เพื่อนๆ ครับ ลองนึกภาพดูนะครับ เด็กสองคนสอบตกข้อสอบเดียวกัน คนแรกคิดว่า “ฉันโง่เรื่องนี้จริงๆ” คนที่สองคิดว่า “ฉันยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ณ ตอนนี้”
ฟังดูคล้ายกันใช่ไหมครับ? แต่ Carol Dweck นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Stanford ใช้เวลาวิจัยเรื่องนี้กว่า 30 ปี และพบว่าความแตกต่างเล็กๆ แบบนี้ ส่งผลต่อชีวิตทั้งชีวิตเลยครับ ในหนังสือ “Mindset” เธอแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่มครับ:
Fixed Mindset เชื่อว่าความสามารถ ไอคิว และความฉลาดเป็นสิ่งตายตัว เกิดมาเก่งก็เก่ง เกิดมาไม่เก่งก็จบ คนกลุ่มนี้มักหลีกเลี่ยงความท้าทายใหม่ๆ เพราะกลัวความล้มเหลวจะมาพิสูจน์ว่าตัวเอง “ไม่เก่งจริง” และมักรู้สึกถูกคุกคามเมื่อเห็นคนอื่นทำได้ดีกว่า
Growth Mindset เชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม การฝึกฝน และการเรียนรู้จากผู้อื่น คนกลุ่มนี้มองความล้มเหลวเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาต่อ ไม่ใช่คำตัดสินความเป็นคน และมักรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจเมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ
สิ่งที่น่าทึ่งมากคือ Dweck พบว่าแค่เปลี่ยนคำพูดเล็กๆ ก็เปลี่ยน Mindset ของคนได้ครับ งานวิจัยกับเด็กนักเรียนพบว่า การชมว่า “เก่งมาก” หรือ “ฉลาดมาก” สร้าง Fixed Mindset เพราะเด็กจะกลัวทำพลาดในครั้งต่อไป แต่การชมว่า “พยายามมากเลย” หรือ “ใช้วิธีคิดที่ดีมาก” สร้าง Growth Mindset เพราะเด็กจะโฟกัสที่กระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์
ในมุมธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญมากครับ คนที่มี Growth Mindset จะกล้าลองสิ่งใหม่ กล้ารับ Feedback ที่ตรงไปตรงมา และฟื้นตัวจากความล้มเหลวได้เร็วกว่าคนที่มี Fixed Mindset มาก เพราะสำหรับเขา ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบของเรื่องราว แต่คือข้อมูลที่บอกว่าต้องปรับอะไรต่อไปในก้าวต่อไป
องค์กรหลายแห่งทั่วโลก รวมถึง Microsoft ภายใต้การนำของ Satya Nadella (นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง CEO ในปี 2014) ก็นำแนวคิด Growth Mindset มาปรับใช้ในวัฒนธรรมองค์กรอย่างจริงจัง จนกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกครั้งครับ
เพื่อนๆ ลองสังเกตคำพูดที่บอกตัวเองดูนะครับ ครั้งล่าสุดที่ทำพลาด คุณพูดกับตัวเองว่า “ฉันไม่เก่งเรื่องนี้” หรือ “ฉันยังไม่เก่งเรื่องนี้ ณ ตอนนี้” ครับ? คำเดียวที่ต่างกันแค่นั้น อาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตได้เลยครับ
Ref:
Dweck, C. (2006). Mindset: The New Psychology of Success. Random House.
Mueller, C. M., & Dweck, C. S. (1998). Journal of Personality and Social Psychology.



