เงินก้อนสุดท้ายที่เก็บมาทั้งชีวิตเพื่อใช้หลังเกษียณ กลับกลายเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของมิจฉาชีพในปัจจุบัน ข้อมูลจากตำรวจระบุว่าผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงเพิ่มขึ้นถึง 23% และไม่ใช่แค่คนที่ “ไม่รู้เรื่องการเงิน” เท่านั้นที่โดนหลอก แต่รวมถึงอดีตข้าราชการและคนที่มีความรู้พื้นฐานด้วยเช่นกัน
ทำไมผู้ที่เพิ่งเกษียณถึงตกเป็นเป้าหมาย?
คนที่เพิ่งเกษียณมักมีจุดร่วมที่ทำให้กลายเป็นเป้าหมายที่มิจฉาชีพสนใจเป็นพิเศษ:
- มีเงินก้อนใหญ่อยู่ในมือครั้งเดียว หลังได้รับเงินก้อนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ
- ไม่คุ้นเคยกับการบริหารเงินก้อนใหญ่ด้วยตัวเอง เพราะตลอดชีวิตการทำงานมีระบบหักเงินออมอัตโนมัติอยู่แล้ว
- ต้องการหาผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากธนาคาร ซึ่งเป็นช่องที่มิจฉาชีพใช้หลอกล่อด้วยผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ
- มีเวลาว่างมากขึ้น และอาจไม่คุ้นเคยกับรูปแบบกลโกงยุคใหม่ที่ผ่านช่องทางออนไลน์

ตัวอย่างจริงที่เคยเกิดขึ้น
มีกรณีที่เป็นข่าวจริง เช่น ผู้สูงอายุถูกหลอกให้โอนเงินรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งถูกให้ถอนเงินสดไปฝากในบัญชีของผู้อื่นที่ไม่รู้จัก และอีกกรณีคือข้าราชการเกษียณที่ถูกมิจฉาชีพหลอกจนสูญเสียเงินเก็บเกือบทั้งหมด ทั้งสองกรณีมีจุดร่วมเดียวกันคือ เหยื่อมีเงินก้อนอยู่ในมือ และถูกชักจูงให้ตัดสินใจโอนเงินอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
- ผลตอบแทนสูงผิดปกติ และรับประกันว่า “ไม่มีความเสี่ยงเลย” — การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงในทุกกรณีโดยไม่มีความเสี่ยงเลยนั้นแทบไม่มีอยู่จริง
- เร่งให้ตัดสินใจเร็ว หรือกดดันให้โอนเงินทันที — มิจฉาชีพมักไม่ให้เวลาคิดหรือปรึกษาคนอื่น
- ขอให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา แทนที่จะเป็นบัญชีของสถาบันการเงินหรือหน่วยงานที่มีใบอนุญาตถูกต้อง
- ติดต่อผ่านช่องทางที่ตรวจสอบตัวตนได้ยาก เช่น แอปแชทที่ไม่เปิดเผยตัวตนจริง หรืออ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐทางโทรศัพท์
- ห้ามไม่ให้ปรึกษาคนในครอบครัวหรือคนที่ไว้ใจ ก่อนตัดสินใจโอนเงิน

แล้วจะเก็บเงินก้อนเกษียณให้ปลอดภัยได้อย่างไร
แนวทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกคือ การเก็บเงินไว้กับสถาบันหรือกองทุนที่มีใบอนุญาตถูกต้องและตรวจสอบได้ แทนที่จะถอนเงินก้อนใหญ่ออกมาไว้ในรูปแบบที่ควบคุมยาก ตัวอย่างเช่น กบข. เปิดให้สมาชิกที่เกษียณแล้วสามารถ “ออมต่อ” กับกองทุนได้ตั้งแต่ปี 2551 โดยเลือกถอนเงินเป็นรายเดือนตามจำนวนที่ต้องการได้อย่างยืดหยุ่น แทนที่จะรับเงินก้อนใหญ่ออกไปทั้งหมดในครั้งเดียว
จากการสำรวจเบื้องต้นของ กบข. พบว่าเหตุผลหลักที่สมาชิกบางส่วนเลือกออมต่อคือ ผลตอบแทนดีกว่าการนำเงินไปฝากธนาคารทั่วไป ในขณะที่ยังคงมีความยืดหยุ่นในการถอนเงินใช้ได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้เลือกออมต่อเพียงประมาณ 0.8% ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าต้องนำเงินก้อนไปใช้หนี้ก่อน (อ่านเพิ่มเติมเรื่องการจัดลำดับหนี้กับการออมได้ในบทความ “มีหนี้อยู่ ควรใช้หนี้ก่อนหรือเริ่มลงทุนเลยดี”)
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าสงสัยว่ากำลังจะถูกหลอกลงทุน ควรทำอย่างไรก่อน?
ควรหยุดการโอนเงินทันที ปรึกษาคนในครอบครัวหรือคนที่ไว้ใจได้ก่อนตัดสินใจ และตรวจสอบว่าผู้ที่ติดต่อมาหรือบริษัทที่อ้างถึงมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจถูกต้องหรือไม่ ก่อนโอนเงินใดๆ
ทำไมผู้สูงอายุถึงมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพมากกว่ากลุ่มอื่น?
เพราะมักมีเงินก้อนใหญ่พร้อมใช้ในบัญชี ไม่คุ้นเคยกับการบริหารเงินก้อนใหญ่ด้วยตัวเอง และอาจไม่ทันรูปแบบกลโกงยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
การ “ออมต่อ” กับกองทุนหลังเกษียณ ปลอดภัยกว่าการถือเงินสดไว้เองไหม?
การฝากไว้กับสถาบันที่มีใบอนุญาตถูกต้องและมีระบบตรวจสอบได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อเทียบกับการถือเงินก้อนใหญ่ไว้เองโดยไม่มีระบบป้องกัน แต่ยังควรศึกษาเงื่อนไขและความเสี่ยงของแต่ละทางเลือกก่อนตัดสินใจเสมอ
สรุป
เงินก้อนเกษียณคือผลของการทำงานและออมมาทั้งชีวิต การป้องกันมันจากมิจฉาชีพจึงสำคัญไม่แพ้การออมให้ได้เงินก้อนนั้นมาตั้งแต่แรก หลักการง่ายๆ คือ ระวังผลตอบแทนที่ดีเกินจริง ไม่รีบตัดสินใจคนเดียว และเลือกเก็บเงินไว้กับสถาบันที่ตรวจสอบได้และมีความยืดหยุ่นในการ



