back to top
25.7 C
Bangkok

Web 3.0 มาแรง ประเทศไทย “เข้าตา” นักลงทุนระดับโลก 

Must read

วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ตยุคที่ 3 หรือ Web 3.0 (WEB3) เปิดโอกาสให้ “โลกเสมือนจริง” กลายเป็นพื้นที่ใหม่ สามารถสร้าง “ประสบการณ์จริง” ในรูปแบบใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้งาน คนที่มีไอเดีย ภาคธุรกิจ แบรนด์ต่างๆ สร้างสรรค์นวัตกรรม หรือโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เชื่อมต่อกับผู้คนในโลกเสมือนได้ทั่วโลกอย่างง่ายดาย เกิดการซื้อขายและจ่ายเงินจริงในรูปแบบเงินคริปโต/NFTs (Non-Fungible token)  ซึ่งมาพร้อมกับความปลอดภัย โปร่งใสในการตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูล และตัวตนเจ้าของด้วยระบบบล็อกเชน เป็นที่น่าสนใจว่าในยุคแห่ง Web 3.0 ประเทศไทย ได้รับความสนใจจากหลายบริษัทระดับโลก ที่เชื่อมั่นในอนาคตประเทศไทยว่า จะสามารถเป็นเกตเวย์ของแพลตฟอร์มธุรกิจด้าน  Web 3.0 และบล็อกเชน สำหรับต่อยอดขยายบริการในระดับเอเชีย และทั่วโลกในระยะต่อไป

Mr.Simon Seojoon Kim and Mr.Hojin Kim 0

ประเทศไทยมี DNA ของ Web 3.0

นางสาวชญาภา จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท The Pink Lab กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย ได้รับการจับตามองจากบริษัทผู้นำด้าน Web 3.0 และบล็อกเชนทั้งระดับโลกและเอเชียมีศักยภาพสำหรับการเข้ามาลงทุน และทำงานร่วมกัน กระตุ้นให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดีย ใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงนี้ สร้างนวัตกรรม สร้างโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่และทำงานร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ระดับโลก เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สู่ตลาดที่สร้างผลกระทบให้กับทั้งผู้ใช้งาน ธุรกิจ และสังคม

ทั้งนี้ วิวัฒนาการของ Web 3.0 ที่เพิ่มศักยภาพสนับสนุนการทำธุรกรรมข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน  มีบทบาทเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มและเทคโนโลยี แต่คือ “ความหลากหลาย และอนาคต” ซึ่ง Pink Lab ได้จัดแบ่ง 5 หมวดหมู่ ที่สามารถใช้ Web 3.0 มาเป็นโซลูชั่นสร้างโอกาส ประกอบด้วย 1.เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ บล็อกเชน และ Smart Contact 2.สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ เงินคริปโต และ NFTs 3.แพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Platforms) ซึ่งรวมถึง เมตาเวิร์ส 4.โครงสร้างพื้นฐาน และ 5.การเชื่อมต่อกับผู้ใช้งาน (User Interfaces) ผ่านแอปที่พัฒนาบนบล็อกเชน และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet)

 หัวใจสำคัญของ Web 3.0 คือ การสร้างนวัตกรรม การสร้างสรรค์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนเทคโนโลยีนี้ จึงขึ้นอยู่กับ “คน” คนที่มีวิสัยทัศน์ มีแนวคิดเบื้องหลังผลิตภัณฑ์อันยิ่งใหญ่ และมุ่งไปข้างหน้าเพื่อทำตามฝัน ดังนั้นการเปิดพื้นที่ “SIAM PARAGON NEXT TECH x SCBX”บนเนื้อที่กว่า 4,000 ตร.ม. ของชั้น 4 สยามพารากอน จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการอย่างดี ซึ่งสยามพิวรรธน์ มองถึงการสร้างสิ่งต่างๆ ร่วมกัน (Co-Creation) ทั้งกับผู้เช่าพื้นที่ ผู้บริโภค และสำคัญที่สุดคือ ผู้คนจากทั่วโลกนำประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน เป็นเรื่องการสร้างนวัตกรรม และจะมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างภายใต้คอนเซปต์ Web 3.0 ออกสู่ตลาด

- Advertisement -

More articles

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -

Latest article