เพื่อนครับ… เคยสงสัยไหมว่า ทำไมร้านกาแฟบางร้านถึงมีคนยอมต่อคิวยาว ทั้งที่ร้านอื่นก็ขายกาแฟเหมือนกัน? คำถามคล้ายๆ กันนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่ต่อมาพัฒนาเป็น Nespresso ครับ
ย้อนกลับไปช่วงปี 1970 Eric Favre วิศวกรของ Nestlé เดินทางไปอิตาลีกับภรรยา เพื่อตามหากาแฟเอสเพรสโซที่ดีที่สุด จนมาพบร้าน Sant’Eustachio ในกรุงโรม ซึ่งมีลูกค้าต่อคิวซื้อกาแฟ ฟาฟร์สังเกตว่าบาริสต้าของร้านไม่ได้ขยับคันโยกเครื่องชงเพียงครั้งเดียว แต่ทำซ้ำหลายครั้ง ช่วยให้อากาศเข้าไปมีส่วนในกระบวนการสกัดกาแฟ เขาจึงเกิดความคิดว่า…
ถ้าคนธรรมดาชงเอสเพรสโซอร่อยๆ ที่บ้านได้ โดยไม่ต้องเก่งเหมือนบาริสต้าล่ะ? ฟาฟร์กลับไปพัฒนาระบบชงกาแฟที่ใช้แคปซูลบรรจุกาแฟไว้ในปริมาณที่กำหนด จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของ Nespresso แต่เรื่องไม่ได้จบที่การคิดค้นสำเร็จครับ
ปี 1986 Nespresso เปิดตัว โดยเริ่มทำตลาดในกลุ่มสำนักงาน แต่ธุรกิจยังต้องใช้เวลาหาทางเติบโต ต่อมาในปี 1989 บริษัทขยายเข้าสู่ตลาดครัวเรือนในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมเปิดตัว Nespresso Club เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิด
จุดที่น่าสนใจคือ บริษัทไม่ได้มีรายได้แค่จากการขายเครื่องชงกาแฟ แต่ยังมีรายได้จากแคปซูลที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ กว่าจะเริ่มทำกำไรได้ก็ปี 1995 หรือเกือบสิบปีหลังเปิดตัว! จากความสงสัยในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง Nespresso จึงค่อยๆ เติบโตเป็นแบรนด์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก
เรื่องนี้ให้บทเรียนธุรกิจสองอย่างครับ หนึ่ง ไอเดียใหม่อาจเริ่มจากการสังเกตสิ่งที่คนอื่นมองผ่าน สอง คิดค้นสินค้าเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องหาวิธีทำให้ลูกค้าอยากใช้และกลับมาซื้ออีกด้วย เพราะบางครั้ง จุดเริ่มต้นของธุรกิจระดับโลก อาจเป็นเพียงการตั้งคำถามว่า… “ทำไมร้านนี้ถึงทำได้ดีกว่าร้านอื่น?”
Sources
WIPO — Anyone for Coffee? The Story Behind the Coffee Capsule
Nestlé Nespresso — Our History
Nestlé Nespresso — The Nespresso History Factsheet



