back to top
32.7 C
Bangkok

“รู้จักตนเอง” เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ

Must read

“รู้จักตนเอง” เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ

ผู้เขียน : ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ดร.สตีเฟ่น ใหม่
ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ผมได้แรงบันดาลใจที่จะเขียนบทความนี้ เพราะเมื่อวันอังคารที่ 3 ตุลาคม มีบางคนเสียชีวิต ที่จริงแล้ว ทั้งสองคนที่เสียชีวิตล้วนเป็นผู้หญิง หนึ่งในนั้นเป็นชาวจีน ส่วนอีกคนคือชาวพม่า พวกเขาถูกยิงที่สยามพารากอน ในกรุงเทพมหานคร ส่วนห้าคนที่เหลือเป็นผู้บาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงเย็น ห้างสรรพสินค้ามีผู้บริสุทธิ์เนืองแน่นกำลังทำกิจกรรมของตัวเอง ใครจะไปคาดคิดว่า จู่ ๆ จะเกิดเหตุการณ์น่าสลดเช่นนี้ขึ้นได้ แล้วใครจะคิดว่า เด็กไทยอายุเพียง 14 ปี จะถือปืนพก บุกเข้ายิงใส่ผู้คนโดยไม่เลือกหน้า ในสถานที่ดังทั่วโลกอย่าง ห้างสรรพสินค้าพารากอน ในกรุงเทพมหานคร ของประเทศไทย

แต่สำหรับผมแล้ว ผมพอจะนึกภาพออกว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น รวมไปถึงนักสังคมวิทยา และนักจิตวิทยาคนอื่น ๆ ทั่วโลก ก็คงคิดเหมือนผมเช่นกัน

“ทั่วโลก ชายหนุ่มมีแนวโน้มจะเกิดความผิดปกติทางอารมณ์ จนก่อให้การสูญเสียเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่ง ก็มาจากบรรทัดฐานความเป็นชายที่แสนอันตราย คนเหล่านี้ ถูกกระตุ้นให้แสดงความแข็งแกร่งในตัวเองออกมา โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ผิดชอบชั่วดีอะไรเลย เมื่อเราพิจารณา จุดสำคัญในความเปลี่ยนแปลงของบทบาททางเพศสภาพ ชายหนุ่มหลายคนยังพยายามจะยึดติดกับเพศ และแสดงพฤติกรรมผู้ชายมาดแมนแบบดั้งเดิม เพื่อระบายความโกรธ ความเครียด ความสับสน และสะท้อนอารมณ์ด้านลบเหล่านั้น ออกมาในรูปแบบของความรุนแรง การทำร้ายตัวเอง ความก้าวร้าว และการทำร้ายผู้อื่น”

ผมเขียนหัวข้อนั้น ร่วมกับนักสังคมวิทยาชาวอังกฤษอีกคนหนึ่ง เมื่อสิบปีก่อน เราเริ่มตั้งโครงสร้างพื้นฐานในงานวิจัย ผ่านการรับอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัย เพื่อตรวจสอบ “ความรุนแรงที่ทำให้เกิดการอาละวาด” ของผู้ชายในหกประเทศ แม้ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยนั้น ก็ไม่ได้ดำเนินการ แต่พฤติกรรมอาละวาดเพื่อแสดงความรุนแรงออกมา ก็เกิดขึ้นไปแล้ว ปัญหาที่ว่า ก็มีทั้งผู้ชาย ที่เลือกฆ่าตัวตาย เป็นภาวะซึมเศร้า ก่อความรุนแรง แยกตัวเองอย่างสันโดษ จัดการความรู้สึกไม่ได้ การเกลียดผู้หญิง และการปรับตัวไม่ได้อีกต่อไป ปัญหาดังกล่าวในผู้ชาย ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นในทุกประเทศ

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2014 / พ.ศ. 2557 ประเทศไทย คือหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่รอดพ้นจากปรากฎการณ์อันเลวร้ายนี้ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 2020 / พ.ศ. 2563 อดีตนายทหารไทยบุกเข้าห้างสรรพสินค้าที่จังหวัดโคราช เพื่อก่อเหตุกราดยิงคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ 29 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคน และเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน ค.ศ. 2022 / พ.ศ. 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธมีดและปืน เข้าโจมตีสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งใน ตำบลอุทัยสวรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู เขาพรากชีวิตเด็ก 24 คนและผู้ใหญ่เสียชีวิต 12 คน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการสังหารเท่านั้น แต่เรื่องนี้ยังเกี่ยวกับปัญหาการดำรงชีวิตด้วย โดยเฉพาะครอบครัวผู้สูญเสียผู้ที่รักไปตลอดกาล บาดแผลในใจสมาชิกครอบครัวเหล่านั้น จะไม่มีวันเยียวยาได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือ การเรียนรู้ที่อยู่กับความเจ็บปวด ความโศกเศร้า และความทุกข์ทรมานทางอารมณ์

ผมขอไม่เติมหลักฐานการโจมตีแบบเดียวกันนี้โดยผู้ชายทั้งวัยเด็กและผู้ใหญ่ ในบทความนี้ ถือว่าเราเพียงอ่านข่าว และวิเคราะห์มัน เป็นปัญหาระดับโลกแทน ซึ่งปัญหาที่ผู้ชายนั้นมีอารมณ์ฉุนเฉียวท่วมท้น จะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ในทุกวัน

ผมสามารถคาดเดาการตอบสนองของชาวไทย ต่อเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อวันอังคารได้ เพราะมันจะเป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน ที่เราสามารถพบเห็นได้ในประเทศอื่น ๆ ทั่วทุกทวีป 1. เพิ่มการป้องกันในห้างสรรพสินค้า 2. ตั้งคำถามเกี่ยวกับการซื้อ-ขายปืนเพิ่มขึ้น 3. เพิ่มกล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะ 4. เริ่มการปราบปรามยาเสพติดอีกครั้งหนึ่ง

และข้อสุดท้าย 5. อ้างว่า นี่เป็นเพียงปัญหาป่วยทางจิต ทำให้เด็กผู้ชายก่อเหตุไม่คาดฝัน และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ระทึกขวัญที่ยากจะอธิบายสาเหตุ เราก็รู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อเราโทษเรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้ มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ความเป็นจริงก็จะถามกลับมาว่า:

1.ถ้าบังเอิญจริง เหตุใดจึงเกิดขึ้นบ่อยขึ้นนักล่ะ

2.ถ้าบังเอิญจริง ทำไมมันเกิดสิ่งคล้ายกันเช่นนี้ทุกที่เลยล่ะ?

การตอบคำถามสองข้อนี้ คือ เรื่องที่ทั้งสำคัญและเร่งด่วนมากอย่างแน่นอน เพราะเหตุการณ์ประเภทนี้ จะเกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ อีกแน่

[ ภูเขาน้ำแข็ง ]

ลองจินตนาการดูนะครับว่า เด็กไทยอายุเพียง 14 ปีคนนี้ รวมถึงอดีตนายทหารและอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แสดงถึง ปัญหาทางสุขภาพจิตที่ลึกซึ้งในประเทศไทยออกมา พวกเขาก็แค่ส่วนยอดของธารน้ำแข็งเท่านั้นเอง ยังมีผู้คนที่มีปัญหาทางจิตอีกเยอะในสังคมไทย ที่ยังเล็ดลอดจากสายตาของเรา พวกเขาซุกซ่อนและปกปิดอาการตัวเองอยู่ บ้างอาจจะอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว บ้างอาจจะกำลังอยู่ในห้องนอนตัวเอง อยู่โรงเรียน กำลังไปทำงาน หรือไม่ก็กำลังกลับบ้าน แต่คนเหล่านี้ ย่อมมีอยู่จริงแน่นอน และพวกเขาจำเป็นต้องรีบถูกชี้ตัวโดยด่วน เพื่อนำตัวไปเข้ารับการรักษาให้ทันเวลา

และรูปแบบการรักษาที่ดีที่สุด โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดคือ “การดูแลตัวเอง หรือ การรักตัวเอง” 

เราทุกคนประสบปัญหาสุขภาพจิตอยู่เสมอ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต พวกเราคนใดคนหนึ่งสามารถสูญเสียการควบคุมอารมณ์ตัวเอง กลายเป็นคนก้าวร้าว คนซึมเศร้า คนที่กำลังหดหู่จิตใจ และคนที่อยากเก็บตัวตามลำพัง

เรื่องพวกนี้ มันไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยครับ บรรพบุรุษของเราใช้ชีวิตด้วยสภาพแวดล้อมที่มีแต่ปัญหาสุขภาพจิตเช่นนี้มาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้ เรากลับใช้ชีวิตบนโลกที่ถูกออกแบบมาให้มีแต่ความเครียด ไม่มีสันติในจิตใจและความสงบสามัคคีทางสังคม

เราต้องใช้ชีวิตในสังคมที่มีแต่การแข่งขันกันทั่วโลก ซึ่งเหล่าผู้ชนะจะได้ทุกสิ่ง ส่วนผู้แพ้ ก็ต้องจบที่การขอทานตามท้องถนน ข้างนอกห้างสรรพสินค้าที่แสนหรูหรา พวกเราต่างมุ่งมั่นกับชีวิต และตั้งใจทำงานเพื่อหาปัจจัยมาเติมเต็มชีวิตเราอยู่ตลอด แต่ก็แลกกับการเป็นหนี้สิน

แม้ว่าเราจะถูกห้อมล้อมด้วยกล้องวงจรปิดทุกมุมของตึก ก็ไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัยและสบายใจขึ้นเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าเราจะมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสุดล้ำสมัยสักกี่ชิ้น ก็ไม่ได้สิ่งเหล่านั้นก็ยังไม่ช่วยให้พวกเรามีความสุข

เราต่างก็มีทรัพย์สมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ใจของเราเติมเต็มอีกเช่นกัน 

พวกเรากำลังอาศัยอยู่ท่ามกลางคนเป็นล้าน แต่ในทุก ๆ วัน เรากลับรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง และเหงาหงอย ลูกหลานของเราโดยเฉพาะ ตอนนี้ ต้องอดทนอยู่ใต้แรงกดดันมหาศาล ด้วยเป้าหมายที่พ่อแม่คาดหวังให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ณ จุดที่ขีดเส้นไว้

แล้ว “ความสนุก” ในชีวิตหายไปไหนล่ะ

พวกเราสูญเสียสิ่งนี้ไปแล้ว ในตอนนั้นที่เรายังพยายามไขว่คว้าทุกสิ่งอย่าง แทนที่จะพยายามค้นหาสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตเรา “ความชอบที่แท้จริง” ยังไงล่ะ

ภาวะสุขภาพจิตส่วนใหญ่ มีเงื่อนไขและสาเหตุมาจากสิ่งเดียว นั่นคือ [การขาดความรักต่อตัวเอง]

หากคุณรู้จักการรักตัวเอง คุณก็จะไม่ออกไปข้างนอก และยิงผู้คนในห้างสรรพสินค้า หรือ แทงเด็กจนถึงตาย ในโรงเรียนอนุบาล หรือตั้งใจสังหารผู้อื่น เพียงเพราะคุณต้องการระบายความโกรธเกรี้ยวต่อสังคม ที่อัดอั้นภายในจิตใจอย่างยาวนาน

หากคุณรักตัวเองจริง คุณจะไม่โกรธ หรือสะสมความเกลียดชังต่อคนอื่น จะทำให้ชีวิตของคุณซึมเศร้าในตัวเอง จนไม่สามารถปรับตัว เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันได้

[ การเยียวยา ]

การรักตัวเอง เป็นวิธีการรักษาความเกลียดชังต่อตนเอง ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้วครับ และผมมั่นใจมากว่า การเกลียดตัวเอง เป็นหนึ่งในเหตุปัจจัย ที่ทำให้เหล่าผู้ชายก้าวร้าวออกไป เพื่อเข่นฆ่าผู้คนแน่นอน

แม้แต่ผู้หญิงก็ต้องทนทุกข์จากความเกลียดชังต่อตัวเองเช่นกันครับ พวกเธอแค่มีแนวโน้มในการทำร้ายผู้อื่นน้อยกว่าเท่านั้นเอง เหล่าผู้หญิงที่รู้สึกเกลียดชังตัวเอง มักจะออกมาในรูปแบบการโทษตัวเอง ในขณะที่พวกผู้ชาย มีแนวโน้มที่จะเอาความเกลียดตัวเองนี้ ไม่ลงความรุนแรงใส่ผู้อื่น

ในหนังสือเล่มล่าสุดของผม ผมนิยามความรักตัวเองไว้ ดังต่อไปนี้ครับ

การรักตัวเอง หมายถึง การรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง การดูแลตัวเองอย่างดี การปกป้องจิตใจตัวเอง การเสริมพลังงานบวกให้ตัวเอง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวคุณ ทำให้คุณสามารถสร้างการตระหนักรู้และสร้างภาวะความพึงพอใจในชีวิตตามมา

พูดกันง่าย ๆ การรักตัวเองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อตัวบุคคลหยุดความพยายาม ที่จะบรรลุขั้นตอนการยืนยันตัวตนของตัวเอง โดยมุ่งมั่นที่การตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้อื่น และพยายามร้องขอความรักจากผู้อื่น แทนที่จะพยายามใช้เวลาค้นหาคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง รวมถึงหาอัตลักษณ์ในตัวเรา ในการแสดงความรักต่อตัวเองบ้าง ให้อภัยตัวเองที่ไม่เพอร์เฟค และพยายามเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตัวเองครับ

ทั้งหมดที่กล่าวถึง อาจจะฟังดูดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจของคุณ แล้วทำไมการรักตัวเอง จึงไม่ได้ทำกันง่าย ๆ แถมยังถูกมองในแง่ลบ ผมว่า มันอาจจะเกินไปหน่อยไหมครับ

เพื่อที่จะตอบคำถามนี้นะครับ ผมจะขอชี้แจงว่า อะไรคือสิ่งที่ “ไม่ใช่” แก่นของการรักตัวเอง

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” การหลงตัวเอง มันไม่ใช่ภาวะการยกย่องตัวเองดีเด่นอะไรหรอกครับ แล้วก็ไม่ใช่บุคคลที่เชื่อว่า ตนมีสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” การเล่นกับอำนาจในมือ มันไม่ใช่ภาวะที่หมกมุ่นกับตำแหน่งที่ตัวเองได้ ใช้อำนาจ และสถานะที่ตัวเองมีเหนือคนอื่น เพื่อควบคุมผู้คนอื่นให้อยู่ใต้อาณัติของตัวเอง

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” ไม่ใช่การหมกมุ่นแต่ความต้องการของตัวเองเสียทีเดียวนะครับ มันไม่ใช่การละเลยความต้องการของผู้อื่น แบบคนขาดน้ำใจ หรือเอาแต่ใจตัวเอง

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” ความคลั่งไคล้ในความถนัดของตัวเอง มันไม่ใช่การถือว่า ตัวเองมีความเก่งกาจสามารถกว่าใครเพื่อน โดยข่มคนอื่น เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” การเก็บตัวสันโดษ มันไม่ใช่การถอยหนีไปในจุดที่ไกลแสนไกลจากผู้คน เพื่อใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวอย่างหลงทาง

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” ความอ่อนแอ มันแค่ถูกใช้เพื่อปรับสมดุลในจิตใจเท่านั้นเองครับ เราต้องสร้างความมุ่งมั่นบางอย่าง เพื่อให้ตัวเราเองมีความหวังในการดำรงชีวิต แล้วเราจะมีความอดทนต่อความยากลำบากอื่น ๆ ที่เราควบคุมไม่ได้

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” ความผิดปกติทางอารมณ์ ตรงกันข้ามเลยครับ การที่จะรักตัวเองได้นั้น มันต้องผ่านการพัฒนาความฉลาดทางการจัดการอารมณ์ เป็นทักษะเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถมีได้ เพราะการรักตัวเอง จะให้ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ การให้อภัย ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเข้าอกเข้าใจ และการสัมผัสที่มีปัญญาในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล

การรักตัวเอง = “ไม่ใช่” ความสมบูรณ์แบบ พวกที่คลั่งความสมบูรณ์แบบในชีวิตตัวเอง จะไม่มีทางสมบูรณ์ได้จริง ๆ ดังที่หวังหรอกครับ และใครก็ตามที่รู้วิธีรักตัวเอง จะเข้าใจสิ่งนี้ดี พวกเขาจะรู้ว่า จุดอ่อนของตัวเองคืออะไร และจุดอ่อนพวกนั้นก็สำคัญและมีคุณค่าพอ ๆ กับจุดแข็งของพวกเขาเองด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างตัวตนของเรา

แล้วการรักตัวเอง ใช่ความเห็นแก่ตัวไหมครับ

ก็ใช่ครับ ทว่าความเห็นแก่ตัวไม่ได้เลวร้ายเสมอไปนะครับ

การรักตัวเอง เป็นความเห็นแก่ตัวในรูปแบบที่ดีครับ มันทำให้แต่ละคนสามารถตัดสินสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยไม่ใช้ความลำเอียง ความต้องการ ความคาดหวังของผู้อื่น เขาจะใช้ปัจจัยความปลอดภัย การปกป้อง สวัสดิภาพที่ดี และความต้องการของตัวเองมาประเมินร่วมด้วย

ไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไรในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไรก็ตาม ความปรารถนาของเรา ที่อยากจะมีความสุขและความพึงพอใจ ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำและการตัดสินใจเหล่านั้นเสมอ

ทว่า คุณก็ไม่สามารถได้รับความสุขที่ยั่งยืนได้ โดยปราศจากการให้ความรักต่อตัวเอง คุณไม่สามารถพึงพอใจต่อสิ่งใดจากใจจริงได้ หากคุณไม่รักตัวเอง และคุณก็จะไม่มีทางพึงพอใจกับชีวิตที่คุณมีอยู่ เพราะคุณยังเกลียดตัวเองอยู่เลยด้วยซ้ำครับ

การแสวงหาความรักในตัวเองนั้น “ไม่ใช่” การหลงตัวเองจริง ๆ นะครับ มันควรจะเปรียบเหมือนการเดินทางที่แสนสำคัญของชีวิตมนุษย์เราทุกคนครับ เพราะน้อยคนที่จะมีความกล้าและความมั่นใจ ที่เพียงพอในการรับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างมีคุณภาพ

[ การเดินทาง ]

การเดินทางสู่ภาวะการรักตัวเอง จะเริ่มต้นด้วย การตระหนักรู้ในตัวเอง โดยเราจะใช้เวลาไตร่ตรองความรู้สึกของเรา ค่อย ๆ เรียนรู้การหลั่งไหลและเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ให้ตัวเองได้สัมผัสรูปแบบ แนวโน้ม และค่านิยมที่เรารู้สึกตลอดเวลา

สิ่งที่ทำให้สามารถยืนยันอัตลักษณ์ที่ตัวเองเป็น และสามารถแสดงสิ่งนั้นออกมาได้ มีอยู่ 2 ประการ นั่นคือ

1. ความเข้าใจว่า อะไรคือที่เป็นตัวเอง หรือ อะไรที่ฝืนตัวตน 

2. ความกล้าที่จะ ปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงของเราสู่สังคมอย่างมั่นใจ

ถึงอย่างไรก็ตาม การรักตัวเองก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ตลอดเวลา เว้นเสียแต่ว่า ตัวบุคคลนั้นจะตั้งใจดูแลจิตใจตัวเอง จากความปรารถนาที่แน่วแน่ ดังนั้น การดูแลตัวเอง และ การปกป้องตัวเอง จะกลายเป็นการกระทำที่ดูแลแต่ละบุคคล โดยให้ลงมือด้วยตัวเอง คุณต้องไม่รอคอยผู้อื่น ในการค้นหาสิ่งดีดี เพื่อตัวเอง ผมขอให้คุณต้องการมันจากใจจริง แล้วจะอดทนสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้เองครับ

ขั้นตอนต่อไป คือ การพึ่งพาตัวเองครับ ในกรณีนี้ บุคคลที่ตระหนักจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองได้ เขาก็จะยอมรับทุก ๆ ด้านที่ไม่เพอร์เฟคของตัวเอง โดยเรียนรู้ที่จะให้อภัยด้านที่ตัวเองไม่ถนัด แล้วเขาคนนั้นก็จะใช้ชีวิตร่วมกับจุดบกพร่องของตัวเองได้อย่างมั่นคง มีสุขภาพจิตดีตลอดรอดฝั่ง ดังนั้น ขั้นตอนการเติมเต็มจิตใจตัวเองให้สมบูรณ์ เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่ไม่ควรรอให้คนอื่นเติมให้เราครับ

ขั้นตอนสุดท้าย เมื่อแต่ละคนถึงจุดที่จัดการตัวเองและหาจุดที่พัฒนาตัวเองได้ พวกเขาก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ ทำให้ความฉลาดทางอารมณ์หรือ EQ แข็งแรงดี แล้วก็จะคิดค้นวิธีการของใครของมัน ในการต่อกรกับสภาวะที่เป็นพิษต่อจิตใจ ซึ่งจะเข้ามาในชีวิตเราในรูปแบบที่ต่างกันออกไป แถมยากจะคาดเดาด้วย

เมื่อตัวบุคคลมาถึงระดับสุดท้ายนี้ พวกเขาจะมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ สามารถคลายความขุ่นเคืองใจได้ไว ระบายพลังงานลบออกได้เร็ว มีจิตใจที่สงบนิ่ง มีความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างมาก ซึ่งทั้งหมดนั้นจะสร้างสุขภาพจิตที่ดีมาก สภาพร่างกายก็จะดีตาม เป็นประโยชน์ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันครับ โดยการรักตัวเองนี้ จะสร้างสถานการณ์ ที่คน ๆ นั้นถูกห่อหุ้มด้วยความรัก ทั้งจากข้างในตัวเอง แบ่งปันสู่ภายนอกได้ครับ

ผู้ที่รักตัวเองเป็น จะสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกกับผู้อื่น โดยแผ่มวลอารมณ์ทางบวก ที่ดีต่อสุขภาพได้ พวกเขาจะมีความเห็นอกเห็นใจกัน คนที่รักตัวเองจะสามารถมอบความรักแบบผู้ให้แก่ใครก็ตามที่ต้องการมัน พวกเขาจะเปิดใจที่จะรัก เพราะพวกเขาสามารถรับมือกับความไม่มั่นคงและความวิตกกังวล ไปพร้อม ๆ กันกับการเป็นคนที่ใจกว้างทางอารมณ์ และเปิดสิ่งที่คิดออกมาในแง่ที่ดีขึ้น

การรักตัวเอง คือ ยาแก้พิษเพียงชนิดเดียว สำหรับปัญหาสุขภาพจิต ที่เคยกระตุ้นทำให้ผู้คนออกไปแสดงความเกลียดชังต่าง ๆ ผ่านการทำร้ายผู้อื่น

[ เคล็ดลับ 12 ประการในการดูแลตัวเอง ที่ผมจะแนะนำมีดังนี้ครับ ]

1. เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ – อย่ารู้สึกว่าเป็นภาระผูกพัน ที่ทุกคนรอบตัวคุณ โดยเฉพาะเจ้านาย สามารถควบคุมความคิดคุณได้ทั้งหมด คุณยังมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็นของตัวเองได้ครับ

2. รู้ขีดจำกัดของคุณ – อย่าปล่อยให้คนอื่นกดดันคุณ ให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดครับ คุณเท่านั้นที่รู้ว่า ขีดจำกัดที่คุณรับไว้ ณ ขณะนั้นคือแค่ไหน ทว่า ก็อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง เพื่อทำให้ขีดจำกัดนั้นกว้างใหญ่ขึ้น

3. ใช้ชีวิตแบบจัดสมดุล – มีเวลาทำงาน ที่เคร่งเครียดเล็กน้อย ก็ต้องไม่ลืมมีเวลาสนุกสนานและมีชีวิตชีวาร่วมด้วย มันคือช่วงที่เราปิดเครื่องอุปกรณ์ เพื่อพักผ่อนและนอนหลับ การจัดสรรตารางชีวิตจึงสำคัญมากครับ

4. ใช้ชีวิตของตัวเอง – คุณมีชีวิตของคุณเองนะครับ คนอื่นก็มีชีวิตของพวกเขาเช่นกัน อย่าถูกล่อลวงให้ลองใช้ชีวิตของคนอื่น จนทำให้คุณฝืนใจตัวเอง หรืออิจฉาการไล่ตามสิ่งที่คนอื่นเป็น ผมอยากให้คุณลองไปตามเส้นทางของคุณเอง ปรับจากสิ่งที่ตัวเองพอทำได้ แล้วคุณจะไปต่อได้ง่ายขึ้นเยอะครับ

5. เป็นตัวของตัวเอง – คุณมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น จงยอมรับมัน ให้คุณค่ากับมัน และเคารพมัน อย่าแสร้งทำเป็นคนที่คุณไม่ใช่ ซึ่งมันจะเป็นไปได้ในตอนหลัง แต่คุณต้องแน่ใจว่า คุณรู้จักตัวเองดีพอว่า ต้องการสิ่งที่คนอื่นเป็นอยู่ก่อนเราจริง คุณถึงค่อยวางแผนลำดับขั้น ที่จะไปจุดที่ตัวเองต้องการอย่างใจเย็นครับ

6. ใช้ชีวิตให้สุขสบาย – ถ้าคุณเสพยาอยู่ แสดงว่าคุณไม่ได้รักตัวเองอย่างแท้จริงนะครับ ยิ่งหากคุณดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จนร่างกายทรุดโทรม แสดงว่า คุณก็ไม่รักตัวเองเช่นกัน เพราะทุกคนมีร่างกายอยู่หนึ่งร่าง กายหยาบของเราจะสึกหร่อไปเรื่อย ๆ ถ้าคุณไม่ดูแลมัน ใครจะช่วยซ่อมแซมร่างกายให้คุณได้

7. ฟิตร่างกาย – อย่างที่ผมบอกไปครับ คุณมีร่างกายเดียว ดังนั้นการดูแลมันให้ดี เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่เหมาะสมกับภูมิคุ้มกันของตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่คุณจะรักตัวเองครับ

8. จงสงบใจ – นั่งสมาธิสักสองสามนาทีทุกวันก็ช่วยได้บ้างครับ หรือจะลองนับเลข 1-10 ในใจ ในยามที่สภาวะอารมณ์ไม่มั่นคง ให้บ่อยจนคุ้นชิน อีกรูปแบบหนึ่งคือ การฟังเพลงเพลย์ลิสต์เดิมซ้ำ ๆ เพื่อสร้างสมาธิ เมื่อถึงเวลาที่คุณขาดความมั่นใจ ลองนึกถึงเพลงใดเพลงหนึ่งในลิสต์นั้น คุณอาจจะได้ยินเพลงมากมายแล่นในสมองของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่ได้กำลังฟังเพลงอยู่ก็ตาม นั่นก็คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างหนึ่งครับ

9. ลองเงียบดูสักพัก – โลกนี้ เต็มไปด้วยเสียงรบกวนเยอะครับ มันอาจจะเกิดความเครียด และความวุ่นวายอีกมากมาย คุณลองค้นหาสถานที่เงียบสงบของคุณ เผื่อจะทำให้คุณมีเวลาคิดทบทวนสิ่งต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ

10. มองเข้าไปข้างในจิตใจตัวเอง – คุณไม่สามารถรู้จักโลกได้ หากคุณไม่เข้าใจตนเองนะครับ เช่นว่า การตั้งคำถาม “ทำไม” ต่อการกระทำหรืออารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อหาต้นเหตุ และยับยั้งในสิ่งชั่วร้ายที่ค้างคาในจิตใจครับ

11. รับการสนับสนุน – ไม่มีใครสามารถทำทุกสิ่งได้ตามลำพัง เราทุกคนต้องการความช่วยเหลือในบางครั้ง อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ และอย่าช้าในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นที่เขาร้องขอเรา

12. มีชีวิตอยู่เพื่อตัวคุณเอง – อย่าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางสังคมตลอดเวลาครับ แม้ว่ากฎของสังคมจะเป็นสิ่งสำคัญ คุณก็ยังต้องสร้างกฎเกณฑ์ของคุณเอง ด้วยวิธีนี้คุณจะมีความเสียดายในชีวิตน้อยลงครับ เช่น กฎสังคมคือ “อย่าไปทำงานสาย” กฎส่วนตัวของคุณ คือคุณจะต้องนอนกี่โมง ควรตื่นกี่โมง จะเผื่อเวลาอาบน้ำ แต่งตัว กินอาหารเช้า และออกเดินทางทั้งหมดกี่นาที ทั้งหมดนี้ ทุกคนไม่ได้ใช้กฎร่วมกัน อยู่ที่ความพึงพอใจของตัวเอง ที่ยังกระทำคู่ขนานกับกฎของสังคมได้ด้วยครับ

- Advertisement -

More articles

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -

Latest article