back to top
36.2 C
Bangkok

ปลุกไฟไปสู่เวทีโลก : เส้นทางของประเทศไทยในการสนับสนุน SMEs และธุรกิจยักษ์ใหญ่ให้โกอินเตอร์ Nurturing Global Ambitions: Thailand’s Path to Empowering SMEs and Conglomerates

Must read

ในยุคโลกาภิวัตน์ที่รวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญ ประเทศไทยจะต้องควบคุมศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศและกำหนดแนวทางเชิงกลยุทธ์ให้กลุ่มบริษัทในประเทศกลายเป็นองค์กรระดับโลกที่แข็งแกร่ง คล้ายกับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น มิตซูบิชิ และซีเมนส์ เราจะเจาะลึกกลยุทธ์หลากหลายแง่มุมที่จำเป็นในการเพิ่มศักยภาพ SMEs ให้ได้รับการยอมรับในระดับโลก และสร้างการเปลี่ยนแปลงกลุ่มบริษัทในประเทศให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

SMEs เป็นกลไกที่แท้จริงของนวัตกรรม เป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญ และมีส่วนช่วยในพลวัตทางเศรษฐกิจของประเทศ การตระหนักถึงศักยภาพของตนในฐานะผู้เล่นระดับโลกจำเป็นต้องมีแนวทางเชิงกลยุทธ์ซึ่งครอบคลุมหลายประการ

ประการแรกและสำคัญที่สุด การเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs ควรได้รับการสนับสนุนเรื่องเงินทุนมากขึ้นและปรับให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งสถาบันการเงินที่เป็นมิตรกับ SME โดยเฉพาะ การจัดหากองทุนร่วมลงทุน และการอำนวยความสะดวกในการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ด้วยการรับประกันการไหลเวียนของเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยสามารถช่วยให้ SMEs สามารถกระตุ้นการเติบโตและการขยายธุรกิจได้ นอกจากนี้ข้อกำหนดเรื่องภาษีก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ควรให้สิทธิกับผู้ประกอบการมากขึ้นด้วยการลดหรือละเว้นภาษีเงินได้ รวมถึงการให้สิทธิลดหย่อนเมื่อมีการสนับสนุนสินค้าหรือบริการภายในประเทศโดยบริษัทของไทยเอง

นวัตกรรมเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และ SMEs ควรอยู่ในระดับแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้ การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่งถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยที่ SMEs ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อควบคุมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่น่าดึงดูดระดับโลก เรื่องนี้จะเกิดได้จากความร่วมมือด้านการวิจัย และนโยบายที่สร้างแรงจูงใจที่ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

การอำนวยความสะดวกในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของ SMEs ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ประเทศไทยควรจัดเตรียมเครื่องมือและความรู้ที่จำเป็นให้กับองค์กรเหล่านี้เพื่อก้าวเข้าสู่เวทีโลกอย่างราบรื่น ซึ่งครอบคลุมถึงการให้สิ่งจูงใจในการส่งออก การอำนวยความสะดวกในการวิจัยตลาด และการจัดฝึกอบรมความพร้อมในการส่งออกอย่างครอบคลุม ด้วยความเข้าใจอย่างมั่นคงเกี่ยวกับพลวัตของตลาดโลก SMEs จึงสามารถเติมโตในตลาดนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ SMEs จะต้องได้รับการส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รัฐบาลสามารถมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอโครงการความรู้ด้านดิจิทัล สิ่งจูงใจทางการเงินสำหรับการนำเทคโนโลยีมาใช้ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่า SMEs ยังคงสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งกำหนดโดยความสามารถด้านดิจิทัล

แม้ว่า SMEs จะเป็นแนวหน้าด้านนวัตกรรม แต่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลระดับโลก การตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องมีแนวทางที่หลากหลาย

ประเทศไทยควรกำหนดกรอบนโยบายที่ส่งเสริมให้กลุ่มบริษัทขยายการดำเนินงานไปยังต่างประเทศ กรอบการทำงานนี้อาจครอบคลุมถึงกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ สิ่งจูงใจทางการเงิน และการสนับสนุนทางการทูตเพื่อไปสู่ตลาดโลกอย่างไม่มีอุปสรรค ด้วยการจัดหาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ประเทศไทยก็จะสามารถสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของไทยในระดับโลกได้

การลงทุนเชิงกลยุทธ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการขยายตัวของกลุ่มบริษัท การกระจายพอร์ตการลงทุนในภาคส่วนต่าง ๆ สามารถลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนเฉพาะภาคส่วนได้ การสนับสนุนกลุ่มบริษัทให้ลงทุนในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น พลังงานหมุนเวียน อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตยานยนต์ สามารถสร้างสถานการณ์แบบ win-win ช่วยเพิ่มอิทธิพลของกลุ่มบริษัททั่วโลกในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศ

รากฐานสำคัญของกลยุทธ์ของประเทศไทยในการเพิ่มขีดความสามารถ SMEs และกลุ่มบริษัทเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากเรื่องราวความสำเร็จของกลุ่มบริษัทระดับโลก เช่น มิตซูบิชิ ซีเมนส์ และฮุนได องค์กรเหล่านี้ไม่เพียงแต่ได้รับการยอมรับในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบของพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย การลงทุนที่กว้างขวางในด้านการวิจัยและนวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากตลาดในประเทศเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ประเทศไทยจะต้องวิเคราะห์และปรับใช้แบบจำลองเหล่านี้อย่างพิถีพิถันให้เหมาะสมกับบริบทที่เป็นเอกลักษณ์ของตน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกลยุทธ์และประสบการณ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเหล่านี้

ในการยกเลิกการผูกขาดกลุ่มบริษัทในประเทศไทย จำเป็นต้องมีมาตรการที่ครอบคลุม ประการแรกและสำคัญที่สุด การสร้างกฎหมายต่อต้านการผูกขาดถือเป็นสิ่งสำคัญ กฎหมายนี้ควรให้อำนาจแก่หน่วยงานกำกับดูแลในการตรวจสอบและจัดการกับแนวทางปฏิบัติที่ผูกขาดอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การส่งเสริมความหลากหลายของตลาดในกลุ่มบริษัทถือเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งจูงใจเช่นการลดหย่อนภาษีสามารถช่วยกลุ่มบริษัทให้เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ทั้งในประเทศไทยและในเวทีระหว่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมความหลากหลาย รัฐบาลสามารถทำลายอำนาจของกลุ่มบริษัทในภาคส่วนใดส่วนหนึ่ง และส่งเสริมภูมิทัศน์การแข่งขันมากขึ้น

นอกเหนือจากการกระจายความเสี่ยงแล้ว การส่งเสริมการแข่งขันที่ดีในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ก็มีความจำเป็น ซึ่งสามารถทำได้โดยการสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงทรัพยากร ตลาด และการเงินอย่างยุติธรรม ควรบังคับใช้นโยบายการแข่งขันที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการผูกขาดตลาด นอกจากนี้การปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การเสริมสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการ ซึ่งรวมถึงความโปร่งใส ความเป็นอิสระของคณะกรรมการ และสิทธิของผู้ถือหุ้น สามารถช่วยลดการกระจุกตัวของอำนาจที่ไม่เหมาะสมภายในกลุ่มบริษัทได้ การปฏิรูปเหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีพลวัตและมีการแข่งขันมากขึ้น โดยที่กลุ่มบริษัทอยู่ร่วมกันกับองค์กรที่หลากหลาย รวมถึง SMEs

เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มบริษัทไทยขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีบทบาทสำคัญใน ควรให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น ความช่วยเหลือทางการทูต และการจัดตั้งสำนักงานการค้าในต่างประเทศ โครงการริเริ่มเหล่านี้สามารถช่วยให้กลุ่มบริษัทบุกเบิกตลาดต่างประเทศและสร้างสถานะระดับโลกได้ นอกจากนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญ เงินกู้ยืมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและการเป็นหุ้นส่วนกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศสามารถจัดหาเงินทุนที่จำเป็นสำหรับกลุ่มบริษัทในการเริ่มดำเนินการลงทุนระดับโลกด้วยความมั่นใจ

นอกจากนี้การส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ประเทศไทยควรส่งเสริมให้กลุ่มบริษัทลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก สิ่งจูงใจสำหรับกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาสามารถส่งเสริมนวัตกรรมภายในองค์กรเหล่านี้ นอกจากนี้ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย ความร่วมมือและการเป็นพันธมิตรกับคู่ค้าระหว่างประเทศสามารถนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่า การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาดใหม่ ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการก้าวไปสู่ความเป็นสากล ด้วยการสนับสนุนกลุ่มบริษัทในการขยายธุรกิจไปทั่วโลก ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและทรัพยากรขององค์กรเหล่านี้เพื่อเพิ่มสถานะทางเศรษฐกิจในเวทีโลก

วิถีเศรษฐกิจของประเทศไทยขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ในฐานะผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมระดับโลก และสนับสนุนกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศให้ก้าวไปสู่ผู้นำองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพื่อผลประโยชน์ของธุรกิจเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตำแหน่งของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก ด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมในหมู่ SMEs อำนวยความสะดวกในการขยายตัวระหว่างประเทศ ประเทศไทยสามารถเสริมสร้างสถานะของตนให้แข็งแกร่งในฐานะศูนย์กลางแห่งนวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แนวทางที่หลากหลายนี้จะวางตำแหน่งประเทศไทยในฐานะผู้เล่นระดับโลกที่น่าเกรงขาม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วย

- Advertisement -

More articles

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -

Latest article