back to top
25.7 C
Bangkok

เมื่อคนต่าง  GEN มาทำงานด้วยกันสามารถส่งผ่านถ่ายทอดงานให้องค์กรยืนหยัดในระยะยาว

Must read

เมื่อคนต่าง  GEN มาทำงานด้วยกันสามารถส่งผ่านถ่ายทอดงานให้องค์กรยืนหยัดในระยะยาว

ผู้เขียน : ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ดร.สตีเฟ่น ใหม่ 1

ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ผมรักความรู้สึกที่ตัวเองอายุมากขึ้น ตอนนี้ผมก็อายุ 74 ปีแล้ว และชีวิตก็เยี่ยมสุด ๆ เพราะตัวผมมีเงินบำนาญที่มั่นคง มีบ้านที่ดีเป็นของตัวเอง มีครอบครัวที่น่ารัก และผมยังแข็งแรงพอที่จะวิ่งไกล ๆ หลายกิโลเมตรได้ โดยไม่รู้สึกถึงปัญหาหัวใจวายเลยสักนิด แถมผมก็ยังมีสิ่งที่ล้ำค่าไม่แพ้กัน นั่นคือองค์ความรู้และประสบการณ์ชีวิตที่สะสมมาตลอดหลายสิบปี

ผมเคยเริ่มต้นทำงานประจำ ตั้งแต่สมัย 2 สัปดาห์ก่อนวันเกิดอายุ 15 ปีของผม จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่เคยได้หยุดพักจากการทำงานเลย การเขียนบทความนี้ถึงพวกคุณนักอ่าน ก็นับเป็นงานด้วยเช่นกัน แต่งานนี้ เป็นตัวเลือกที่ผมเลือกเอง

จุดมุ่งหมายในการเขียนของผม ไม่ได้ทำเพื่อสร้างรายได้ แต่ผมตั้งใจทำเพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ของตัวผมเอง โดยเป้าหมายส่วนใหญ่คือ เด็กรุ่นใหม่ และผมก็เตรียมขนสิ่งเหล่านั้นมาให้เยอะมาก สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาตลอด 74 ปีนั่นเองครับ

มันไม่ความจำเป็นอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่า การแบ่งปันความรู้และสติปัญญาระหว่างช่วงวัยอีกแล้ว

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เนื่องจาก เราอาจจะมีข้อสงสัยเล็กน้อยเรื่องที่ มนุษยชาติกำลังเผชิญกับวิกฤตการดำรงชีวิตอยู่อย่างร้ายแรง ความจริงคือ เรากำลังเจอกับสถานการณ์วิกฤติเหล่านั้น อยู่หลายครั้ง ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศฉับพลัน ที่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด 

จริงอยู่ที่ เรามีเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยม รวมไปถึงผลงานชั้นดีอีกหลายชิ้นที่ตามมา เช่น แชตบอตอัจฉริยะ GPT และ แชตบอต Google Bard

ทว่า พวกปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถช่วยเหลือพวกเราได้จริงหรือ?

ผมก็ไม่แน่ใจเช่นกันครับ ถึงแม้มันจะเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า มันสมองของ AI ในตอนนี้ ก้าวหน้าไปไกลและรวดเร็วยิ่งกว่า ความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์แล้ว เด็กรุ่นใหม่เอง ก็หลงรักการใช้เทคโนโลยี แต่สุดท้ายวัตถุเหล่านี้ ก็เหมือนจะไม่ได้ช่วยเติมเต็มให้พวกเขามีความสุขมากขึ้นได้นะครับ

มองในด้านดี เรามีประชากรโลกที่สูงวัย เป็นจำนวนหลายล้านคน เฉกเช่นเดียวกับตัวผม พวกเขามีประสบการณ์ มีความรู้ และมีสติปัญญาที่จะแบ่งปัน หากเรามอบโอกาสให้คนเหล่านั้นเพียงพอ จากข้อมูลประชากรของหลายประเทศ เช่นประเทศจีน ญี่ปุ่น อิตาลี เกาหลีใต้ และพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออก ค่อนข้างเป็นพื้นที่น่ากลัว แต่อย่างน้อย ๆ ประชากรของพวกเขาก็มีชีวิตยืนยาว และ เหล่าผู้สูงอายุก็เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ และพวกเขาก็ยังพร้อมที่จะมอบประโยชน์ดีดีให้แก่ทุกคน

ความสุขในการแก่ตัวลง คือการได้มีโอกาสช่วยเหลือเยาวชน ให้เข้าถึงศักยภาพของตนเอง ดังนั้น เพื่อที่จะให้พวกคุณเห็นภาพมากขึ้น ช่วงเวลา 9 เดือน ที่ผมได้ให้คำปรึกษาแก่ คุณครูผู้หญิงชาวเวียดนาม จากโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง (อายุ 33 ปี) เกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียนระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติที่นิวซีแลนด์ 

2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ใบสมัครของเธอก็ผ่านเข้ารอบ และเธอก็จะเริ่มเรียนในเดือนพฤศจิกายนนี้ สำหรับครูคนนี้แล้ว ประสบการณ์จุดเปลี่ยนของชีวิตกำลังกวักมือเรียกหาเธอ แต่สำหรับผม เธอคืออีกหนึ่งคนที่ผมได้ช่วยชี้แนะ อบรม และให้คำแนะนำ ซึ่งเรื่องนี้ ผมไม่ได้เรียกร้องหรือคาดหวัง ที่จะได้รับเงินรางวัลอะไรตอบแทน ความจริงแล้ว ผมไม่ได้หวังอะไรกลับมาเลย ก็นะ มันอาจจะเป็นบุญเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อใช้ในชีวิตชาติถัดไปล่ะมั้ง ที่ผมคาดหวังไว้

ดังนั้น เราก็มีทรัพยากรมนุษย์ที่กำลังจะเติบโตขึ้นอีกก้าว โดยมีเหล่าผู้สูงอายุ ที่ทำงานมาตลอดชีวิต และมากประสบการณ์ คอยหนุนหลังพวกเขาไว้ แล้วเราก็ยังมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเหล่าเด็กหนุ่มสาวกำลังต้องการคำชี้แนะ การสนับสนุน และความรู้อย่างเร่งด่วน

ทีนี้ เราจะจับคู่ทั้งวัยรุ่น และ ความต้องการนั้น ให้พอดีได้อย่างไร?ผมไม่ได้กำลังจะกล่าวอ้างว่า ผมมีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามสำคัญนี้หรอกนะครับ แต่ผมกำลังจะนำเสนอเรื่องพื้นฐานบางอย่าง ที่เราอาจจะเริ่มทำกันได้ง่าย ๆ ถือเป็นคำแนะนำจากผมเท่านั้นเอง

ผมขอแบ่งคำตอบออกเป็น 3 แนวทางเชิงกลยุทธ์ ดังนี้ครับ นั่นคือ ทัศนคติ วัฒนธรรม และการปฏิบัติ

1.การเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติ

ผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) = งานที่คุณต้องทำเกี่ยวกับด้านทัศนคติ คือ การรักษาความตรงประเด็น ความตระหนักรู้ และการมองโลกในแง่ดี เพราะคุณจะไม่สามารถทำประโยชน์ต่อใครได้เลย หากคุณแก่ชราไปด้วยทัศนคติที่ คิดอะไรก็ลบไปหมด ไม่มีความยืดหยุ่น มีความเย่อหยิ่ง ชอบเหยียดหยามผู้อื่น และตั้งใจการขาดติดต่อกับผู้คน ดังนั้น คุณควรที่จะเก็บอดีตอันขมขื่นของตัวเองไว้เพียงความทรงจำ โดยไม่ยึดติดอยู่ห้วงเวลาเหล่านั้นไปตลอดชีวิต

คนวัยกลางคน (อายุระหว่าง 40 – 60 ปี) = งานที่คุณต้องทำเกี่ยวกับด้านทัศนคติ คือ คุณต้องตระหนักไว้ว่า กลุ่มช่วงวัยในสองทศวรรษนี้ คือช่วงวัยที่ดีที่สุดของคุณ ดังนั้น คุณควรที่จะตั้งเป้า เพื่อที่จะเติมเต็มสังคม โดยผลักดันขอบเขตที่คุณมี และกอบโกยประสบการณ์ชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานให้มากที่สุด มันคือช่วงวัย ตอนที่พวกคุณจะได้รับ สิ่งที่คุณต้องการจะประสบความสำเร็จในด้านนั้น ๆ ดังนั้น อย่าได้รอช้าครับ ลุยทำมันเลย จงกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเชื่อมั่นในฝีมือของตัวเองเข้าไว้ แต่ก็อย่าลืม เริ่มต้นสอนเด็กรุ่นใหม่ไปด้วย ในขณะที่คุณก็รับฟังคำแนะนำจากผู้อาวุโสกว่าคุณ โปรดอย่าปล่อยให้ความสำเร็จบางอย่างของตัวเอง มาทำให้คุณปิดใจ ไม่รับสิ่งใดเติมในตัวคุณ เหมือนน้ำที่เต็มแก้ว และอย่าได้คิดว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คือความล้มเหลวในชีวิต แค่ทำเหมือนเหตุการณ์เหล่านั้น เป็นอุปสรรคที่แสนสำคัญ ที่พวกคุณจะต้องก้าวข้ามไปเท่านั้นเอง

คนหนุ่มสาว (อายุต่ำกว่า 40 ปี) = งานที่คุณต้องทำเกี่ยวกับด้านทัศนคติ คือ การหลีกเลี่ยงที่จะเหยียดผู้อาวุโสกว่า โดยจินตนาการว่า ใครก็ตามที่อายุเกิน 40 ปี เป็นพวกโบราณล้าหลัง และใครก็ตามที่อายุมากกว่า 60 ปี คือพวกกำลังรอคอยความตายเพียงเท่านั้น เนื่องจากความแก่ชรา ก็ต้องมาเยือนพวกคุณด้วยไม่ช้าก็เร็วเช่นกันครับ

2. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม:

ในขณะที่ ตัวผมได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวจาก ลัทธิขงจื๊อ และวัฒนธรรมการเคารพผู้ที่อายุมากกว่าตน ของชาวเอเชีย ผมก็ไม่ได้ไหลตามสิ่งที่ผมรับอย่างสุดหัวใจขนาดนั้น เพราะการเคารพผู้อื่น จากตัวตนที่คนเหล่านั้นเป็น สิ่งที่พวกเขาประสบความสำเร็จ วิถีชีวิตที่พวกเขาใช้ ซึ่งต้องไม่ใช่แค่เคารพที่พวกเขาอายุเยอะ ผ่านการใช้ชีวิตมานานกว่า

ผมมองไปรอบตัว ก็เห็นเด็กรุ่นใหม่มากมายทั่วโลก ที่ยอดเยี่ยมและมีความสามารถสูง กำลังกระตือรือร้น ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่ที่ดีขึ้น แต่ผมก็ได้เห็นผู้สูงอายุจำนวนมากเช่นกัน ที่ยังคงดื้อรั้นที่จะถือครองอำนาจในมือต่อไป แทนที่จะทุ่มเทสวมบทบาท ผู้ที่มีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ให้มากขึ้น

เราต้องไม่ยกระดับวัฒนธรรมเดิม ๆ ของผู้สูงอายุ เพียงเพราะเห็นว่า พวกเขาอายุมากกว่าตัวเอง คนที่อายุเท่ากับผม ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งรวมความรู้เสมอไป ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรให้สิทธิพิเศษแก่เยาวชนโดยอัตโนมัติ จากการเสียสละของเหล่าผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่อาจจะมีพลังเหลือเยอะ มีความทะเยอทะยาน และยังมีศักยภาพในการทำงานข้ามคืนได้ โดยเติมพลังงานแค่เพียงดื่มกาแฟจำนวนนับไม่ถ้วน แต่หลายคนที่ได้นอนเพียง 4 ชั่วโมง ก็เห็นได้ชัดว่า วิธีการนอนเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้การทำงานเต็มประสิทธิภาพเท่าไหร่ 

หนึ่งสิ่งที่ ช่วงอายุ จะสอนคุณได้คือ วิธีการใช้ชีวิตแบบปรับสมดุล โดยคำนึงถึงหัวสมองแล่นความคิดสร้างสรรค์ได้ดี และมีความกระตือรือร้นในการทำงานด้วย

เราต้องไม่ยกระดับวัฒนธรรมของผู้สูงอายุเพียงเพราะพวกเขาอายุมากกว่า คนที่อายุเท่าฉันไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งความรู้ทั้งหมด ในเวลาเดียวกัน อย่าให้สิทธิพิเศษแก่เยาวชนโดยอัตโนมัติโดยสูญเสียผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวอาจมีพลังงาน ความทะเยอทะยาน และความสามารถในการทำงานตลอดทั้งคืนโดยได้รับการสนับสนุนจากกาแฟจำนวนไม่สิ้นสุด แม้ว่าใครก็ตามที่นอนหลับ 4 ชั่วโมงจะไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่อายุสอนคุณคือการใช้ชีวิตอย่างสมดุลมากขึ้นในขณะที่ยังคงมีประสิทธิผลและสร้างสรรค์อยู่

3.การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ:

ตามที่ผมได้เขียนไว้ที่อื่นด้วย ผมถือว่ากุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในองค์กรใดใดก็ตาม คือ การใช้หลักความเสมอภาคอย่างทั่วถึง เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้เป็นแกน องค์กรนั้นก็จะสูญเสียทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดอย่าง ความจงรักภักดี และแรงจูงใจของมนุษย์ โดยถูกแทนที่สิ่งดีดีเหล่านั้นด้วย การเลือกปฏิบัติอย่างลำเอียง การทำร้าย และความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

กฎความเสมอภาคอย่างทั่วถึง เหมารวมถึงการให้คุณค่าและความเคารพผู้อื่น ในทุก ๆ ช่วงวัยและสามารถเท่าเทียมข้ามเส้นแบ่งของรุ่นได้ด้วย เราจึงจำเป็นต้องมีนโยบายฝ่ายบุคคล ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการหลีกเลี่ยงเหยียดคนชรา และทำให้แน่ใจว่า ทุกคนสามารถยอมรับความแตกต่าง ให้ความเท่าเทียม ความยุติธรรม และความกลมเกลียวกัน ปรับใช้ตามขั้นตอนการรับสมัครบุคลากรใหม่เข้ามา การเกษียณอายุของพนักงานเก่าแก่ การเลื่อนขั้นของพนักงานคุณภาพ การประเมินศักยภาพ และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่นโยบายดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากการปฏิบัติตามที่ดี และ 1 ตัวอย่างของการปฏิบัตินั้นคือ การแนะนำโปรแกรมการให้คำปรึกษาอย่างเป็นทางการและต้องมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกรุ่น – การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว ทักษะที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน ด้วยการเน้นการพัฒนาวิชาชีพเฉพาะบุคคลสำหรับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ 

ตัวอย่างที่ 2 คือเพื่อให้แน่ใจว่าทีมผู้บริหารและผู้นำ สามารถดูแลอย่างทั่วถึงแบบข้ามรุ่นได้ ไม่มีฝ่ายไหนถูกครอบงำโดยผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีเสียทีเดียว ทุกคนควรมีส่วนร่วม ทุกคนสามารถแบ่งปันได้ ทุกคนพร้อมรับฟังกัน ทุกคนให้ความเคารพซึ่งกันและ สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น หากองค์กรต้องการใช้ความรู้ของผู้สูงอายุ และ ต้องการรับข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าของพวกเขา ผมขอเตือนให้พวกคุณรุ่นใหม่ โปรดอย่าฟังเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น พวกเขายังสามารถถูกท้าทายความรู้ตามความเหมาะสมอยู่ ผมขอแค่คุณอย่าเพิกเฉยต่อพวกเขาเช่นกัน โปรดใช้สมองทั้งหมด ไม่ใช่แค่ขี้เกียจใช้ความคิด จนคิดน้อยเกินไป

ซึ่งนำเราไปสู่วัยเกษียณ…

องค์กรใดก็ตามที่ยังคงมีวัยเกษียณที่เข้มงวดและยังกำหนดอายุสำหรับการเกษียณไม่ยืดหยุ่น องค์กรนั้นย่อมกำลังอยู่ในยุคมืด 

มองไปรอบ ๆ ตัวคุณ; ทรัมป์, ไบเดน, สี จิ้นผิง, เออร์โดกัน, เมอร์ด็อก, บัฟเฟตต์, แบรนสัน, คิสซิงเจอร์ และอย่าลืมวง Rolling Stones และ Bob Dylan! คุณอาจไม่ชอบหรือเคารพผู้คน (ผู้ชาย) ที่มีอายุมากกว่าและมีอำนาจเหล่านี้ แต่อย่างน้อยคุณก็สามารถชื่นชมความสามารถของพวกเขา ที่ต่อต้านปีเก่า ๆ ที่ผ่านมา และเหมารวมเรื่องอายุได้

ดังนั้นจึงไม่ต้องมีวันเกษียณอายุที่แน่นอนหรอกครับ เราควรให้โอกาสการเจรจากวันเกษียณอายุ ระหว่างองค์กร (แผนกทรัพยากรบุคคล) และบุคคลที่ต้องการเกษียณ ผมเกษียณจากตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรก่อนกำหนด แต่แล้วผมก็ทำงานต่อไปในฐานะนักเขียนและที่ปรึกษาด้านการจัดการการศึกษาในเอเชีย ตอนนี้ผมเป็นผู้อำนวยการร่วมของบริษัทสองแห่ง แห่งหนึ่งในเวียดนามและอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย และผมยังคงเขียนและจัดพิมพ์หนังสือของตัวเองต่อไปครับ

การเกษียณก่อนกำหนดอย่างเป็นทางการเหมาะกับผม ตอนอายุ 59 ปี สิ่งที่ไม่เหมาะกับผมคือ การหยุดทำงาน และมีผู้สูงวัยอีกหลายล้านคน ที่ทำแบบผม

องค์กรจึงควรมีนโยบายเสนอตำแหน่ง ที่ปรึกษา อันเหมาะสมกับทักษะบุคลากรตามจำนวนปีที่กำหนด ให้กับผู้เกษียณไปแล้ว ตำแหน่งดังกล่าว ควรให้มีการหารือ ตกลง เจรจากัน ทั้งสองฝ่ายตามความเป็นจริงและสมเหตุสมผล

วิธีนี้ ควรรับประกัน 2 ข้อต่อไปนี้ได้

1.     ผู้เกษียณอายุยังคงรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้อง มีคุณค่า และเป็นที่เคารพ

2.     องค์กรไม่สูญเสียความรู้ ภูมิปัญญา ประสบการณ์ที่ไม่อาจทดแทนได้

ข้อดีอย่างหนึ่ง ที่คนหนุ่มสาวมี และนั่นคือ พวกเขาพร้อมเสมอที่จะยอมรับว่า พวกเขายังคงอยู่ในช่วงกำลังเรียนรู้อยู่ มันเป็นข้อได้เปรียบที่มักจะสูญเสียไป สำหรับผู้สูงอายุ – คนอายุเยอะก็ต้องยอมรับว่า พวกเขายังคงเรียนรู้เช่นกันนะ ไม่มีใครหยุดเรียนรู้ได้หรอกครับ ถ้าคุณเชื่อว่า คุณรู้ทุกอย่างแล้ว คุณก็จะไม่มีประโยชน์กับใครมากนัก แท้จริงแล้ว คุณไม่ใช่ทรัพย์สินอีกต่อไป แต่คุณที่ทนงตนแบบนั้น จะเป็นอุปสรรคขัดขวางผู้อื่นแทน

และสำหรับคนหนุ่มสาวทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้ ผมรู้ว่า คุณคงจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีที่ปรึกษาที่มีอายุมากกว่า บ่อยครั้งที่คุณรู้สึกไม่มั่นคง วิตกกังวล สับสน และไม่แน่ใจ อารมณ์ด้านลบเหล่านี้ ไม่ได้หายไป หากผู้สูงอายุให้คำแนะนำแก่คุณ แต่มันจะน้อยลงอย่างแน่นอนครับ ดังนั้น อย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้สูงอายุ เพื่อขอคำแนะนำดังกล่าวเลยครับ เพราะสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้นได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำงานร่วมกันข้ามรุ่นและการแบ่งปันความรู้เป็นของขวัญสำหรับทุกคน เรามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากขึ้นกันครับ

- Advertisement -

More articles

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -

Latest article