back to top
32.7 C
Bangkok

เคล็ดลับ ! พ่อแม่ยุคใหม่ เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความสุข

Must read

ผู้เขียน : ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ดร.สตีเฟ่น ใหม่ 3

ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

เคล็ดลับ ! เลี้ยงลูกเชิงบวก เป็นมิตรกับสังคม

อาชีพอะไรเอ่ย ที่มีความสำคัญและยากที่สุด เท่าที่ชีวิตนี้ คุณจะได้สัมผัส?

นี่คือ คำใบ้ 10 ข้อครับ:

1. งานประเภทนี้ ไม่ต้องการคุณสมบัติเฉพาะ หรือ การพัฒนาวิชาชีพ เพื่อที่จะได้งาน

2. คุณไม่จำเป็นต้องสมัครงานนี้ ผ่าน LinkedIn หรือ Facebook เพราะมันจะไม่มีการเรียกสัมภาษณ์งานใดใดทั้งสิ้น

3. ทักษะที่จำเป็นต้องใช้กับอาชีพนี้ ก็ไม่มีสอนในหลักสูตรของโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเช่นกัน

4. งานที่ผมพูดถึง ไม่มีเงินเดือนให้คุณหรอกนะครับ อันที่จริงแล้ว คุณเองนั่นแหละที่จ่ายเงินก้อนเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อที่จะทำงานนี้ให้ดีที่สุดด้วยซ้ำ

5. เมื่อถึงเวลาที่คุณจะได้เริ่มทำงานนี้เพียงสักครั้งไปแล้ว คุณก็จะต้องประกอบอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต โดยไม่มีวันได้พักเกษียณอีกเลย

6. อาชีพนี้ จะไม่มีใครกล่าวชื่นชมคุณหรอกนะครับ ทั้งที่คุณอุตส่าห์ทำงานชิ้นนี้ได้ดีเยี่ยม แต่คุณจะโดนวิจารณ์จนตัวพรุนอย่างแน่นอนล่ะ หากวันไหน คุณทำงานพลาด ยิ่งไปกว่านั้น ‘ลูกค้า’ ของคุณ ก็อาจจะไม่ขอบคุณอะไรคุณเลยด้วยซ้ำ พวกเขาอาจจะเลือกไม่ติดต่อคุณอีกเลยก็เป็นไปได้

7. คุณอาจจะเริ่มทำงานชิ้นนี้ ร่วมกันกับคู่ครองของคุณ บางคนก็จำเป็นต้องฉายเดี่ยว ตั้งใจรับผิดชอบงานชิ้นนี้เพียงลำพังก็เป็นไปได้

8. ไม่มีสิ่งใด ที่คุณจะสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ ระหว่างการทำงานนี้ คุณจะต้องรับมือกับเรื่องไม่คาดคิดอีกเยอะ

9. นี่คืออาชีพที่น่าเหนื่อยใจที่สุดในโลกเลยล่ะครับ เพราะคุณจะได้สัมผัสทุกอารมณ์ที่มีบัญญัติคำเรียกบนโลกนี้ เช่น ความยินดี ความสุข ความพึงพอใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความกลัว ความโกรธ และความท้อแท้ใจ ปะปนกันไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

10. คุณไม่สามารถเอาอาชีพนี้ ไปเขียนบน CV ตรงตำแหน่งประสบการณ์ได้หรอกนะครับ ถึงแม้ว่า ความรู้ที่คุณได้เรียนจากการทำอาชีพนี้ จะมีมากมายมหาศาลก็ตาม

ทายถูกกันไหมครับว่า ผมหมายถึง อาชีพอะไร?

ใช่แล้วครับ อาชีพที่ผมกล่าวคุณสมบัติสิบประการข้างต้นคือ [การได้เป็นพ่อแม่] ให้ใครสักคนนั่นเองครับ

As the father of five children (aged 23 years to 50 years), I have immense sympathy for the many millions of young adults around the world now deciding not to have any children or at most, one. 

ในฐานะคุณพ่อ ที่มีลูก 5 คน (อายุของลูกผมมี ตั้งแต่ 23 ปี ถึง 50 ปี) ผมรู้สึกเห็นใจต่อคนหนุ่มสาวอีกหลายล้านคนทั่วโลก ที่ตอนนี้ชักลังเลที่จะมีลูกดีหรือไม่ แถมบางคนก็เลือกแล้วว่า จะไม่มีลูกอย่างแน่นอน

ถ้าผมสามารถย้อนกลับไปตอนตัวเองอายุ 23 ปี ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1970 / พ.ศ. 2513 ผมคงไม่สามารถกระตือรือร้นที่จะเป็นพ่อคนได้ เท่ากับตัวผมเมื่อก่อน แต่เรื่องมันก็ผ่านมาเกิน 50 ปีแล้ว และผมในวัยนั้น มีสิ่งเดียวที่ผมพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องมันเอาไว้ นั่นคือ [ความไร้เดียงสา] ของชีวิต

ความไร้เดียงสาแบบเด็ก ๆ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ หาได้น้อยมากครับ ผมเคยแต่งงานครั้งแรกตอนอายุ 21 ปี มันเป็นช่วงวัยรุ่นที่กำลังอยากจะใช้ชีวิตผจญภัยให้สุด เงินในมือก็น้อย ประสบการณ์ต่าง ๆ ก็ยังไม่มี ไร้ซึ่งทักษะคุณสมบัติเจ๋ง ๆ ที่พึงมี ตอนนั้น ผมมีเพียงความมุ่งมั่น พลังงานบวก และความกล้าเท่านั้นเองครับ ภรรยาคนแรกของผมเอง ก็ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเหมือนผม แต่เราทั้งสองคนก็มีงานทำ และสามารถหาเลี้ยงชีพตัวเองได้ จนถึงขั้นสามารถซื้อบ้าน เพื่อสร้างครอบครัวด้วยกันครับ

ครับ ผมรู้ว่า มันบ้าบิ่นมาก แต่ความใสซื่อ และไร้เดียงสานั้น กลายเป็นสิ่งมีค่าสำหรับผม มันค่อยเป็นเกราะป้องกันผม จากความกังวลอย่างหนัก เกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวผม เกิดกับการแต่งงานของผม หรือเกิดอะไรกับลูก ๆ ของผมเอง ใช่ครับ ด้วยประสบการณ์พวกนี้ ทำให้ผมไม่กลัว อะไรจะเกิด ก็เกิดมาเลย

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ในอดีตส่วนใหญ่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ที่ผมบอกว่า ‘ส่วนใหญ่’ นั่นก็เพราะอย่างที่บอก ผมมีลูกทั้งหมด 5 คน แต่ผมก็ต้องพูดกับพวกคุณตามตรงว่า ผมสนิทสนมด้วยเพียง 3 คนเท่านั้นครับ 

3 ใน 5 คน ก็ไม่ได้แย่นะ แต่ก็ไม่ได้ดีเยี่ยมเช่นกัน อย่างน้อย ผมก็ถือว่า ตัวเองโชคดีมากแล้วล่ะครับ

ผมเกิดในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1949 / พ.ศ. 2492 ผมจึงเติบโตภายใต้การบริการสุขภาพแห่งชาติของประเทศอังกฤษ และสวัสดิการต่าง ๆ ที่คุ้มครองผมได้ ให้คุณภาพชีวิตที่ดี เข้าถึงการศึกษาฟรี มีโอกาสทำงานเยอะ และมีเรื่องที่ทำให้ผมต้องกังวลต่ออนาคตของตัวเองได้น้อยมาก ๆ ครับ

ผมได้รับผลประโยชน์อย่างกระตือรือร้นจากโลกาภิวัตน์ (ผมจำแพ็คเกจ วันหยุดพักผ่อนในสหราชอาณาจักรที่ไปสเปนครั้งแรกได้) ชีวิตผมจะไม่ได้เป็นเหมือนคุณพ่อ และคุณปู่ของผมสักเท่าไหร่ เพราะผมไม่เคยต้องไปเข้าร่วมสงคราม การเกณฑ์ทหารที่ใกล้เคียงที่สุดในชีวิตผม คือ การร่วมกิจกรรมลูกเสือ เป็นเวลา 2 เดือน ดังนั้น เมื่อผมมองย้อนดูอดีตของตัวเอง ผมถือว่า ผมโชคดีมากครับ

การเกิดในเวลาที่เหมาะสม ควบคู่กับสถานที่เกิดที่เหมาะสม

ทุกวันนี้ จะมีเด็กคนไหนไหมครับ ที่สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า ตัวเองเกิดมาในจังหวะที่เหมาะสม?

ไม่แน่ก็อาจจะมีก็ได้นะ แต่ผมว่า คงมีเด็กแบบนั้นไม่เยอะหรอกครับ

เด็ก ๆ ที่ยังเรียนอยู่ ทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอันไร้เดียวสาอย่างคุ้มค่าเท่ากับที่ผมเคยใช้ ในช่วงปี ค.ศ. 1950 / พ.ศ. 2493 ในตอนที่ผมเพิ่งอายุ 16 ปี สิ่งที่ผมสนใจมีแค่การเล่นกีตาร์กับเพื่อนฝูง (มันเป็นช่วงนาทีทองของดนตรีป็อปของยุค 60 ที่กำลังมาแรง แล้วผมก็เกิดในลิเวอร์พูล สถานที่กำเนิดวงชื่อดัง อย่างวงเดอะบีเทิลส์) ยุคนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียที่จะมาโพสต์ล้อเลียนผม ส่งข้อความหลอกผม กลั่นแกล้งผมทางอารมณ์ ทำให้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย ตอนนั้น มันไม่มีแม้กระทั่งอินเตอร์เน็ต หรือคอมพิวเตอร์ ครอบครัวผมไม่มีโทรทัศน์ด้วยซ้ำ จนกระทั่งผมอายุ 8 ขวบ เราถึงมีทีวีสักเครื่องหนึ่ง แต่เป็นจอเล็ก ๆ สีขาว-ดำเท่านั้น ชาวอังกฤษในยุคนั้นส่วนใหญ่แล้ว ชอบเปิดวิทยุเป็นสื่อบันเทิงชั้นดีเลยทีเดียว

ยังไม่มีภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และการกัดเซาะของป่าฝนอเมซอน ที่สำคัญ เด็ก ๆ ในยุคนั้นก็ไม่มีใครลุกขึ้นมา ถือมีด หรือ จับปืน เพื่อออกไปทำร้ายใครในโรงเรียน หรือ ห้างสรรพสินค้าอีกด้วย

ผมไม่มีความกดดันอะไรในโรงเรียนเลย ผมแค่ใช้ชีวิตผ่อนคลายไปวันวัน ตามที่ผมเคยเล่าไว้ข้างบนนั่นแหละ โรงเรียนผมไม่ค่อยสั่งการบ้าน ผมได้เล่นเต็มที่สมวัย และอ่านสิ่งดีดีที่ผมสนใจได้เยอะมาก ตอนผมอายุสัก 11 ปีขึ้นไป ผมสอบตกวิชาสำคัญหลายตัว แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้วด้วย ผมไม่รู้จักเพื่อนคนไหน ที่มีความตั้งใจจะเรียนต่อเลยสักคนเดียว เพราะเพื่อนแก๊งผมทุกคนคิดในทางเดียวกัน พวกเขารวมถึงตัวผมด้วย เลือกจะหางานทำแทน ตั้งแต่ตอนที่เราเพิ่งจะอายุ 16 ปี

จริงอยู่ ที่โลกใบนี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย ผมยังจำเหตุการณ์วิกฤติขีปนาวุธคิวบาในปี ค.ศ. 1962 / พ.ศ. 2505 และภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทั่วโลก ตลอดช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ผมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของสงครามเวียดนาม และสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล บนกระดาษหนังสือพิมพ์ข่าวระดับชาติ แต่ข่าวพวกนั้น ก็ไม่ถึงกับกระทบตัวผมโดยตรงเท่าไหร่นัก

ผมตกหลุมรักครั้งแรกตอนอายุ 19 ปี และแต่งงานกับเธอตอนอายุ 21 ปี จากนั้นลูกคนแรกของเราก็กำเนิดในสองปีต่อมา นั่นคือจุดเริ่มต้นครับ วันเวลาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ได้หายไปเสียแล้ว ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่ความไร้เดียงสาเหล่านั้นคืออะไรล่ะ? 

ความวิตกกังวล

ครับ สิ่งนี้แหละ ที่หลอมรวมบวกกับความเหนื่อยล้าทางโลกที่เพิ่มมากขึ้น เราทุกคนย่อมคุ้นชินกับการที่ต้องกังวลต่อบางสิ่งบางอย่างเสมอ ส่วนใหญ่ก็กังวลเรื่องตัวเองและการวางแผนอนาคต เราต่างก็พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ชีวิตดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลและความเครียด

เพื่อนผมที่มีการศึกษาสูง (เพศหญิง สัญชาติอเมริกัน อายุ 35 ปี โสด ไม่มีลูก กำลังอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก) เพิ่งจะเปิดเผยอย่างเป็นกันเองกับผมว่า เธอมีจิตแพทย์อยู่ 1 คน สำหรับเธอ มันอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ผมทึ่งมาก เพราะเธอเป็นคนที่มืออาชีพมาก ดูมีความมั่นใจในตัวเองสูง ประสบความสำเร็จแล้ว ใช้ชีวิตอิสระไร้ข้อผูกมัด แต่ในความเป็นจริง เธอกลับมีความกังวลบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเธอเอง จนถึงขั้นที่เธอต้องมีจิตแพทย์ช่วย ผมเดานะว่า เพื่อนชาวอเมริกันที่ประสบการณ์อีกหลายคนของเธอ ก็คงจะมีจิตแพทย์ส่วนตัวด้วยละมั้ง

ในยุคที่ความวิตกกังวลเป็นเรื่องใหญ่ นำไปสู่ ยุคของจิตแพทย์เฟื่องฟู แต่มันก็ทำให้เกิดยุคที่มีความกังวลในเด็ก เล็ก ๆ แทน พวกเด็กน้อยไม่มีความสุขหรอกครับ พวกเขาสูญเสียความไร้เดียงสาที่เด็กทั่วไปพึงมีไวมาก พวกเขาโตไวจนเกินไป แถมยังมีสมาธิสั้นลง จดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินหนึ่งนาทีได้ยากมาก เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะซึมเศร้า สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย และชอบความรุนแรง

หนึ่งปัญหาใหญ่ คือ เด็กรุ่นลูกของพวกเรา ถูกกดทับด้วยแรงกดดันไร้สาระหลายอย่าง เพื่อเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งระบบการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วางระบบออกมา ราวกับว่า เด็ก ๆ กำลังอยู่บนลู่วิ่ง ที่พวกเขาจะต้องวิ่งดิ้นรนอยู่อย่างนั้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด ใช้เวลาชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เพื่อเรียนในสถาบัน ทำการบ้านจำนวนมหาศาล ออกไปเรียนเสริมเองอีกในตอนเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ หมดไปครบเจ็ดวัน วนเวียนเช่นนี้ไปทั้งปี

เด็กทุกคนถูกทำให้เหมือนเป็นการลงทุนของพ่อแม่ เงินที่พวกท่านลงทุนให้เด็ก ๆ ได้ไปโรงเรียน และค่าเล่าเรียน เพื่อหวังว่า ลูกของตัวเองจะไปยืนในจุดที่ได้รับโอกาสที่ดีที่สุด ในการเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ ส่งผลให้วัยเด็กของแต่ละคนต้องเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างไปตลอดกาล ความไร้เดียงสาถูกแทนที่ด้วยความวิตกกังวล และแรงกดดันที่ยากจะต้านทานได้

ความกังวลในตัวผู้ปกครอง สร้างความกังวลในตัวลูก ๆ ของพวกเขาเอง ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า จะมีอัตราส่วนจำนวนเด็ก ๆ ที่ไม่ไปโรงเรียนเพิ่มขึ้นอีกตั้งเท่าไหร่ ด้วยชุดความคิดใหม่ที่ว่า……

“เราจะหยุดพอแค่นี้แหละ จะให้พยายามไปทำไมมากมาย ในเมื่อจะก็ไม่ได้มีอนาคตที่สดใสรอคอยอยู่แล้ว”

ชาวจีน ตอนนี้มีกรณีที่เรียกว่า “Lying Flat” คือภาวะที่ผู้คนรู้สึกขาดความกระตือรือร้นอย่างรุนแรง ไม่ขวนขวาย ไม่ทะเยอทะยานในการจะประสบความสำเร็จ มักเกิดในเด็กรุ่นใหม่อายุช่วงยี่สิบถึงสามสิบปี พวกเขาไม่อยากใช้พลังงานกายและใจ เพื่อลุกไปทำอะไรเป็นพิเศษ อยากใช้ชีวิตอยู่แบบวันต่อวัน หาเงินเพื่ออยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่สนใจความมั่นคงหรือความรุ่งเรืองอะไรทั้งสิ้น

ชาวญี่ปุ่น ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ฮิคิโคโมริ ซินโดรม เป็นภาวะจิตใจประเภทหนึ่งของคนที่ตัดขาดตัวเอง จากสังคมภายนอก เป็นเวลาหกเดือนขึ้นไป และปฏิสัมพันธ์เพียงแค่กับคนในบ้านเท่านั้น ล่าสุดมีการประเมินว่า อาจมีฮิคิโคโมริอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 1.5 ล้านคน และปรากฎการณ์คล้าย ๆ กันนี้ ก็กำลังแพร่กระจายไปทั่วทวีปเอเชีย

การฆ่าตัวตาย กลายเป็นสาเหตุการตายที่พบได้ทั่วไป ท่ามกลางเหล่าวัยรุ่นของชาวเกาหลีใต้ การติวสอบของประเทศนี้ จริงจังและคอขาดบาดตาย เสมือนมีชีวิตเป็นเดิมพันบนเส้นด้าย เพื่อที่จะทำให้ตัวเองสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตั้งแต่ก้าวแรกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด

ในประเทศเวียดนาม หนึ่งในห้าเด็กรุ่นเยาว์ถูกวินิจฉัยว่า มีอาการปัญหาทางสุขภาพจิตใจอย่างน้อยหนึ่งประเภท ซึ่งโรคซึมเศร้าก็พบเห็นได้บ่อยสุด ตามด้วยโรควิตกกังวล

แล้วถ้าสิ่งที่ผมหยิบยกมาทั้งหมดนี้ ฟังดูก็เป็นปัญหาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะชาวเอเชียสำหรับคุณ ผมไม่คิดแบบนั้นครับ

ในสหราชอาณาจักร มีบันทึกเมื่อปีที่แล้วว่า เด็กจำนวน 1.4 ล้านคน ต้องเข้ารับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งผลวินิจฉัยส่วนมากคือ สองโรคฮิต ๆ คือ ซึมเศร้ากับวิตกกังวล นั่นเอง

ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 2021 / พ.ศ. 2564 มีสถิติออกมาว่า 22% ของเด็กในช่วงอายุ 12-17 ปี มีความคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย แล้ว

ปรากฎการณ์เหล่านี้ ย่ำแย่อยู่แล้ว ตั้งแต่จะมีโควิดเสียอีก ตอนนี้ สถานการณ์แย่ยิ่งกว่าเดิม เพียงแต่พวกคุณแค่อาจจะไม่ทันสังเกต แต่วันอังคารที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2023 / พ.ศ. 2566 เป็นวันสุขภาพจิตแห่งโลก มันไม่มีวันพิเศษไหนที่จำเป็นต้องมีเท่านี้อีกแล้วครับ สุขภาพจิตใจถดถอยลงกันทั่วโลก โดยเฉพาะจิตใจของเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่ไร้ภูมิคุ้มกันจิตใจ ยิ่งเห็นผลได้ชัดเจน

ดังนั้น เพื่อที่จะรับมือกับวิกฤติเรื่องนี้ ผมได้เตรียมเคล็ดลับ 22 ข้อ เกี่ยวกับวิธีเลี้ยงดูลูกในยุคแห่งความวิตกกังวลครอบงำจิตใจ

1. พ่อแม่ที่วิตกกังวลและโกรธบ่อย ๆ มีแนวโน้มที่จะสร้างลูกที่มักวิตกกังวลและขี้โกรธตามไปด้วย โลกนี้อาจจะยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่บ้านตัวเองต้องเป็นสวรรค์แห่งความรัก ความสงบ ความสบายใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ จากการสื่อสารที่ซื่อสัตย์และความพยายามในการอยู่ร่วมกัน

2. เมื่อลูกหลานของคุณมีอุปกรณ์ (เช่น สมาร์ทโฟน) คุณจะเริ่มสูญเสียการควบคุมเด็ก ๆ และพวกเขาก็เริ่มสูญเสียความบริสุทธิ์สมวัยไป การชะลอการมอบอุปกรณ์นั้นแก่ลูกหลานของคุณให้ช้าที่สุด และเมื่อถึงเวลาที่คุณจะให้พวกเขาแล้ว คุณต้องดูแลเรื่องการเข้าถึงข้อมูลกันด้วยครับ ปฏิบัติต่ออุปกรณ์เทคโนโลยี ให้เหมือนกับที่คุณทำกับคนแปลกหน้า พึงระวังและปกป้องลูกของคุณจากพิษภัยจากมันให้ดีครับ

3. พูดคุยกับลูกของคุณเกี่ยวกับทุกสิ่ง โดยเฉพาะเรื่องเพศ ความสัมพันธ์ ความรัก มิตรภาพ ยา โซเชียลมีเดีย ภาพลักษณ์ หรือความยินยอม นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อลูกหลานของคุณเข้าสู่การศึกษาระดับมัธยมศึกษา อาจจะช้าไป จำเป็นต้องเริ่มต้นให้เร็วขึ้น

4. ลูกของคุณไม่ได้อยู่ที่ในความดูแลของคุณ เพื่อสนองความต้องการของคุณ หรือ ต้องบังคับให้ประสบความสำเร็จในจุดที่คุณเคยล้มเหลว อย่ากดดันพวกเขาให้ ‘เป็นคนที่เก่งที่สุด’ คุณก็ไม่ได้ดีเด่นที่สุดเช่นกัน ที่สำคัญกว่านั้น คุณควรพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับความสำเร็จประเภทต่าง ๆ โดยเน้นย้ำว่า ความสุข สำคัญกว่า ความมั่งคั่ง นะครับ และความร่ำรวยที่ว่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาซึ่งความสุขเสมอไป

5. ลูกของคุณมีการพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเองอยู่เสมอ อย่าสร้างความคาดหวังส่วนตัวไปใส่หัวเด็กเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ โปรดให้เวลาและพื้นที่แก่ลูกหลานของคุณ เพื่อค้นหาตัวเองว่า พวกเขาเป็นอะไร คุณให้คำแนะนำและการสนับสนุนพวกเขาได้ครับ แต่คุณไม่สามารถกำหนดว่า ลูกของคุณจะต้องเป็นไปตามที่คุณลิขิตไว้

6. การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญจริง ๆ ครับ แต่ไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหาของชีวิต ลูกของคุณต้องการเวลาในการเล่นสมวัย ได้เข้าสังคม ได้ออกกำลังกาย สามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้ง สูดอากาศบริสุทธิ์ และสัมผัสกับธรรมชาติ พวกเขาไม่ควรติดอยู่ในห้องเรียนทั้งวัน แล้วมีชีวิตอยู่กับบทเรียนอยู่อย่างนั้น แม้กระทั่งเวลาที่จะเข้านอน ก็ยังต้องเรียนอยู่

7. อย่าตัดสินลูกของคุณไม่จบไม่สิ้น ผมขอให้เหล่าผู้ปกครองอย่าเพิ่งด่วนวิพากษ์วิจารณ์อะไร เพราะคุณอาจคิดว่า คุณกำลังสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา แต่คุณไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย การวิพากษ์วิจารณ์หรือดุด่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะทำให้ลูกของคุณซึมเศร้าและวิตกกังวลสะสมแทน

8. อย่าชมลูกของคุณอย่างไม่ลืมหูลืมตาครับ เด็ก ๆ มีสิทธิ์ที่จะทำถูกต้อง แล้วก็ทำผิดพลาดได้ ความผิดพลาดเองก็สำคัญเหมือนกันนะครับ เพราะเราทุกคนสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวได้ และการทำผิดพลาดถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กทุกคน มันจะกระตุ้นให้ลูก ๆ ของคุณพยายามค้นหาวิธีที่จะผิดพลาดน้อยลง การที่เราจะชื่นชมพวกเขาสำหรับความพยายามเหล่านั้น จะทำให้ลูก ๆ ไม่กล้าความผิดพลาด ไม่กล้าที่จะแก้ไข และภูมิใจมากขึ้นที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา

9. เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของคุณครับ แต่มันก็เป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดด้วยเช่นกัน คุณต้องใช้เวลาในการเป็นพ่อแม่ที่ดี แต่มันก็เป็นเรื่องยากมาก ไม่ว่าปัญหาอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ คุณต้องหาเวลาที่มีคุณภาพมาใช้กับลูก (นั่นหมายถึง แค่คุณและพวกเขาอยู่ด้วยกัน โดยไม่มีสิ่งรบกวน)

10. การสัมผัสทางกายเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะจากคุณพ่อ การกอด การจุ๊บ การแสดงความรักที่มีต่อลูก เป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะสัมผัสได้

11. การแบ่งปันข้อมูลกัน ก็จำเป็นมาก อย่าพยายามปกป้องพวกเขาจากปัญหาทั้งหมดของโลกครับ พวกเขาจะค้นพบทีหลังได้เองในไม่ช้านะ พ่อแม่ที่ปกป้องมากเกินไปจะทำให้เด็กไม่พร้อมจะรับมือกับความเป็นจริง เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

12. การส่งเสริมให้ลูกคิดแบบมีวิจารณญาณ คือการหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด ๆ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางศาสนาหรือประเด็นอย่างอื่น ทุกอย่างจะกระตุ้นให้ลูกของคุณฝึกตั้งคำถาม แต่อย่าแสร้งทำเป็นว่า คุณมีคำตอบทั้งหมด เพราะคุณไม่มีทางรู้หมดทุกอย่างจริง ควรส่งเสริมการสนทนาภายในครอบครัว โดยหลีกเลี่ยงความโกรธ อย่าเรียกร้องให้ลูก ๆ คิดเหมือนคุณ เพราะพวกเขาจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แถมความเห็นต่างก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ครับ

13. โปรดอยู่เคียงข้างลูก ๆ ของคุณอยู่เสมอ และให้แน่ใจว่า พวกเขาเองก็รับรู้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะเป็นพ่อแม่ของพวกเขาเสมอ และคุณจะรักพวกเขาตลอดไป ถ้าเป็นไปได้บอกพวกเขาตรง ๆ

14. พยายามพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ให้กับลูกของคุณด้วย โดยเฉพาะความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่การจะทำสิ่งนี้ได้ คุณจะต้องมีความฉลาดทางอารมณ์มากพอด้วยเช่นกัน

15. หากคุณมีอคติต่อผู้อื่น (เช่น เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ เหยียดอะไรก็ตาม ทั้งที่คุณไม่รู้จักนิสัยใจคอของอีกฝ่ายดีเลยด้วยซ้ำ) มันก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ที่ลูกของคุณก็จะเป็นคนแย่ ๆ เหมือนคุณเช่นกัน หรือต่อให้พวกเขาไม่เป็นคนที่ช่างเหยียดเช่นนั้น ลูกของคุณจะรับรู้ถึงอคติของคุณ แล้วไม่อยากจะเสวนากับคนแบบคุณอีกเลยก็เป็นได้

16. ส่งเสริมให้ลูกของคุณอ่านหนังสือ – หนังสือที่เป็นเล่มนะครับ มันจะมีหนังสือมากมาย (นิยายและสารคดี ก็ได้ครับ) พวกที่วางบนชั้นในบ้าน ให้เขาอ่านเลยครับ จากนั้นพูดคุยกับลูกของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน อาจจะลองจัดสรร ‘เวลาอ่านหนังสือ’ ในแต่ละวันหรือทุก ๆ สองสามวัน ซึ่งก็จะช่วยให้เริ่มต้นแชร์มุมมองที่มีในหัวของทั้งสองฝ่ายได้ 

17. ส่งเสริมให้ลูกของคุณมีความคิดสร้างสรรค์ และค้นพบความคิดสร้างสรรค์ในตัวเอง เช่น การวาดภาพ การเขียน และการเรียนรู้เครื่องดนตรี นี่ไม่ใช่การคาดหวังว่า พวกเขาจะกลายเป็นอัจฉริยะ หรือศิลปินชื่อดัง แต่เป็นการพัฒนาสติปัญญาและความสนุกสนานสมวัยของพวกเขา

18. คุณไม่ควรให้ลูกนั่งเก้าอี้นานเกินไป การออกไปวิ่งหรือเดินด้วยกัน จะเป็นการสร้างกิจวัตรที่ดี คุณลองพาพวกเขาไปข้างนอกด้วย ให้พวกเขาออกกำลังกายจนเป็นนิสัย มันจะดีทั้งสุขภาพ การรักษาหุ่น เสริมความมั่นใจ และการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์แบบหนึ่ง

19. พ่อแม่ทุกคนมักจะเผลอสัญญาเรื่องที่ใหญ่เกินตัวกับลูก ๆ อย่าทำแบบนั้นเลยครับ โปรดอย่าสัญญาสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้จริง พูดตามตรงดีกว่า ว่าคุณทำสิ่งใดได้ และสิ่งใดทำไม่ได้ ด้วยเหตุผลหรือหลักการตามความเป็นจริง มันจะปลอดภัยกว่า การปล่อยให้ลูกรู้สึกผิดหวังซ้ำ ๆ หรือว่าพวกเขาอาจจะไม่ไว้ใจคุณแทน เนื่องจากคุณผิดคำพูดกับพวกเขาอยู่บ่อย ๆ

20. อย่าพยายามเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ และอย่าคาดหวังที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนสมบูรณ์แบบเช่นกัน ทุกคนย่อมมีข้อบกพร่องครับ แค่ทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ และทำทุกอย่างด้วยความรักและความอดทน

21. พ่อแม่ต้องเริ่มต้นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ และมีสิทธิ์ควบคุมลูก เฉพาะแค่ “วัยทารก” ของพวกเขา นั่นยังพอเข้าใจได้ครับ แต่ถ้าคุณยังคงพยายามที่จะมีอำนาจและควบคุมลูกของคุณ ในช่วง “วัยผู้ใหญ่” โดยแทบจะคิดแทนเขาทั้งหมด แสดงว่าคุณกำลังล้มเหลวในฐานะผู้ปกครอง ผมแนะนำว่า คุณต้องคิดเรื่อง วิธีการย้ายจากการเป็นผู้ปกครองทั่ว ๆ ไป กลายเป็นพ่อแม่ที่สามารถเป็นเพื่อนกับลูกคุณได้ด้วย หากลูกของคุณไม่ใช่เพื่อนสนิทของคุณ เมื่ออายุครบ 18 ปี โอกาสที่พวกเขาจะไม่มีวันเป็นเพื่อนสนิทของคุณอีกเลย ก็จะชัดเจนขึ้น ความสนิทสนมก็จะเจือจางลง

22. ของขวัญที่สำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว ที่คุณสามารถมอบให้ลูกได้ ไม่ใช่เงิน ทรัพย์สิน หุ้น มรดก หรือเครื่องประดับ แต่มันคือ….

[การมีความรักให้ตัวเอง]

หากลูกของคุณก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่ ด้วยพลังงานบวกที่จะสามารถรักตัวเองได้ดี คุณก็จะประสบความสำเร็จในฐานะพ่อแม่ที่ดีครับ

- Advertisement -

More articles

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -

Latest article