวกเขายังคงใช้ชีวิตในเส้นทางนี้ ทั้งที่อายุยังน้อย มันจะเร็วเกินไปครับ เพราะยิ่งอายุมากขึ้น สมรรถภาพทางกายลดลง โอกาสที่จะถูกจ้างงานน้อยลง และสุขภาพจิตใจก็อาจจะแย่ลงด้วย พวกเขาจึงต้องค้นหาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้เหมาะสม เพื่อที่จะดูแลตัวเองทั้งกายและใจได้ยั่งยืน 

    วิธีการที่จะทำสิ่งนี้ ต้องทำยังไงบ้าง?

    จริง ๆ แล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้นครับ เคล็ดลับของผมก็คือ ผมแบ่งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทางกายภาพ ทางสังคม ทางการงาน ทางจิตใจ และทางด้านการกำหนดเป้าหมาย ออกจากกันครับ

    1.     ทางกายภาพ

    ร่างกายของคุณ ไม่ต้องการให้คุณใช้มัน เพื่ออยู่เฉย ๆ แน่นอนครับ แต่มันต้องการให้คุณกระตือรือร้น ขยับตัว ไปทำอะไรสักอย่าง คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งมาราธอนเหมือนผม แต่การจะรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง คุณต้องออกกำลังกายหรือใช้กล้ามเนื้อบ้าง ไม่เช่นนั้น เมื่อคุณอายุเท่าผม ร่างกายคุณจะทรุดโทรมไว หรืออาจเสียชีวิต วิธีที่ถูกต้องที่สุดและง่ายดายที่สุดคือ การเดิน ขอเพียงคุณออกไปนอกประตูบ้าน ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดี เวลาที่เหมาะกับการเดินที่สุดในทวีปเอเชียคือช่วง ตี 4:30 ถึง 7:30 น. หรือไม่ก็ 17:30 ถึง 20:00 น. นั่นคือช่วงที่อากาศกำลังดี แท้จริงแล้ว ชาวเอเชียหลายล้านคนชอบออกกำลังกายกลางแจ้ง ผมรู้ได้ เพราะตลอด 20 ปี ที่ผมเข้าร่วมกิจกรรมนี้กับพวกเขา มันคือหนึ่งในประเพณีเอเชียที่ดีที่สุดและเปิดกว้างสำหรับทุกคนครับ ทั้งการเดิน วิ่ง จ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน รำไทเก็ก และโยคะ ซึ่งถือว่าเป็นการยืดกล้ามเนื้อง่าย ๆ เข้าไปอีกเล็กน้อย ดังนั้นแบรนด์รองเท้าชื่อดังเจ้าหนึ่งถึงใช้วลีขายว่า “แค่ลงมือทำมัน”

    2.  ทางสังคม

    มนุษย์ไม่ควรถูกแยกออกจากสังคมเป็นเวลานานครับ มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตใจ เราต้องการการเชื่อมโยง การสื่อสาร การแสดงความเป็นเจ้าของ เพื่อที่จะเติบโต ชาวเอเชียยิ่งต้องการสังคม เพราะวัฒนธรรมการอยู่กันแบบชุมชนที่สนิทสนม ถือเป็นจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่ง ดังนั้น ยังไงก็ตาม ถ้าคุณต้องการจะอยู่เฉย ๆ จริง แค่อย่าถึงขั้นตัดขาดตัวเองจากผู้คน เพื่อนฝูง สมาชิกครอบครัว และคนรักของคุณเลยครับ วิธีการที่คุณจะใช้สื่อสารกับคนรอบข้าง มันขึ้นอยู่กับความถนัดของคุณ มันอาจจะเป็นช่องทางออนไลน์ เจอกันต่อหน้า หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง แต่ไม่ว่าวิธีการนั้นจะเป็นอะไร เชื่อมต่อกับคนรอบข้างต่อไปเถอะครับ มันจะดีต่อสุขภาพจิตใจคุณแน่นอน

    3. ทางการงาน

    ใช่แล้วครับ งานที่เราจะได้รับค่าตอบแทน สามารถเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับเราได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณพบว่า ตัวเองกำลังทำงานให้กับเจ้านายที่โหดเหี้ยม แถมเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคตด้วย งานที่มอบประโยชน์ทางสุขภาพจิตใจและการเงินไปพร้อมกันได้ ถือเป็นตัวช่วยให้เรารู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง หรือ ลดค่าความมั่นใจก็ได้ทั้งนั้น อย่าอุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับองค์กรหรืองานไหน ที่ปฏิบัติกับเราเหมือนทาสคนหนึ่ง แต่ให้เตรียมตัวที่จะพยายาม เรียนรู้ และหาความก้าวหน้าใหม่ ๆ ให้ตัวเองครับ ความเครียดจากการทำงาน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตเรา และความเครียดก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาตัวเองทางวิชาชีพด้วย ดังนั้น อย่าแสวงหาชีวิตที่ปราศจากความเครียด เพียงแต่พึงระลึกไว้ว่า คุณต้องสร้างสมดุลระหว่างงานที่เคร่งเครียดกับเวลาส่วนตัวที่ผ่อนคลาย ให้มันเท่ากัน และดีต่อตัวคุณมากที่สุด โดยเวลาว่างเหล่านั้น ให้ใช้ทำสิ่งที่คุณคิดว่า ตัวเองจะมีความสุข ตามหลักการทั่วไป ที่ทุก ๆ ชั่วโมงที่คุณทำงานหรือเรียนเต็มเวลา คุณจะมีเวลาสำหรับตัวเองอย่างน้อย 30 นาทีครับ

    4.ทางจิตใจ

    กิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพจิตใจที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งผมได้เรียนรู้จากชาวเอเชียคือ การทำสมาธิครับ ผมเริ่มนั่งสมาธิเป็นกิจวัตรได้ 20 ปีแล้ว และยังคงทำต่อเนื่องไม่มากก็น้อยในแต่ละวัน บางครั้ง อาจใช้เวลากับมันสั้นหน่อย เช่น สัก 5 นาที หรือในบางที ผมก็นั่งอยู่เช่นนั้นเป็นชั่วโมง ผมชอบนะ ถ้าได้ลองนั่งสมาธิเป็นกิจวัตรแบบผม คุณก็จะทำได้สม่ำเสมอ องค์ทะไลลามะอ้างว่า การทำสมาธิที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ ผมเห็นด้วยกับเขานะ ผมชอบจัดการเวลาในการนอนให้เหมาะสม ผมจะนอนสัก 8 ชั่วโมงต่อคืน และบวกเพิ่มอีก 45 นาที สำหรับการงีบในช่วงบ่าย นั่นจะช่วยให้ผมฟื้นฟูร่างกายที่เพิ่งออกกำลังหนักมา และฟื้นฟูสภาพจิตใจตัวเองไปด้วย หากผมไม่ได้นอนอย่างเพียงพอ มันจะส่งผลต่อสุขภาพจิตใจอย่างแน่นอน ทุกคนจึงควรพักผ่อนด้วยการนอนที่เพียงพอ ซึ่งเป็นวิธีที่ธรรมชาติสร้างให้ ผมเคยนั่งสมาธิบนภูเขา ที่ชายหาด ในห้องทำงานตัวเอง และในห้องรับรองผู้โดยสารขาออกของสนามบิน ผมยังสามารถตั้งจิตมีสมาธิในขณะวิ่งออกกำลังได้ด้วย ดังนั้น เราสามารถฝึกสร้างสมาธิได้กับทุกกิจกรรม เพียงแค่มุ่งความสนใจไปที่การหายใจเข้าและออก

    5. การกำหนดเป้าหมาย

    เราอาศัยอยู่ในโลกที่ปกครองกันด้วยความคาดหวัง เป้าหมาย และความกดดัน ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งหมดนี้ ค่อนข้างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากคุณปล่อยให้ชีวิตของตัวเอง เป็นไปตามความคาดหวังของผู้อื่น โดยที่ใจคุณไม่ได้เห็นด้วยหรือเต็มใจ คุณจะพบกับความทุกข์ยาก เครียดหนัก และหดหู่ใจเป็นอย่างมาก เป้าหมายแห่งความสำเร็จที่คนอื่นตั้งให้คุณ (โดยเฉพาะจากคนรักและพ่อแม่ของเรา) นั่นจะเป็นเป้าหมายที่แย่ที่สุดและอันตรายมาก ๆ บทเรียนชีวิตประการหนึ่งที่ผมมีคือ การมีเป้าหมายที่แน่นอน ต้องตั้งเพื่อตัวเอง ซึ่งอาจจะทำยากสำหรับเด็กเล็ก นักเรียน และวัยรุ่น แต่มันจะคุ้มค่ามาก ถ้าน้อง ๆ หาเป้าหมายในชีวิตของตัวเองเจอไว และทะเยอทะยาน มุ่งไปหามัน แม้จะมีอุปสรรคที่ทำให้สงสัยในตัวเอง ก็อย่าดูถูกตัวเอง แล้วลองทำดูก่อน อย่ายอมแพ้ง่าย และการบรรลุเป้าหมายได้จริงไหม ไม่ได้สำคัญเท่า ได้ลองทำรึยัง ถ้าเป้าหมายชัดเจนคุณจะเห็นเส้นทางและวิธีการที่คู่ควรกับการลงแรงพยายามและนำพาไปถึงความสำเร็จ ที่ทำเพื่อตัวคุณเองโดยเฉพาะ

    ความคิดเห็นสุดท้าย: คุณไม่สามารถเปลี่ยนสังคมรอบตัวคุณได้ครับ แต่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แน่นอน อย่าละทิ้งชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังไป ทุกอย่างยังอยู่ในกำมือคุณได้อยู่ครับ อนาคตของคุณจะคงมีบางส่วนที่คุณสามารถควบคุมได้ อย่าปล่อยให้คนอื่นมากำหนดเส้นทางชีวิตคุณ ให้คุณปฏิบัติต่อตัวเองในฐานะสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตตัวเอง เพราะคุณเป็นตัวเองเช่นนี้ได้ ด้วยความรักและความเหมาะสม ดังนั้นจงรักตัวเอง โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมาผูกมัด ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างที่เคยมองไม่เห็นทางจะค่อย ๆ ตามมาเอง

    - Sponser -
    - Advertisement -

    More articles

    LEAVE A REPLY

    Please enter your comment!
    Please enter your name here

    - Sponser -
    signha lemon soda ads 300x250

    Latest article

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    Privacy Preferences

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    Allow All
    Manage Consent Preferences
    • Always Active

    Save