ผู้เขียน : “ปราการศิลา”
สูญเสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าสูญเสียตัวตนของคุณไป
“The State of Losing Their Own Identity หรือ สถานะสูญเสียตัวตน” ถ้าทุกคนอ่าน วลีนี้ แวบแรก ก็อาจจะเข้าใจได้ทันทีเลยว่า มันเกี่ยวกับบุคคลที่ใช้ชีวิตไม่เป็นตัวเอง ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้แสดงออกสิ่งที่อยากจะสื่อสาร แล้วก็พลาดโอกาสที่จะได้แสดงความคิดเห็น จบท้ายด้วยการยอมปล่อยให้ตัวเองโดนคนอื่นที่ตัวตนชัดเจนกว่า มาควบคุมตัวเขา ตั้งแต่ระดับชั้นการกระทำ ไปจนถึงควบคุมชั้นความคิดในจิตใจ
ผมให้ความหมายของวลี [สถานะสูญเสียตัวตน] นี้ว่า เป็นภาวะอารมณ์เชิงลบประเภทหนึ่งครับ สถานะนี้ เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนคุณตกลงไปในหลุมดำแห่งการลงโทษตัวเอง ไม่ว่าจากสายตาคนนอกสถานการณ์นั้น ปัญหาจะดูทั่วไปและน่าจะแก้ไขได้ง่ายดายแค่ไหน แต่ในมุมมองของคุณนั้น คุณจะเห็นเพียงแค่ความผิดพลาดที่ตัวเองก่อเอาไว้ สะสมกลายเป็นความรู้สึกผิดฝังลึกอยู่ในจิตใจ จนบางครั้งก็อาจจะลามไปถึงขั้นการยอมรับ แม้กระทั่งความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ก็ยึดโยงเข้าหาตัวเอง กลายเป็นว่า คุณดันไปรับผิดแทนเสียอย่างนั้น
ถ้าพูดถึงคีย์เวิร์ด [สูญเสีย] ผสมกับ [ตัวตน] นั่นหมายถึงว่า คุณต้อง ‘เคยมี’ ตัวตนที่คุณภาคภูมิใจสักรูปแบบหนึ่ง ก่อนที่คุณจะ ‘เสียมันไป’ ด้วยสาเหตุบางประการที่หลากหลาย แล้วแต่ว่าคุณจะพบเจออะไรมา ทว่า ไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์จุดเปลี่ยนที่เลวร้ายจากอะไรก็ตาม คุณก็จะมีลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปในทิศทางคล้าย ๆ กันบางอย่างครับ
ลักษณะที่ผมใช้วัดผล สถานะจิตใจประเภทนี้ มีทั้งหมด 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ครับ:
1. การสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง – คนเราทุกคนล้วนมีสิ่งที่ถนัดและสิ่งที่ทำได้ไม่ดีนัก เป็นเรื่องปกติสามัญสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้าน แต่คุณที่ตกอยู่ในช่วงกำลังสูญเสียตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง มันก็ทำให้คุณหลงลืมข้อดีที่ตัวเองมีไปจนหมดสิ้น จนคุณไม่สามารถหาคุณค่าในตัวเองเจอได้ เหมือนคุณเอาแต่พูดกับตัวเองว่า….
“ฉันไม่มีศักยภาพหรอก การที่พวกเขายังอุตส่าห์ดูแลฉันแบบนี้ มันก็ดีแค่ไหนแล้ว”
2. การขาดความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง – ไม่ใช่ว่า คุณไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองหรอกนะครับ คุณก็มีมุมมองส่วนตัวในการตัดสินสิ่งรอบข้างตามปกติเลยด้วยซ้ำ แต่คุณจะกลัวการเอื้อนเอ่ยมันออกมาในที่สาธารณะ โดยเฉพาะกับ ‘บุคคลพิเศษที่คุณยกให้อีกฝ่ายอยู่เหนือกว่าคุณ’ ซึ่งคน ๆ นั้น มักจะเป็นคนสุดท้ายที่ตัดสินใจแทนคุณเสมอ หากเขาบอกว่า….
“ไม่มีทาง! / อย่าทำเชียวนะ! / หยุดคิดซะ!” คุณก็จะกลืนความคิดตัวเองลงคอ แล้วพยักหน้ารับทันที
3. การช่างตามใจคนรอบข้าง – ฟังดูเป็นนิสัยที่น่ารักดีนะครับ ผมเองก็ชอบคนแบบนั้น เพราะพวกเขาคงใส่ใจความรู้สึกคนอื่น จนยินดีจะยึดความชอบของคนอื่นเหนือความต้องการของตัวเอง แต่ถ้าคุณกำลังสูญเสียตัวตนอยู่ล่ะก็ ข้อนี้จะเป็นการกระทำที่สุดโต่งเกินไปครับ เพราะคุณจะยอมโอนอ่อนตามสิ่งที่คนอื่นจะทำ แม้ว่าภายในจิตใจของคุณนั้น จะโต้แย้งและฝืนใจมากก็ตามที ทำนองว่า….
“ฉันว่า วิธีฉันน่าจะดีและเหมาะสมมากกว่านะ…. ก็ได้ ตามใจเธอ เราเอาอย่างที่เธอเลือกก็ได้”
4. ความกลัวการทะเลาะเบาะแว้ง – หากคุณรักความสันติ นั่นก็เป็นข้อดีที่โลกเราต้องการประชากรมนุษย์เช่นนี้ เพื่อความสงบสุข แต่ภาวะจิตใจที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้น คือ กรณีที่คุณมีเหตุผลรองรับอย่างดีเยี่ยม บางทีก็รัดกุม แลดูจะเป็นฝ่ายถูกด้วยซ้ำ แต่สุดท้าย คุณก็จะกลัวขัดใจคู่สนทนา เพราะมีประสบการณ์ว่า อีกฝ่ายจะเล่นใหญ่กว่า ทำขึ้นเสียงดัง และดุด่าใส่คุณ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้น จะทำให้คุณต้องสะดุ้งอย่างช่วยไม่ได้ ทำนองว่า….
“ที่นายพูดมันผิดนะ! ฉันอธิบายเหตุผลได้…. โอเค ฉันขอโทษ อย่าโกรธฉันได้ไหม?”
5. ความกลัวการสูญเสียในความสัมพันธ์ที่มีอยู่ – คุณคงไม่กลัวการทะเลาะกับอีกคนหรอกครับ ถ้าไม่ใช่เพราะว่า คุณกำลังใส่ใจความสัมพันธ์ที่คุณมีกับคน ๆ นั้น ความต้องการรักษาอีกฝ่ายไว้ข้างกาย มันสำคัญเหนือการอยากเอาชนะ หรือ ความพยายามที่จะหาเหตุผลมาสู้ คุณถึงยอมแพ้อย่างง่ายดายต่อทุกการโต้เถียง เนื่องจากคุณอาจจะกำลังคิดว่า….
“ความสัมพันธ์ตอนนี้มันก็แย่อยู่แล้ว ได้โปรดอย่าให้แย่ลงกว่านี้อีกเลยได้ไหม?”
อย่างที่บอกครับ ก่อนจะมีการสูญเสีย คุณก็ต้องมีนิสัยและวิธีการแสดงออก อันเป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคล ที่คุณเองก็ชื่นชอบอยู่ตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่แข็งแกร่งอย่างลักษณะนิสัยเช่นนั้น กลับถูกกระชากออกจากตัว จนกลายเป็นคนที่เสียการควบคุมตัวเองได้อย่างไรกัน?
นั่นแหละคือ ปัญหาที่ตัวบุคคลมักไม่รู้ตัวว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กับจิตใจตัวเองตั้งแต่ตอนไหน รู้สึกตัวอีกที ก็ไม่มีความสุข แถมยังจมกับความรู้สึกผิด กลายเป็นฝ่ายรับแรงกระแทก สมยอมจำนนต่ออีกฝ่ายที่เป็นผู้จู่โจมจิตใจคุณ
ด้วยลักษณะความสัมพันธ์แบบ [ฉันคือฝ่ายที่ผิดเสมอ ทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรถูกใจพวกเขาเลยสักอย่าง]
ในจังหวะที่กำลังสนทนากันนั้น ฝั่งที่จู่โจมความรู้สึกผู้อื่น จะหาความชอบธรรมให้ตัวเอง แม้มันอาจจะดูฝืนธรรมชาติ และไร้เหตุผลแค่ไหนก็ตาม พวกเขาก็จะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะเป็นฝ่ายควบคุม ในขณะที่ ตัวผู้รับแรงกระแทก กลับรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่จากมุมมองของคนนอก มันไม่สมเหตุสมผล ที่คนอย่างคุณจะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งหมด
ใช่ครับ ‘คนใน’ มักมีระยะการมองเห็นสถานการณ์แคบมาก หากคุณเป็นเจ้าของเรื่อง คุณก็จะรู้สึกถึงแรงกระแทกเต็มกำลัง จนไม่สามารถถอยหนี คุณได้แต่รับมือกับการโจมตีของฝั่งตรงข้าม ราวกับสนามรบนี้ มีแค่คุณกับอีกคนที่จะต้องสู้กัน ในทางกลับกัน สายตาของคนอื่นที่ไม่ได้สัมผัสเรื่องเดียวกับคุณ พวกเขาจะคิดวิเคราะห์ด้วยใจเป็นกลาง คล้าย ๆ กับมุมมองพระเจ้าที่จ้องคุณจากบนฟ้า บางที สิทธิ์นั้นก็อาจจะขาดความเข้าใจในตัวคุณว่า ทำไมเรื่องง่ายดายแค่นั้น ถึงเข้าใจผิดว่า ตัวเองเป็นผู้แบกรับชะตากรรมอยู่ฝ่ายเดียวไปได้ ทั้งที่ก็เห็น ๆ อยู่ว่า อีกฝั่งเป็นฝ่ายผิด คุณจะไปรับผิดแทนทำไมกัน
ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสถานการณ์สมมุตินะครับ เพื่อที่คุณผู้อ่านจะได้จำลองตัวเองเป็นมุมมองพระเจ้า พฤติกรรมบางอย่างอาจจะขัดใจคุณบ้าง แต่โปรดอย่าลืมว่า ตัวละครในเรื่องนี้ เป็นบุคคลภายใน พวกเขาจะมีมุมมองที่คับแคบ และมองเห็นแต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งถือว่าใกล้ตัวพวกเขาที่สุดนั่นเองครับ
โจทย์ของตัวอย่างนี้ จะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก:
นาย A – เป็นผู้ชายที่มั่นใจในตัวเอง คารมดี พูดจาสนุก ดูแลเพื่อนพ้องได้ดี เป็นจุดสนใจของคนรอบข้าง และเป็นที่รัก
นางสาว B – เป็นผู้หญิงที่ก็มั่นใจในตัวเอง ตัดสินใจอะไรตามหลักเหตุผล มองโลกตามความเป็นจริง ร่าเริงแจ่มใส ตรงไปตรงมา
วันหนึ่ง พวกเขาสองคนชอบกัน ในช่วงเวลาของการออกเดต ต่างฝ่ายต่างพยายามแสดงด้านดีที่สุดของตัวเอง เพื่อเอาใจอีกฝ่าย จนกระทั่งวันหนึ่งที่พวกเขาได้คบกัน วันเวลาผ่านไป ความคุ้นชินถึงการมีอยู่ของคนรักตัวเองจะเริ่มเข้ามาแทนที่ นิสัยที่แท้จริงก็ถูกเปิดเผยออกมา ด้วยความเชื่อที่ว่า แฟนกัน ก็ต้องรับทุกด้านของกันและกันได้สิ ความเกรงใจ หรือ การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน จึงเริ่มมีไม่เท่ากัน
นาย A มักทำตัวดีกับคนนอกครอบครัว ทำให้ใครต่อใครก็ชื่นชอบในตัวเขา ทว่าพฤติกรรมของนาย A ที่กระทำต่อคนรักนั้น กลับเริ่มเป็นฝ่ายควบคุม ความเห็นของเขาคือ ความเห็นสุดท้าย การตัดสินใจที่ควรจะคิดร่วมกัน กลายเป็นการรับฟังและการปฏิบัติตามอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น เขาเชื่อว่า เขาจะดูแลแฟนสาวของตัวเองได้ หากเธอยอมเชื่อฟังเขาทุกย่างก้าว แม้ว่า ตอนที่เขาเป็นฝ่ายที่คิดผิด ทำให้ผลลัพธ์เกิดข้อผิดพลาด ชายหนุ่มคนนี้ ก็ยังเชื่อมั่นในตัวเองว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าเขาไม่ใช่คนผิด งั้นก็เหลือแค่อีกคนที่ต้องรับผิดชอบ นั่นคือนางสาว B
นางสาว B ที่หลงรักเสน่ห์ของนาย A ตอนคบกันใหม่ ๆ พอเธอชินกับการมีอีกฝ่ายอยู่ข้างกาย จนติดใจสัมผัสของการมีความรัก หญิงสาวไม่อยากจะแยกจากคนรัก เธออยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ขึ้นชื่อว่า ‘ความรัก’ ให้ยืดยาวที่สุด เมื่อก่อนเธอสามารถเถียงฝ่ายชายได้อย่างสูสี แม้ว่าเธอจะชนะการโต้เถียงครั้งนั้นได้ด้วยเหตุผลที่หนักแน่น พอแฟนหนุ่มโกรธจัด จนไม่คุยกับเธออีก กลายเป็นฝ่ายหญิงสาวที่กระวนกระวายใจ แล้วเริ่มง้อผู้ชายของเธออย่างสุดความสามารถ แรก ๆ เธอยอมอ่อนข้อให้เขาด้วยความรักที่บริสุทธิ์ แต่หลัง ๆ มาที่เกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำ ๆ การกระทำที่ต้องเป็นฝ่ายยอมก่อน เพื่อไม่ให้ฝ่ายชายอารมณ์เสีย ก็กลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ แทรกซึมเข้าไปในชุดความคิด โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวว่า ความกล้าหาญ และ ความตรงไปตรงมา เริ่มจางหายไปตั้งแต่ตอนไหน
เมื่อใดก็ตามที่ นาย A เริ่มเสียงดัง และแสดงอาการฉุนเฉียว นางสาว B จะรีบประนีประนอม และยอมแพ้ก่อนทันที
เมื่อใดก็ตามที่ นาย A ตัดสินใจให้ทั้งตัวเองและแฟนสาวของเขา ทำตามสิ่งที่เขากำหนดเส้นทางให้เสร็จสรรพ โดยไม่ถามความคิดเห็นของคู่ นางสาว B ก็จะต้องปฏิบัติตามอย่างเชื่อฟังเสมอ
เมื่อใดก็ตามที่ นาย A จะด่า หรือ ชี้ข้อบกพร่องในตัวแฟนสาวของเขาออกมา ทั้งต่อหน้าคนนอก ให้เธอเกิดความอับอาย และต่อหน้าพวกเขากันเองภายในบ้าน เพื่อสั่งให้หญิงสาวปรับเปลี่ยนตามที่ใจเขาต้องการ นางสาว B ก็จะเผลอเอาใจลงไปพยายามแสดงพฤติกรรม ที่ผิดวิสัยตัวเอง เพื่อหวังจะทำให้คนรักพึงพอใจมากขึ้น
มาถึงจุดนี้แล้ว ผมขอทวนคุณสมบัติของนิสัยข้างต้นระหว่าง ตัวละคร A และ B อีกสักครั้งนะครับ
นาย A – มั่นใจในตัวเอง (/) พูดจาสนุก (/) คนรอบข้างรัก (/) เป็นศูนย์กลางของผู้คน (/) ดูแลเพื่อนฝูงดีมาก (/)
นางสาว B – มั่นใจในตัวเอง (???) ตัดสินใจตามหลักเหตุผล (???) มองโลกตามความเป็นจริง (???) ร่าเริงแจ่มใส (???) ตรงไปตรงมา (???)
เห็นความผิดปกติรึยังครับ? ความสับสนกำลังก่อตัวขึ้นครับ งั้นผมขอเล่าเรื่องต่อนะครับ….
เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป จากหน่วยที่เรียกว่า ‘เดือน’ สู่การเรียกคำนี้ว่า ‘ปี’ ความสัมพันธ์ของคนสองคนแน่นแฟ้นขึ้น ภาพที่เพื่อนฝูงรอบข้างมองเข้าไปคือ ฝ่ายชายเป็นคนดี อยู่ด้วยแล้วสนุก ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนเงียบขรึม สนทนากับผู้คนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ถ้าวันไหน นางสาว B อยากจะสู้ เพื่อตัวเอง แล้วไปปรึกษาเพื่อนฝูง พวกเขากลับตอบว่า “เธองี่เง่าไปเองรึเปล่า พวกเราว่า นาย A ไม่ใช่คนไร้เหตุผลแบบนั้นหรอกนะ พวกเรารู้จักเขาดี เธอก็อย่าไปจริงจังกับชีวิตมากนักเลย เดี๋ยวจะทะเลาะกันเปล่า ๆ นะ”
ใช่ครับ เพื่อนฝูงของทั้งฝั่ง A และ B อยู่ทีมผู้ชายไปซะแล้ว คำตอบอาจจะยิ่งตอกย้ำให้นางสาว B เผลอสรุปความกับตัวเองแบบผิดพลาดไปว่า….
“อา….เข้าใจแล้ว ฉันคงเป็นฝ่ายผิดจริง ๆ นั่นแหละ เพราะไม่ใช่แค่แฟนที่โทษฉัน คนอื่นก็เห็นตรงกันว่า ฉันผิดอีกแล้ว”
หากจะบอกว่า เพื่อน ๆ เป็นคนไม่ดี ก็ไม่เชิงครับ เพราะพวกเขาก็ตัดสินจากภาพที่เห็น และพวกเขาก็ดันเห็นแต่ด้านที่ดีของนาย A ตอนกำลังเข้าสังคม ซึ่งถูกจริตกับพวกเขามากกว่า ทำให้พวกเขาสนิทกับนาย A มากกว่านางสาว B และนั่นจึงส่งผลให้ มีความลำเอียงเลือกฝั่งที่ตัวเองคุ้นเคยที่สุดเป็นหลัก ด้วยความไม่รู้ว่า เวลาที่คู่รักอยู่ด้วยกันเพียง 2 คน แท้จริงแล้ว เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง เพราะความไม่รู้เหล่านั้น พวกเขาจึงวิจารณ์สิ่งต่าง ๆ ออกมา โดยความคิดเห็นของพวกเขา มักจะเสี่ยงต่อการตีความที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงอยู่บ่อย ๆ
ทว่า คำวิจารณ์นั้นก็สัมฤทธิ์ผลไปเสียแล้ว เพราะนางสาว B เริ่มโทษตัวเอง
เธอเชื่อสนิทใจว่า ตัวเธอจะต้องเป็นฝ่ายผิดตลอดไป เหตุผลก็เพราะคนในด้วยกันอย่าง นาย A มีน้ำหนักและอำนาจเหนือกว่าเธอ เมื่อนำเรื่องพวกนี้ไปปรึกษาคนนอก เสียงส่วนใหญ่กลับเข้าข้างนาย A แทบทุกครั้ง คำตัดสินจากหลายฝ่ายไปในทิศทางเดียวกัน ความสงสัยในตัวเองจึงเกิดขึ้นในจิตใจของนางสาว B อย่างช่วยไม่ได้
ด้วยความที่นางสาว B ไม่อยากถูกตราหน้าว่า เป็นคนที่งี่เง่าและเอาแต่ใจตัวเอง เธอจึงยุติความพยายามที่จะแสดงความคิดเห็น ที่อาจขัดใจนาย A ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หญิงสาว….สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ เพราะเธอคิดว่า “สิ่งที่ฉันคิด ยังไงมันก็ผิดอยู่แล้ว อย่าไปคิดเลยดีกว่า”
หญิงสาว….สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง เพราะเธอคิดว่า “ฉันอาจจะไม่ได้มีอะไรดีเหมือนที่ฉันเคยประเมินตัวเองก็ได้ คนส่วนใหญ่ รวมถึงแฟนของฉัน ถึงพูดตรงกันว่า ฉันยังดีไม่พอ”
หญิงสาว….สูญเสียที่พึ่งทางใจ เพราะเธอคิดว่า “ฉันจะทำให้ที่รักของฉันโมโหไม่ได้นะ ไม่งั้นเขาเลิกกับฉันแน่ แล้วฉันจะอยู่ยังไง”
ความรักในตัวอย่างที่ผมเล่า เป็นเพียงเรื่องสมมุต ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คุณจะสังเกตเห็นว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ บางทีความรุนแรงทางวาจาก็อาจจะไม่ได้ใช้คำหยาบคายอะไรด้วยซ้ำ เช่น การโต้เถียงกันด้วยชุดคำพูดสุภาพ ก็มีบนโลกด้วยจริงไหมครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับนางสาว B คืออะไรกันแน่
ผมเรียกมันว่า [การสะกดจิต] อย่างหนึ่งครับ
นาย A กับเพื่อนฝูง อาจจะไม่ได้ตั้งใจจะสะกดจิตใจใคร พวกเขาอาจจะไม่ได้มีทักษะเกมโชว์พันธุ์นั้น แต่การกระทำที่เป็นไปตามธรรมชาตินี่แหละ จะฝังแน่นพฤติกรรมคุ้นชินเข้าไปในตัวคน ๆ หนึ่ง โดยที่เจ้าตัวไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ทำนองว่า…. รู้สึกตัวอีกที นางสาว B ก็ชินกับนิสัยใหม่นี้ไปซะแล้ว
สาเหตุหลัก ๆ ที่จิตใจเข้มแข็งเปลี่ยนแปลงไป จนถึงขั้นกดตัวเองต่ำลง มีประมาณ 3 ข้อครับ:
1) จำนวนครั้งที่นางสาว B ต้องเป็นฝ่ายง้ออีกคน จะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว = มันกลายเป็นหน้าที่ของเธอ ที่จะต้องเป็นฝ่ายยอมตลอดไป ความตั้งใจที่จะโต้เถียงด้วยเหตุผลก็จะลดลง จนหลงลืมขั้นตอนการมองอะไรตามความเป็นจริงในที่สุด รู้สึกตัวอีกที นางสาว B ก็กลายเป็นฝ่ายผิดทุกครั้งไปแล้ว
2) คนภายนอก มักเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่ฉายแสงโดดเด่นมากกว่า = ครับ คนเราก็ชอบตัดสินจากสิ่งที่เห็น แล้วนำข้อมูลเปลือกนอกไปต่อยอดในหัวตัวเอง เทียบกับอีกคนที่เงียบขรึมมาตลอด จู่ ๆ ก็โวยวายขึ้นมา คนเงียบจึงดูงี่เง่า และชอบใช้อารมณ์เกินกว่าเหตุไปโดยปริยาย ทำให้นางสาว B ดูฉุนเฉียวง่ายในสายตาคนอื่น ทั้งที่จริงแล้ว เธออดกลั้นความพ่ายแพ้มาตลอด จนเก็บซ่อนไว้ไม่ไหว แล้วกำลังขอความช่วยเหลือ สิ่งที่ได้รับคือการตอกย้ำว่า ทัศนคติของเธอ มันผิดจริง ๆ ด้วยสินะ
3) ความมั่นในใจตัวเองถดถอยลง จนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจใหม่ กลายเป็นการได้โคจรรอบความต้องการของนาย A แทน = เธอจะรู้สึกเหมือนต้องปรนนิบัติอีกฝ่าย แม้ว่าการกระทำนั้นจะออกแนวใส่ใจความรู้สึกของแฟนดีมาก คงเป็นคู่รักที่ดูแลซึ่งกันและกันอยู่เสมอ แต่นางสาว B จะเป็นคนที่รู้สึกลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ เธอจำเป็นต้องพึ่งพานาย A มากเป็นพิเศษ จนแทบจะต้องรอเขาในทุกก้าวของชีวิต
โอเคครับ อันที่จริงคุณสมบัติที่มีก็อาจจะมากกว่านี้ แต่สมองเล็กเท่าถั่วหนึ่งเม็ดของผม ดันนึกออกแค่นี้แหละ
สภาวะที่คุณสูญเสียจุดแข็งในตัวเองไป จนกลายเป็นใครก็ไม่รู้ที่คุณไม่อยากเป็น มันไม่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพเสียทีเดียวหรอกนะครับ บางทีผมอาจจะสลับเพศเป็น นางสาว A กับ นาย B แทน
ถ้าสุดท้ายแล้ว มีฝ่ายหนึ่งโดนกดทับ จนรู้สึกผิดกับตัวเอง รับผิดทุกเรื่องจนติดเป็นนิสัย ไม่กล้าที่จะคิดอะไร ก็สรุปได้คร่าว ๆ ว่า คู่รักในเรื่องนี้จะเพศอะไรก็ได้ครับ มันไม่สำคัญเลย เพราะสถานะจิตใจที่กำลังสูญเสียตัวตน ก็เกิดขึ้นได้กับทุกคนครับ
วิธีการปรับสมดุลจิตใจตัวเองให้แข็งแรงขึ้น จากจุดที่ตกต่ำมาก ๆ จนหวาดวิตก ผมพอจะคิดเล่น ๆ ออกเป็น 2 กรณีครับ
กรณีที่ 1: ถ้านางสาว B อยากรักษาความสัมพันธ์ให้คบกันต่อไป เพราะเธอไม่อยากเลิกกับแฟนคนนี้ โดยเด็ดขาด
[1] ขั้นตอนที่ 1 – นางสาว B ต้องหาเวลาส่วนตัวให้ตัวเองครับ ผมไม่แน่ใจว่า เงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคน จะสามารถมีพื้นที่ส่วนตัวได้นานแค่ไหน
แต่ผมอยากให้โจทย์คือ “เมื่อใดที่จิตใจอ่อนแอจากความรู้สึกผิด โปรดอยู่คนเดียวให้นานที่สุด”
ผมแค่รู้สึกว่า ถ้าผมเป็นนางสาว B ผมคงต้องลองพยายามห่างจากต้นเหตุ ที่คอยกดทับความคิดของผมสักพักหนึ่ง เพื่อให้ผมมีเวลาได้คิดทบทวนทุกสิ่งที่ผ่านมาอย่างช้า ๆ การให้เวลาไตร่ตรองสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน ด้วยตัวเองล้วน ๆ โดยไม่ให้สิ่งเร้ารอบตัวมารบกวนความคิดของผม คือเป้าหมายแรกที่ผมจะทำครับ เนื่องจากผมรู้ว่า ตัวผมยังจิตแข็งไม่พอที่จะต่อต้านความคิดเห็นของนาย A ซึ่งเขาจะต้องพยายามยัดเยียดมันใส่หัวผมอย่างแน่นอน
[1] ขั้นตอนที่ 2 – พอได้เวลาส่วนตัวแล้ว นางสาว B ควรปรับทัศนคติ มองชีวิตตัวเองกับคนรอบข้างเป็นเพียงตัวละครในเรื่องแต่งครับ
ถ้าผมเป็นนางสาว B ผมอาจจะเลือกการพิมพ์หรือการเขียนลงกระดาษ เพื่อร่างแผนผังความสัมพันธ์ของผู้คน เมื่อผมลองทำแบบนั้น มันจะทำให้ผมได้ใช้ทักษะการวิเคราะห์ตัวละคร เหมือนตอนที่คุณกำลังดูภาพยนตร์สักเรื่อง คุณก็คงคิดว่า ทั้งตัวร้ายและตัวเอก ย่อมมีเหตุผลบางอย่างรองรับการกระทำตัวเอง ถ้าบทละครไหน ใส่เหตุผลของการกระทำไม่เหมาะสม คุณในฐานะผู้ชม ก็ย่อมสามารถชี้จุดได้ชัดเจนว่า บทพูดนี้ ผลลัพธ์นี้ มันไม่สมเหตุสมผลอย่างไรบ้าง
จากตัวอย่างเรื่องสมมุตข้างบน ถ้าผมเป็นนางสาว B ผมก็คงพยายามเขียนเหตุการณ์ที่ผมเคยทะเลาะกับนาย A ในแต่ละครั้งบนกระดาษ โดยลงรายละเอียดให้มากที่สุด แม้มันจะเจ็บปวดใจที่ต้องนึกถึงบรรยากาศเลวร้ายเหล่านั้น ผมก็จะร่างข้อมูลลงไป เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นตราบเท่าที่ผมจะนึกเรื่องออก
ด้วยความที่ผมมีเวลามากขึ้น จากความพยายามในขั้นตอนที่ 1 ผมจึงมีสมาธิกับการเขียนสิ่งเหล่านั้น ถ้าได้เขียนไปเรื่อย ๆ ผมก็อาจจะเกิดสภาวะจิตใจที่นิ่งสงบมากขึ้น เพราะความสนใจของผมจดจ่ออยู่กับผังมาย แมพบนกระดาษ
สิ่งที่ผมจะเขียนมีดังนี้:
(1) ปัญหาที่ทะเลาะกันคืออะไร เช่น ปัญหาที่เล็กน้อยที่สุด ก็รุนแรงได้นะครับ
<นาย A เป็นทาสแมว ที่เกลียดหมาเข้าไส้ ส่วนนางสาว B ชอบหมามากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เกลียดอะไรแมวเลย>
(2) บทสนทนาคร่าว ๆ พูดอะไรบ้าง เช่น
<นางสาว B: ที่รัก…วันนี้ฉันไปคาเฟ่สัตว์มา น่ารักมากกก ดูรูปนี้สิ โซนหมาเปิดพอดีเลย มันมาอ้อนฉันด้วยแหละ //แนบรูปภาพสุนัขที่น่ารัก
นาย A: น่าเกลียด จะส่งรูปหมามาทำไม ฉันไม่ชอบมัน เห่าก็เสียงดัง ขี้ก็เรี่ยราด ฉันเดินผ่านหน้าบ้านมันทุกวัน หมาก็โง่สิ้นดี จำคนในหมู่บ้านเดียวกันก็ไม่ได้ เห่าฉันอยู่นั่นแหละ หนวกหู วันหลังไม่ต้องส่งมาอีก
B: ฉันก็แค่อยากแชร์สิ่งที่ฉันชอบกับเธอบ้างเฉย ๆ เอง ไม่นึกว่าจะโกรธ ขอโทษนะ
A: แฟนกันแท้ ๆ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า ฉันชอบแมว ยังจะส่งหมามาอีก มันน่าโกรธไหมล่ะ แค่นี้นะ ค่อยคุยใหม่ ฉันจะไปเล่นเกมกับเพื่อน ไม่ต้องคอลมาล่ะ
B: ได้จ้ะ ขอโทษจริง ๆ นะ>
(3) เหตุผลที่นาย A ยกมาเอาชนะผมคืออะไร เช่น
<ไม่ชอบภาพที่ส่งให้ในแชต เพราะเนื้อหาในภาพเป็นสิ่งที่ตัวเองเกลียดชัง>
(4) ผมได้ลองพูดความคิดเห็นของตัวเองออกไปอย่างไรบ้าง เช่น
<การเป็นคนรักกัน ต้องสามารถอวดสิ่งที่รัก แบ่งปันสิ่งที่ชอบ แม้ว่าความชอบจะไม่ตรงกัน เราก็ไม่ควรจะไปขัดความชอบของอีกคน>
(5) น้ำหนักของเหตุผลระหว่างเราสองคน อันไหนมันสมเหตุสมผลมากกว่ากัน เช่น
<ฝ่ายนาย A โกรธง่ายเกินไป ทั้งที่รูปภาพก็แค่รูปภาพ นางสาว B ไม่ได้อุ้มหมาไปยื่นให้ตรงหน้าอีกฝ่ายเสียหน่อย แต่กลับโดนดุ ถือว่าชายหนุ่มเล่นใหญ่ไปรึเปล่า
ถ้าเป็นแบบนี้ นางสาว B ก็อาจจะเป็นฝ่ายถูก….
แต่ถ้าความเกลียดหมาของนาย A เกิดจากความกลัวหมา เขาอาจจะเคยโดนกัดตอนสมัยเด็ก จนแค่เห็นรูปหมา ก็ใจสั่น สมองนึกถึงปมในอดีตเกี่ยวกับหมากัดขาตัวเอง บางทีเหตุผลนี้ นาย A ก็อาจจะถูกก็ได้….
ทว่า คำพูดที่กล่าวมา เอนเอียงไปในทิศทางที่เข้าข้างนางสาว B ผมมองว่า เหตุผลของเธอน่าจะดีมากกว่าของเขา>
(6) ผลลัพธ์ของเหตุการณ์นั้นคืออะไร เช่น
<นางสาว B ต้องกล่าวขอโทษนาย A อย่างจริงจัง แม้ว่าจุดฉนวนการทะเลาะกันมันจะเล็กขี้ปะติ๋วมาก แถมยังมีแนวโน้มจะต้องเปลืองสมอง เพื่อค้นหาวิธีการง้อนาย A อีกทีในภายหลังอีกด้วย>
[1] ขั้นตอนที่ 3 – นางสาว B จะต้องสรุปผลการคิดวิเคราะห์และการแยกแยะข้อมูล เสมือนว่า เรื่องที่กำลังจัดระเบียบเหตุการณ์ลงกระดาษอยู่นั้น ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง โดยตรง
ผมว่า ผมคงได้คำตอบที่ดีสำหรับนางสาว B ด้วยมุมมองพระเจ้า หรือ มุมมองนักอ่านนิยาย ไม่ใช่เจ้าของเรื่องแบบพระเอกหรือนางเอก พอความคิดไล่เรียงมาถึงจุดนี้ ผมอาจจะมีความรู้สึกเอะใจ ถึงพฤติกรรมไม่สมเหตุสมผลของตัวเองครับ เช่น [กรณีนี้ เราไม่ได้ผิดมากมายขนาดนั้น แต่ทำไมต้องรู้สึกผิดบาป จนหดหู่ไปทั้งวันด้วยนะ ถ้าเป็นเราเมื่อก่อน เราก็คงไม่โกรธกับรูปเพียงรูปเดียว แล้วก็คงถามกลับเพื่อน ๆ ที่ต่อต้านหมาในรูปไปว่า “แกจะโกรธอะไรขนาดนั้น เป็นบ้าปะเนี่ย?”]
[1] ขั้นตอนที่ 4 – นางสาว B ได้มุมมองที่ถูกต้องตามทัศนคติเดิม ที่เธอเคยเป็นมาก่อนหน้าช่วงเวลาการมีแฟน คราวนี้ เธอก็ต้องไตร่ตรองจากมุมมองนักอ่านนิยายอีกครั้งว่า เธอจะไปต่อกับตัวละครพระเอกที่นิสัยเป็นแบบนี้ได้อย่างไร
ผมว่า ถ้าแฟนผมมีนิสัยแบบนี้ ผมคงจะนั่งเขียนข้อดีและข้อเสียในตัวเขาออกมาอ่านซ้ำครับ
มันต้องเป็นข้อที่ผมชอบมากจริง ๆ จึงอยากมีเขาไว้ข้างกาย
อีกเรื่องคือ สิ่งที่ผมไม่ชอบ แต่ผมยังรับได้
และสุดท้ายก็คือ สิ่งที่ผมไม่ชอบ จิตใจผมก็รับไม่ไหวเช่นกัน
พอจัดกลุ่ม 3 ก้อนดังกล่าว ผมก็จะต้องเก็บส่วนดีกับส่วนที่ผมรับได้ แยกออกไปต่างหาก เพราะปัญหาที่ผมต้องแก้ไขคือ ผมจะปรับจิตใจและพฤติกรรมตัวเองยังไง ให้เข้ากับอีก ก้อนสุดท้าย ที่ผมก็เขียนเองว่า ผมไม่เกลียดการกระทำนี้ของนาย A มาก เนื่องจากว่า มันทำให้จิตใจผมเจ็บปวด
เป้าหมายของผมคือ ผมอยากคบกับนาย A ต่อ ดังนั้น มันก็เป็นหน้าที่ของผม ที่จะต้องลงแรงพยายาม เพื่อค้นหาวิธีการสื่อสารกับนาย A ใหม่อีกครั้ง ถึงสิ่งที่ผมไม่โอเคในตัวเขา โดยเริ่มจากความรู้เกี่ยวกับนิสัยของนาย A ที่ผมสะสมมาตลอดหลายปีที่คบกัน ระยะเวลาที่ใช้ร่วมกันนานมาก ผมย่อมรู้ว่า เขาจะโกรธเรื่องอะไร และ ชอบวิธีการเข้าหาอีกฝ่ายยังไง
ในเมื่อผมมีประสบการณ์นี้อยู่ในมือในฐานะนางสาว B ผมก็จะเอาเวลาส่วนตัวนี้ นั่งเลือกความเป็นไปได้เก็บไว้หลาย ๆ วิธี เพื่อลองทำกับนาย A ดูว่า ความสัมพันธ์จะยังดีขึ้นได้จริงไหม
ครับ จุดนี้ ผมคงไม่ไปคิดแทนนางสาว B ว่า เธออยากจะใช้วิธีอะไรรับมือกับแฟนตัวเอง เพื่อให้เขามีพฤติกรรมที่ดีขึ้น
ส่วนสำคัญที่ผมกล่าวมาทั้งหมดคือ ผมต้องการให้นางสาว B มีมุมมองที่กว้างใหญ่ขึ้น เพื่อที่เธอจะค่อย ๆ รวบรวมทักษะการคิดวิเคราะห์ผู้คนอย่างใจเป็นกลาง กลับคืนมาสู่ตัวตนของเธออีกครั้งครับ
คนที่มีความมั่นใจในตัวเอง เขาจะกล้าตัดสินผู้อื่นว่า ดี หรือ ไม่ดี แต่คนที่มีหลักเหตุและผล แถมมองโลกตามความเป็นจริงร่วมด้วย เขาก็จะสามารถเชื่อมโยงเหตุผลที่อธิบายการตัดสินนั้นได้อย่างดีเยี่ยม นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมอยากให้ตัวละครนางสาว B ค่อย ๆ เรียกตัวตนส่วนที่เธอสูญเสียไปกลับคืนมา มันอาจจะทำยากในช่วงแรก ๆ ที่ลองทำ แต่ถ้ามุมมองของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่ การก้มมองแต่เท้าของตัวเอง จนเผลอคิดผิดว่า จุดที่เธอยืนมันเป็นพื้นที่วงกลมที่คับแคบ พอเห็นรัศมีที่ก้าวได้มันสั้นมาก เธอก็จะไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า ไม่กล้าเซไปด้านข้าง แล้วก็คงไม่กล้าแม้แต่จะถอยหลัง เหตุเพราะกลัวตัวเองจะข้ามเส้นรอบวงที่ไม่ควรข้ามไป
นางสาว B จะอยากนั่งกอดเข่านิ่ง ๆ อยู่ในวงกลมคับแคบและมืดมน เช่นนั้นไปตลอดกาลไหมครับ?
อันนี้ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเองว่า จะอยากเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นรึเปล่า เพราะจิตใจเป็นเจ้านายของร่างกาย ถ้าใจไม่พร้อม ร่างกายก็ไม่มีวันลงมือทำอะไรทั้งนั้นครับ
เรามาถึงอีกกรณีหนึ่ง ที่ผมพูดค้างไว้….
กรณีที่ 2: ถ้านางสาว B อยากหลุดพ้นจากสถานะจิตใจสูญเสียตัวตน โดยเลือกเส้นทางการเลิกคบกับนาย A ไปเลย
ขั้นตอน 1 ถึง 4 จากกรณีแรก ยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ครับ ที่ผมจะเพิ่มเติมก็คือ ขั้นตอนถัดไปต่างหาก
[2] ขั้นตอนที่ 5 (ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย) – นางสาว B มีการแจกแจงรายการของตัวละครนาย A แล้ว เธอก็ต้องนำรายการนั้น มาพิจารณาว่า มันคุ้มค่าไหม ที่จะมีคนรักแบบนี้ อาศัยอยู่ในชีวิตของเธอต่อไป
ส่วนนี้ ก็เป็นส่วนที่นางสาว B จะต้องพิจารณาเอง โดยผมจะแนะนำเธอแค่ 4 ก้อนข้อมูล ที่เธอต้องมีในมือ ขณะวิเคราะห์ตัวละครบนกระดาษเช่นเคยครับ
ก้อนที่ 1 = นิสัยที่ดีทั้งหมดเท่าที่จะนึกออกเกี่ยวกับนาย A เช่น <เป็นคนตลก โน้มน้าวใจคนเก่ง ทำอาหารอร่อย หน้าตาดีมาก>
ก้อนที่ 2 = นิสัยที่แย่ แต่เธอต้องรู้สึกว่า ทนได้ เช่น <ลืมวันเกิดของเธอ ไม่ค่อยโรแมนติก>
ก้อนที่ 3 = นิสัยที่แย่ แต่เธอในปัจจุบัน ทนสิ่งนี้ไม่ไหว เช่น <ใจร้อน ฉุนเฉียวง่าย เสียงดัง ชอบโทษเธอฝ่ายเดียว ไม่ค่อยทำความสะอาดบ้าน ไปไหนไม่ชอบบอก ใช้เวลาเล่นเกมกับเพื่อนนานจนไม่ค่อยมีเวลาใช้กับเธอ ชอบแฉเรื่องน่าอายของเธอต่อหน้าเพื่อนฝูง>
ก้อนที่ 4 = จากทั้ง 3 ก้อนข้างต้น ให้จดจ่อที่ด้าน ‘ไม่ดีของนาย A’ เพราะความสัมพันธ์จะไปต่อได้ นางสาว B ต้องทำใจรับได้ทั้งด้านที่ดีและแย่ของคนรัก หากมีข้อไหนที่เป็นประเด็นใหญ่ต่อจิตใจมาก แล้วข้อนั้น นาย A มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติไม่ดีดังกล่าวไม่ได้เลย เพราะมันคือธาตุแท้ของเขาไปแล้ว นางสาว B ก็ต้องช่างใจเองว่า มันคุ้มค่าที่จะอดทนสิ่งเหล่านี้ต่อไปดีไหม?
สภาวะที่จิตใจสูญเสียตัวตนที่ [คุณจะอยากเป็น] ให้กลายสภาพเป็นตัวตนที่ [คนอื่นออกแบบให้เป็น] มักจะเกิดขึ้นจากความไม่ยินยอมอย่างมีสติในช่วงแรก ๆ จนกระทั่งคุณเป็นฝ่ายยอมบ่อยมากเข้า ความเคยชินก็จะเกิดขึ้นตามนั้น เพราะมันคือกิจวัตรประจำวัน ที่คุณเลือกเอง คุณก็จะต้องยอมอีกฝ่าย จนติดเป็นนิสัย ยิ่งคุณไม่เคยถูกเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย มันก็ยิ่งทับถมจุดอ่อนซ้ำ ๆ จนคุณเริ่มสงสัยในทัศนคติของตัวเอง แล้วเริ่มรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ทั้งโลกที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ แล้วสุดท้าย ‘คุณจะหลงลืมว่า ตัวเองเคยมีข้อดีอะไร’
ผมอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา หรือศาสตร์ความเป็นมนุษย์ ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังว่า สิ่งที่ผมบรรยายไร้สาระตั้งยาวมาทั้งหมดนั้น จะเป็นประโยชน์ได้จริงไหม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจมากครับ
นั่นคือ…. ผมเชื่อว่า แม้กระทั่งคนที่จิตใจเข้มแข็งดุจ[นักรบ] ก็มีวันอ่อนแอได้เหมือนกัน แล้วคนที่อ่อนแอลง ดันโดนคนรอบข้างฉวยโอกาสนั้น ขัดเกลาความคิดของนักรบ ด้วยวิธียัดเยียดความผิดทั้งจริงและเท็จใส่สมอง เสมือนการสะกดจิตซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ เป็นเวลายาวนานและสม่ำเสมอทุกวัน นักรบก็กลายเป็น [เชลยศึก] ได้ครับ



