back to top
32.4 C
Bangkok

ความรักไร้พรมแดน เผชิญความท้าทาย ที่ต้องพิสูจน์

Must read

ผู้เขียน : ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ดร.สตีเฟ่น ใหม่ 4

ดร.สตีเฟน เอ็ม. ไวท์เฮด

ความรักไร้พรมแดน เผชิญความท้าทาย ที่ต้องพิสูจน์

ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้พวกคุณอ่าน นั่นคือประสบการณ์ที่ผมแต่งงานมาแล้ว 5 ครั้งครับ

โอเค ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ผมแต่งงานตามธรรมเนียมแบบไม่เป็นทางการอยู่ 4 ครั้ง แล้วค่อยแต่งงานแบบจดทะเบียนตามกฎหมายในครั้งที่ 5

ผมรู้ครับว่า คุณนักอ่านคงจะทึ่งน่าดู เมื่อได้อ่านข้อความข้างต้น การแต่งงานครั้งแรกของผมเริ่มตอน ผมเพิ่งอายุ 21 ปี ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานมากกว่า 50 ปีแล้วครับ มันเป็นไปได้จริงไหม ที่จะคาดหวังว่า ใครสักคนจะสามารถแต่งงานกับคู่ครองคนเดิมได้ยาวนานมากกว่า 50 ปี?

ถ้าเทียบยุคสมัยปัจจุบัน ผมว่าไม่น่าทำได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในยุคที่ผู้คนสามารถมีความรักได้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ แอปพลิเคชั่นทินเดอร์

อย่างพวกคุณอาจจะคาดเดาไว้ ผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ มามากกว่า 5 หรือ 6 ทศวรรษ ซึ่งเพียงพอที่จะจับเรื่องราวเหล่านั้นมายัดเป็นหนังสือได้เป็นเล่มเลยล่ะครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนต่อจากนี้ จะเกี่ยวกับมุมมองต่อความสัมพันธ์รักในสมัยปัจจุบันครับ นั่นคือ การแต่งงานข้ามวัฒนธรรม หรือเจาะจงย่อยลงไปหน่อย ผมกำลังหมายถึง การแต่งงานระหว่างชาวเอเชียและชาวตะวันตกครับ

ในช่วงเวลาหนึ่ง ที่ผมเพิ่งเดินทางมาเหยียบแดนสยามครั้งแรกคือ ปี ค.ศ. 2001 / พ.ศ. 2544 ตอนนั้นผมผ่านการแต่งงานครั้งที่ 3 มาแล้ว คู่ชีวิตของผมก็เป็นคุณครูในโรงเรียนของสหราชอาณาจักร เราสองคนใช้ชีวิตร่วมกันร่วม 7 ปี และมีลูกด้วยกัน 2 คนครับ แม้ว่าเราจะไม่ได้แต่งงานกันเป็นทางการ แต่เราก็ตั้งใจอาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านเดียวกัน ในฐานะสามีและภรรยา ในปี ค.ศ. 2001 / พ.ศ. 2544 ผมยังเคยคิดว่า ผมนั่นเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ทำนองนี้เพียงพอแล้ว แต่พอผมที่กำลังโสดหมาด ๆ ได้มาเยือนประเทศไทยสักครั้ง หลังจากที่ผมใช้มุมมองเกี่ยวกับความรักแบบชาวตะวันตก ผมก็ค้นพบว่า การแต่งงาน ความรัก เรื่องอย่างว่า และการประคองความสัมพันธ์ มันผิดจากที่ผมคุ้นเคยมาทั้งหมด ราวกับว่า ผมต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้ง

การเดินทางมาประเทศไทย และได้พบปะสังสรรค์กับผู้หญิงชาวไทย กลายเป็นความน่าตกใจครั้งใหญ่สำหรับผม ในตอนนั้น ผมเพิ่งอายุ 50 ต้น ๆ อยู่เลยครับ มันควรจะมากพอ แต่ผมกลับเผชิญหน้าต่อสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้น อย่างลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของกุลสตรีไทยหลากหลายคน มันแทบไม่ได้มีอะไรเหมือนกับผู้หญิงชาวตะวันตกเลย แทบไม่ต้องแปลกใจที่ ทำไมผมถึงสามารถตกหลุมรักหญิงไทยได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว 22 ปีต่อมา ผมก็ยังรักผู้หญิงไทยอยู่ นั่นคือ ภรรยาคนที่ 5 ของผมครับ

ผมขอย้อนไปเล่าถึง ภรรยาคนที่ 4 ก่อนนะครับ เธอเองก็เป็นชาวไทยเช่นกัน ตอนนั้นผมยังต้องทำงานที่ประเทศอังกฤษ และภรรยาคนนี้ก็ยินดีจะออกจากกรุงเทพมหานคร เพื่ออาศัยอยู่กับผมที่แมนเชสเตอร์ หลังจากที่เราเลิกกัน ผมก็เชื่อว่า เธอก็คงยังอยู่ประเทศอังกฤษต่อไปแหละครับ นั่นคือความชอบของเธอ

นับตั้งแต่ ค.ศ. 2001 / พ.ศ. 2544 ผมได้พบกับผู้หญิงทั่วเอเชีย และได้ลองตกหลุมรักบางคนในนั้นมาบ้าง อย่างว่าแหละครับ ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม ต่างบุคคล แต่ยังไงพวกเธอเหล่านั้น ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดชาวเอเชียทั้งสิ้น

ผมเรียนจบปริญญาเอกคณะสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร

ผมยังถือว่า ตัวเองได้รับใบปริญญาแผ่นที่สอง สาขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างสัญชาตินะครับ แม้ว่าผมจะไม่ได้รับรางวัลอะไร จากมหาวิทยาลัยไหนเลยก็ตาม

ดังนั้น นี่คือบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้มา ท่ามกลางช่วงเวลาตลอด 22 ปีในไทย ที่ น่าตื่นตาตื่นใจ น่าจดจำ แต่บางครั้งก็สูบพลังงานบวกในจิตใจ จนอ่อนล้าไปบ้าง

คุณไม่มีวันรู้หรอกว่า คุณจะได้ตกหลุมรักใคร

ความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงที่สุดเลยนะครับ เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อะไรก็ตาม นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกมันว่า “ความรักทำให้คนตาบอด”

สภาวะเช่นนี้…. คุณจะมองเห็นแต่ ‘สิ่งที่คุณอยากจะเห็น’ จากนั้นก็ตกหลุมรักอีกฝ่าย เพราะภาพลักษณ์ลวงตาที่มันถูกใจคุณ ด้วยความที่มันไม่จริง ผมถึงได้บอกว่า สภาวะแบบนี้แหละที่เสี่ยงและอันตรายมาก

สภาวะเช่นนี้…. มักเกิดขึ้นบ่อยในความสัมพันธ์รักครับ แต่มันจะยิ่งพบเห็นได้ง่ายขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ถ้าความรักนั้นเกิดระหว่าง 2 สัญชาติที่แตกต่างกัน

ชาวตะวันตก (ทั้งชายและหญิง) ที่มาเยือนเมืองไทย ก็จะมองเห็น แต่การเหมารวมลักษณะของชนชาติ และเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงประเทศแห่งนี้

ส่วนชาวเอเชีย (ทั้งชายและหญิง) ไม่ได้แตกต่างกันนักหรอกครับ มุมมองของพวกเขาก็ถูกเติมข้อมูลผิด ๆ เกี่ยวกับชาวตะวันเยอะมากเหมือนกันครับ เช่น ชาวตะวันตกจะต้อง ร่ำรวยแน่เลย อย่างน้อยก็ต้องมีการศึกษาสูง ดูดีมีสไตล์ สุภาพอ่อนโยน น่ารัก และยินดีที่จะเลี้ยงดูภรรยาชาวเอเชีย กับครอบครัวของเธออย่างดีเยี่ยมไปตลอดชีวิต

คุณสมบัติทั้งหมดนั้น ก็อาจจะมีอยู่จริง แต่มันเป็นไปได้ยากครับ บางทีคุณผู้หญิงก็อาจจะต้องใช้เวลาหมดไปกับการฝันหวานว่า จะได้เจอกับผู้ชายชาวตะวันตกใน ‘อุดมคติ’ โดยที่คุณก็มีสิทธิ์ ที่จะไม่ได้เจอคนแบบนั้นเลยตลอดชีวิต

หรือ คุณอาจจะคิดว่า คุณได้เจอคน ๆ นั้นของคุณแล้ว เพื่อได้จะได้รู้สึกใจแตกสลายในภายหลัง เมื่อสุดท้าย ผู้ชายคนนั้นกลับไม่ได้เป็นดังที่คุณเคยรู้จักเขาใหม่ ๆ ซึ่งมันก็คล้าย ๆ กับฝั่งของชาวตะวันตกเช่นกัน ผู้ชายชาวตะวันตกที่มาประเทศไทย เริ่มจากการตกหลุมรักความเป็นไทย และภาพลักษณ์ภายนอกที่พวกเขามองเห็นเป็นสิ่งแรก จากนั้นถึงค่อยได้มีความรักให้ผู้หญิงไทย โดยที่เขาเองก็ถูกจินตนาการที่คิดเองเออเองหลอกเช่นกัน

เคล็ดลับ: อย่ารีบร้อนจับคู่เลยครับ ค่อย ๆ ใช้เวลาดูใจกันนาน ๆ หน่อย เพราะคุณไม่สามารถรู้ไส้รู้พุงใครได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หรอกนะครับ มันอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีก็ได้ คุณแค่ต้องเรียนรู้คู่ของคุณให้ลึกซึ้งยันลักษณะวัฒนธรรมของอีกฝ่าย

การแต่งงาน ก็อาจจะมาในรูปแบบของ สงครามเย็นภายในบ้านได้

คุณรู้จักคู่สมรสที่มีความสุขดีสักกี่คู่กันครับ?

ผมไม่ได้หมายถึง คู่สมรสข้าวใหม่ปลามัน ที่เพิ่งแต่งงานไม่นานหรอกนะครับ คู่ที่ผมถาม คือคู่ที่อยู่กินด้วยกันมาเกิน 15 ปีขึ้นไปต่างหาก ทีนี้ ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ความสัมพันธ์รักระยะยาวเช่นนี้ แถมยังต้องเป็นคู่สมรสต่างสัญชาติด้วย พวกคุณรู้จักคู่ไหนที่ปัจจุบันมีความสุขกันดีบ้างไหมครับ?

ผมเชื่อว่า น่าจะมีไม่เยอะหรอกนะครับ

ผมกับภรรยาชาวไทย อยู่กินด้วยกันมามากกว่า 15 ปีแล้วครับ แล้วผมจะบอกคุณว่า เรายังรักกันดีมากกว่าที่เคยรู้สึกด้วย พวกเรามีความสุขด้วยกันมากครับ แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ ในความสัมพันธ์ของเรา มีหลายครั้งที่เกิดสภาวะสงครามเย็นระหว่างกันด้วย เรามีช่วงเวลาที่หวิดจะหย่ากันหลายครั้งแล้ว แต่เราก็ไม่ได้หย่ากัน เราทั้งสองฝ่ายมีสิ่งที่ทำผิดต่อกัน หรือทำตัวไม่ดีใส่กันบ้าง ซึ่งสุดท้าย เราก็ยังไม่ยอมแพ้ที่จะมีกันและกันต่อไป แม้ว่าเราจะเคยก้าวข้าม ‘ข้อตกลงที่ห้ามทำ’ ไปแล้วด้วยซ้ำ

โน้ต: ทุกคู่รัก จำเป็นต้องมี ‘กฎต้องห้าม’ ของคู่ใครคู่มันครับ มันคือสิ่งที่ต้องตกลงกัน ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความแตกหัก หรือ หย่าร้างกันก็เป็นได้

เคล็ดลับ: พวกคุณสองฝ่ายต้องมีความอดทนครับ รู้จักการให้อภัย รู้จักการสงบจิตใจ และพยายามไม่สะสมความโกรธเคืองต่อกัน สิ่งที่ผมพูดไปนี้ ไม่ใช่จะทำได้วันเดียวแล้วจบนะครับ คุณต้องท่องจำเคล็ดลับข้อนี้ แล้วทำวนเวียนเช่นนี้ในทุก ๆ วัน อีกอย่างหนึ่งคือ โปรดอย่ายึดติดกับกฎต้องห้ามมากเกินไป แม้มันจะสำคัญที่เราต้องรู้เส้นขีดจำกัดของอีกคนให้ชัดเจน แต่ถ้ามีครั้งไหนที่บังเอิญทำลายกฎไปแล้ว ผมก็หวังอยากให้พวกคุณลองให้อภัยอีกฝ่าย อย่างน้อยสัก 1 ครั้ง ก็ยังดีครับ

การแปลภาษาที่ตกหล่นข้อมูลบางส่วนไป

ผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการแต่งงานหลายคน อาจจะบอกคุณว่า การสื่อสารที่ดี เป็นหัวใจหลักของคู่แต่งงานที่แข็งแรง แต่ถ้ากรณีที่เรากำลังพูดถึงคือ คนหนึ่งพูดภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้บ้าง ในขณะที่อีกคนพูดได้ภาษาเดียวคือ ภาษาอังกฤษเท่านั้น เราจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี

ต่อให้ทั้งสองฝ่ายมีภาษาตรงกลาง การสนทนาระหว่างกันก็ยังเป็นไปได้ยาก แถมยังเสี่ยงต่อการตีความที่ผิดพลาดด้วย

คู่สมรสต่างสัญชาติส่วนใหญ่ มีการสื่อสารที่อ่อนมากครับ คำหรือวลีบางอย่างอาจสื่อความที่ต้องการไม่ครบถ้วน ส่งผลให้ตีความผิด จากนั้นก็จะเข้าใจผิด ออกเสียงผิดชีวิตเปลี่ยน ฟังมาผิดก็จำผิด สุดท้ายก็จะทะเลาะกันวนไปครับ ดังนั้น ภาษาก็สามารถทำให้เกิดความรักหรือความแตกแยกต่อกันได้เสมอ

จริงอยู่ที่การกระทำ สำคัญกว่า คำพูด แต่ผมว่า มันก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ คำพูดเองก็มีผลกระทบเยอะมาก สุดท้ายคำพูดก็ยังจำเป็นอยู่ดีครับ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่คุณอยากจะบอกเขา แต่เขาไม่เข้าใจที่เราพูดเลยสักคำ

เคล็ดลับ: การแต่งงานต่างสัญชาติกัน จะไปกันรอดได้ ต้องต่อเมื่อ เราช่วยกันสร้างภาษาที่รู้เรื่องระหว่างคู่สามีภรรยาเองครับ แต่วิธีที่จะทำให้สร้างมันสำเร็จนั้น คุณจะต้องรับฟังเรื่องของกันและกันในระดับที่สนิทกัน   มาก ๆ แล้วเท่านั้นครับ เวลาที่ฟังอะไรดูทะแม่ง ๆ ให้คุณหยุดการกระโดดไปด่วนสรุปมั่ว ๆ ตามใจชอบ โดยที่ใจความจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายตั้งใจจะสื่อ คุณจะต้องใช้การซักถามกลับ เพื่อยืนยันความเข้าใจให้ตรงกันก่อนเสมอ มันต้องใช้ความอดทนต่อกัน เป็นบางสิ่งที่สามารถพัฒนากลายเป็น ภาษาที่สาม คือภาษาที่มีเพียงคู่คุณเท่านั้นที่คุยกันรู้เรื่อง ถ้าใครอื่นมาได้ยิน ก็คงจะไม่เข้าใจภาษานี้เท่าคู่ของคุณอีกแล้ว ภาษาที่ผมเรียกคือ ‘ภาษาแห่งรักและความเข้าใจ’ ซึ่งเกิดขึ้นกับคู่รักที่พยายามผสมผสานความต่างทางสัญชาติและวัฒนธรรมอย่างลงตัว

แค่ความรัก มันไม่พอ

อย่างที่บอกไปครับ การใช้ความรักอย่างเดียวมาประคองความสัมพันธ์ มันไม่เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตแต่งงานประสบความสำเร็จได้หรอกนะครับ หลายต่อหลายคนสามารถตกหลุมรัก และ เลิกรักได้อย่างง่ายดาย เหมือนผ่านกาลเวลาไปสักพัก บางคู่ก็อาจจะไม่อยากแต่งงาน ขอแค่ได้ใช้เวลาร่วมกันแบบนี้ก็พอ ยังมีรูปแบบความรักที่แตกต่างกันมากกว่าที่เห็น ระหว่าง การได้หลงรัก กับ การได้ตกหลุมรัก มันก็แตกต่างกัน อย่างที่ผมพูดไปข้างต้น ปัญหาจริง ๆ ของการตกหลุมรักคือ มันแค่ความรู้สึกผิวเผิน บางทีอาจชอบเฉพาะภาพลักษณ์ที่ตัวเองเห็น ซึ่งยังไม่ใช่ตัวตนจริงเลยด้วยซ้ำ และถ้าสิ่งนี้ยังไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณ มันก็ยังมีอีกวลีหนึ่งที่แทนกันได้ครับ

[ความรักเปลี่ยน เมื่อคนเราเปลี่ยนแปลงตัวเอง]

การแต่งงานของคู่รักวัยช่วง 20 กว่า ๆ กำลังอยู่ในช่วงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แก่ตัวขึ้น ดังนั้น มุมมองความรักของพวกเขายังไม่นิ่ง มีสิทธิ์จะเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

ดังนั้น อะไรคือสิ่งที่ต้องมาควบคู่กับความรัก?

อย่างแรก ทุกความสัมพันธ์จำเป็นต้องมีสิ่งที่สามารถทำได้ตามความเป็นจริง

สมมุติว่า ถ้าผมต้องอาศัยอยู่ลอนดอน ในขณะที่ภรรยาของผมอยากอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร ความสัมพันธ์ระยะไกลของเราจะยืดยาวได้ถึงไหนกัน หากผมสามารถเดินทางไปเจอเธอที่ประเทศไทยได้จำกัด บางก็อาจจะทำได้จริงสัก 6 สัปดาห์ต่อ 1 ปี ปัญหาคือ ผมจะทำแบบนั้นต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

แล้วถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีฐานะร่ำรวยมากกว่าอีกฝั่ง คุณว่า เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ นี้ จะช่วยให้อยากแต่งงานมากขึ้น หรือ จะยิ่งยับยั้งการแต่งงานไม่ให้เกิดขึ้นแทน ก็จริงนะครับที่ เงินสามารถช่วยให้สถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายรอดจากปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้ แต่เงินอย่างเดียว ก็ไม่เพียงพอที่จะสานสัมพันธ์ไปต่ออย่างสวยงามหรอกครับ ที่จริงแล้ว เงินก็อาจจะเป็นตัวสร้างปัญหาได้เหมือนกัน เช่น ถ้ามีคนใดคนหนึ่ง เป็นฝ่ายเดียวที่ถือเงินเก็บของทั้งบ้านล่ะ ถ้าฝ่ายที่ทำงานหาเงินมา ต้องคอยขอเงินจากอีกฝั่งเพื่อใช้ส่วนตัว คงรู้สึกเหมือนตัวเป็นทาสหรือคนใช้น่าดู ทั้งที่หาเงินมาเอง ทำไมถึงต้องขอเงินติดกระเป๋าเป็นเรื่องเป็นราวเช่นนี้ทุกทีเลย

อย่างที่สอง บางทีเราก็ต้องการ ‘กาวพิเศษ’ มาเชื่อมความสัมพันธ์ของคู่ใครคู่มัน ที่แปะตรงกลางระหว่างกัน อย่างคู่ผม ทั้งภรรยาไทยคนแรก และภรรยาไทยคนปัจจุบัน พวกเธอมีกาวชนิดเดียวกันที่ผมใช้คือ ‘ศาสนาพุทธ’

จากที่ผมไม่เคยนับถือศาสนาอะไรเลย เมื่อคบกับพวกเธอ ผมจึงกลายเป็นชาวพุทธไปด้วย และนั่นคือกาวสำคัญครับ ผมอินถึงขั้นลองบวชเป็นพระสงฆ์ที่เชียงใหม่ ในปี ค.ศ. 2004 / พ.ศ. 2547 ถึงผมไม่เคยเรียนภาษาไทยมาก่อน จนถึงปัจจุบันเลย แต่ผมก็พอเข้าใจภาษาของบทสวดบางบทของศาสนาพุทธครับ ผมกับภรรยาคนปัจจุบันก็ไปเยี่ยมชมวัดวาอารมด้วยกันบ่อยมาก เรามีห้องพระเป็นจริงเป็นจังในบ้านตัวเองด้วย ผมว่าการที่เราแบ่งปันความรักต่อศาสนาพุทธนี้แหละ คือ กาว ที่คู่ของผมใช้

ความต้องการทางเพศของคนละสัญชาติ ก็เป็นกาวที่แข็งแกร่งมากเช่นกัน แต่มันก็เป็นดาบสองคม ผมจึงอยากแนะนำให้ทุกฝ่ายตกลงกันดีดี ว่าความต้องการของอีกฝ่ายมีให้แค่ไหน และคุณอยากทำสิ่งนี้กับคู่ของคุณ เพราะรักเขา หรือ แค่ต้องการลิ้มลองรสชาติของสัญชาติอื่นกันแน่

เคล็ดลับ: โปรดอย่าคาดหวังว่า ความรักจะชนะทุกอย่าง มันไม่ได้ทำงานแบบนั้นหรอกนะครับ อยู่กับรายละเอียดความเป็นจริงกันดีกว่า คุณต้องชอบอีกฝ่ายทุกด้านทั้งมืดและสว่างก่อน ถึงจะพร้อมตกลงใช้ชีวิตด้วยกันตลอดไปได้

ความตกใจที่เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากตน

อาการอึ้งกับวัฒนธรรมใหม่ ๆ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เมื่อแนวคิดเก่า ๆ ที่คุณมี กับ ‘ความเป็นจริง’ ที่กำลังเกิดขึ้นมันสวนทางกัน นั่นคือสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงมันไม่ได้หรอกครับ ไม่ว่าคุณจะเคยคิดว่า อีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร จะเป็นชาวไทย ชาวอเมริกัน ชาวอังกฤษ ชาวจีน หรือสัญชาติใดก็ตาม มันก็ไม่เพียงพอจะช่วยปกป้องคุณจากความตกใจดังกล่าวหรอก ทุกการแต่งงานระหว่างคนต่างสัญชาติ ก็แบบนี้แหละครับ ต้องก้าวข้ามจุดที่อึ้งเหล่านั้นให้หมด แล้วมันก็จะมีอะไรให้ตกใจอีกเยอะ

เคล็ดลับ: เปิดใจตัวเองให้กว้าง ๆ แบบพร้อมอ้าแขนรับความแตกต่าง และหยุดการเหมารวมมนุษย์ ว่าสามารถจัดลักษณะอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจนได้ เพราะมันแบบนั้นทำไม่ได้หรอกนะครับ

มันคุ้มค่าไหม ที่จะต้องพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนั้น?

การแต่งงานระหว่างสองคนที่ต่างสัญชาติกัน อาจจะไม่เหมาะกับคุณนะครับ ถ้าคุณรู้สึกว่า ต้องพยายามเปิดใจรับความแตกต่างบางอย่างอยู่ทุกวัน จนบางทีคุณถึงจุดที่ทบทวนตัวเองว่า มันฝืนไปไหม มันคุ้มรึเปล่า

ถ้าเรานับจากประสบการณ์ของตัวผมเอง ผมเคยคบคนชาวเอเชียเกิน 20 ปีแล้วล่ะ ผมถึงตอบได้ว่า มันคุ้มสำหรับผมครับ แต่กว่าผมจะถึงจุดที่ผมสบายใจได้ มันก็เกิดจากการปรับตัวของผมเองตลอดหลายปี ผมต้องเปลี่ยนตามความเป็นเอเชีย ในขณะที่ บางอย่างในตัวภรรยาชาวไทยของผมเองก็ต้องปรับมาเข้าใจวิธีคิดชาวตะวันตกของผมด้วย เรียกได้ว่า เราปรับตัวกันทั้งคู่ ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณตัดสินใจที่จะเริ่มต้นการผจญภัยสุดโรแมนติกนี้ คุณก็จะต้องเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

แต่มันยังมีอีกปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ โลกของเราเป็นสถานที่ที่ต้องการความเข้าใจ การรับฟัง และความเสมอภาคให้มากกว่านี้ครับ เพราะการปฏิสัมพันธ์กันข้ามสัญชาติ และข้ามวัฒนธรรม เชื่อมผ่านการแต่งงานหรือความเป็นเพื่อน จำเป็นต้องใช้สามสิ่งข้างต้นมาเป็นสะพาน เราไม่สามารถอาศัยอยู่ในวัฒนธรรมตัวเองอย่างเดียวได้ ไม่งั้นคุณก็จะเป็นปะปนอยู่กับลัทธิโดดเดี่ยว ชาตินิยม ความไม่รู้ ความกลัว การเหยียดเชื้อชาติ และการไม่มีความอดทนต่อความแตกต่างของคนอื่น

พวกเรามีกันตั้ง 8 พันล้านคน บนดาวเคราะห์ดวงเล็กดวงนี้ ที่ถูกทำให้เล็กลงมาก ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งศตวรรษที่ 21 ดังนั้น การแยกตัวออกจากกันไม่ใช่ทางเลือกที่ดี และไม่ควรแบ่งฝั่งฝ่ายเช่นนั้น ไม่มีวัฒนธรรมใด ควรครอบงำคนอื่น และไม่มีใครควรจินตนาการว่า ตัวเองเหนือกว่าชนชาติไหน ไม่มีภาษาใด ควรครอบงำภาษาอื่น รวมไปถึง ไม่มีเผ่าพันธุ์ใด ควรครอบครองใครทั้งสิ้น

เรื่องสุดท้ายที่จะพูดคือ หลังจากคำนึงถึง อุปสรรคและโอกาส ที่ได้เรียนรู้เองแล้ว การแต่งงานระหว่างวัฒนธรรม ถือเป็นคำกล่าวเชิงบวกในความคิดเห็นของผม สำหรับโลกแห่งการไม่แบ่งแยก และ การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ครับ เพราะผมใช้สถานการณ์ชีวิตประจำวัน มาฝึกฝนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของตัวเอง ให้สามารถเปิดรับคนอื่นมากขึ้น

- Advertisement -

More articles

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

- Advertisement -

Latest article