ในยุคที่ทุกบริษัทพูดถึง AI ราวกับเป็นคำวิเศษ
แต่มีเพียง หนึ่งในสี่องค์กรทั่วโลกเท่านั้น ที่ใช้ AI แล้วสร้าง “คุณค่าทางธุรกิจจริง” ได้
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เราจะใช้ AI หรือไม่”
แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้ AI สร้างมูลค่าได้จริง — โดยไม่เผาเงินไปกับของเล่นใหม่”
และนี่คือสิ่งที่ สุธีรพันธุ์ สักรวัตร – Chief Customer Officer ของ SCBX
เลือกพูดบนเวที MKTCON 2025 อย่างตรงไปตรงมา
เพราะสิ่งที่ SCBX ทำอยู่ในตอนนี้ — คือ การเปลี่ยนองค์กรทั้งระบบ ให้เป็น AI-first อย่างมีสติ

ขั้นแรก: ลืม “เทคโนโลยี” แล้วเริ่มจาก “Use Case ที่มีคุณค่า”
แทนที่จะไล่หาว่าใครใช้เครื่องมืออะไร Copilot, ChatGPT, Midjourney, NSN หรือ LLM ตัวใหม่ล่าสุด
สุธีรพันธุ์กลับเริ่มด้วยคำถามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง:
“Use Case ไหนกันแน่ที่ให้ Business Impact สูง และ ทำได้จริง (Technical Feasibility สูง)”
เขาให้ทุกแผนกในเครือ SCBX (ที่มีหลายบริษัท)
รวบรวม Use Case ที่แต่ละทีมใช้ แล้วเอามากองรวมกัน
จากนั้นวัดตามสองแกน:

Business Impact: เพิ่มยอดขาย? ลดต้นทุน? พนักงานมีประสิทธิภาพขึ้น? ลูกค้าพึงพอใจขึ้น?
Technical Feasibility: ทำได้จริงในบริบทองค์กร? มีทรัพยากรพร้อม? เสี่ยงเรื่องกฎระเบียบหรือไม่?
ทุก Use Case จะถูก Plot ลงในเมทริกซ์ 2×2 จนได้ 4 Quadrant
และเรียงเป็นลำดับ Wave of AI Adoption:
Wave 1: Impact สูง + Feasibility สูง → ทำทันที
Wave 2: Impact สูง + Feasibility กลาง → วางแผนต่อ
Wave 3: Impact กลาง → รอเทคโนโลยีพร้อมก่อน
Wave 4: Impact ต่ำ + Feasibility ต่ำ → ตัดทิ้ง
สิ่งนี้ช่วย SCBX โฟกัสพลังทั้งหมดไปที่จุดที่ “ให้ผลตอบแทนสูงสุด”
และ เลิกทำสิ่งที่เท่แต่ไม่สร้างคุณค่า

ขั้นต่อมา: จากคน → สู่ “ทีม AI Agent” ที่ขับเคลื่อนงานแทนคน
เมื่อรู้แล้วว่าจะทำเรื่องไหน
สิ่งถัดมาคือ เปลี่ยนวิธีคิดจากเพิ่มคน → เป็นเพิ่ม Agent
สุธีรพันธุ์บอกว่า
“โลกอนาคตจะเต็มไปด้วย Agent ตัวเล็ก ๆ ที่ทำงานแทนเรา — ทีละอย่าง แต่แม่นยำ”
เขาแนะนำให้ทุกองค์กร มองภาระงานเป็นโมดูล
แล้วสร้าง AI Agent แต่ละตัวขึ้นมาช่วยงานเฉพาะด้าน เช่น
Agent เขียนคอนเทนต์
Agent วิเคราะห์ SEO
Agent สรุปรายงานการเงิน
Agent ตอบแชทลูกค้า
แต่ไม่หยุดแค่นั้น — เพราะ Agent ที่เก่งที่สุดก็ไร้ค่า ถ้าไม่มีใครจัดทีมให้ทำงานร่วมกัน

จุดเปลี่ยน: บทบาทใหม่ของ C-Level ในยุค AI คือ “Orchestrator”
สิ่งที่สุธีรพันธุ์ย้ำคือ
บทบาทของผู้นำระดับสูงจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง:
“ในอนาคต C-Level ต้องเป็น Orchestrator
ไม่ใช่คนสั่งงาน แต่เป็นคนออกแบบการทำงานร่วมกันของมนุษย์และ AI”
Orchestrator คือคนที่เข้าใจศักยภาพของทีม
รู้ว่าใครควรทำอะไร — และ Agent ตัวไหนควรมาช่วยงานใคร
จัดลำดับ จัดกระบวนการ และสร้าง Workflow ใหม่ที่มนุษย์กับ AI ทำงานเสริมกันอย่างลื่นไหล
เพราะในโลกที่ทุกคนมี AI เหมือนกัน
สิ่งที่ต่างคือใครจัดทีมให้ทำงานร่วมกันได้ดีกว่า
บทสรุปสำหรับผู้นำองค์กรไทย
AI ไม่ใช่เครื่องประดับในพรีเซนเทชัน
ไม่ใช่แฟชั่นที่ต้องมีไว้เพื่อบอกว่าทันสมัย
แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการแข่งขันทางธุรกิจ
เริ่มจาก Use Case ที่ให้คุณค่าจริง → ไม่ใช่ของที่ “ฮิต”
สร้าง AI Agent มาแทนแรงงานบางส่วน → ไม่ใช่เพิ่มคน
พัฒนา Orchestrator ในทีมผู้บริหาร → เพื่อจัดการคน + AI ให้เกิดพลังร่วมกัน
นี่คือหนทางที่ SCBX กำลังเดิน
และคือบทเรียนที่องค์กรไทยควรฟังอย่างจริงจัง
เพราะสุดท้ายแล้ว
AI ไม่ได้ทำให้บริษัทเก่งขึ้น — แต่ทำให้ “ช่องว่างระหว่างผู้นำกับผู้ตาม” กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
คำถามปลายเปิดสำหรับผู้นำไทยวันนี้:
“คุณพร้อมหรือยัง…ที่จะเลิกวิ่งตาม AI — แล้วเริ่มใช้มันเพื่อสร้างมูลค่าจริง”



