
แม้ว่าไวรัสโคโรน่าจะแพร่ระบาดที่ประเทศจีน แต่ในประเทศไทยก็พบผู้ป่วยด้วยเชื้อไวรัสนี้เช่นกัน ดังนั้นอย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดี โดยปฏิบัติตามขั้นตอน อันนี้ดี เท่าที่อ่านๆดู อันนี้ข้อมูลตรงมากที่สุดละครับเมื่อคืนได้ดูสัมภาษณ์ CNBC ของแคนาดา เรื่อง Coronavirus แล้วรู้สึกได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย เลยลองเขียนสรุปเป็นข้อ ๆ ออกมาเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ
- ไวรัสต่าง ๆ ที่ทำให้เข้าสู่ร่างกาย ให้นึกถึงลูกเทนนิส ที่มีหนามอยู่ตามส่วนต่าง ๆ มันจะเอาหนามนี่ไปเกาะตามท่ีต่าง ๆ ในร่างกาย อยู่ที่ว่ามันพัฒนามาให้เกาะได้ที่ไหน ถ้ามันไปเกาะที่จมูก เราก็จาม ถ้ามันไปเกาะที่ปอด เราก็จะไอ หายใจไม่ออก
- ไวรัส corona คำว่า corona มาจากคำว่า Crown คือมงกุฏ ตั้งชื่อตามลักษณะรอยหยักด้านบนที่คล้ายมงกุฏของไวรัสนี้ มันจะไปเกาะที่ปอด ส่ง Blueprint ตัวมันเอง บอกให้เซลที่ปอดสร้างตัวมันเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ พอไวรัสมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะส่งผลต่อปอด ทำให้หายใจไม่ออก
- โคโรน่า ต่างจาก ซาร์ ในเรื่องความเร็ว และอันตรายในการออกฤทธิ์ทำลายปอด และมีดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอที่ต่างกัน
- ไวรัสไม่มีปีก ไม่มีขา มันเดินทางเองไม่ได้ มันจะต้องอาศัยพาหะในการติดต่อ
- เริ่มแรก เป็นการติดจากสัตว์กับสัตว์ แต่พอคนไปเดินตลาดที่ขายสัตว์ (ที่ยังมีชีวิต) ได้อยู่ใกล้สัตว์ หรือสัมผัสกับสัตว์ อีตัวไวรัสนี้ก็มีการกลายพันธุ์ สามารถติดจากสัตว์สู่คนได้ การติดต่อนี้ ผ่านการสัมผัสแและอยู่ใกล้ หายใจเอาอากาศที่มีเชื้อสู่ระบบทางเดินหายใจ
- เมื่อไวรัสมาอยู่ที่คน ก็เกิดการกลายพันธู์อีกเล็กน้อย ไปเกาะที่ปอด และสามารถติดจากคนสู่คนได้
- อย่างที่บอกว่า ไวรัสไม่มีขา ไม่มีปีก ต้องอาศัยคนในการแพร่ ดังนั้นจึงติดต่อได้จากการจาม และหายใจเอาเชื้อเข้าไป
- เมื่อผู้ป่วยจาม เชื้อจะลอยอยู่ในอากาศแป๊ปเดียว แล้วตกลงสู่พื้น ถ้าผู้ป่วยจามใส่โต๊ะ แล้วเราเอามือไปจับที่โต๊ะ แล้วเอามือมาจับหน้า จับปาก จับจมูก ไวรัสจะเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจเรา แล้วเราจะติด
- การใส่ Mask ดีกว่าไม่ใส่ แต่ไม่ใช่เพราะใส่ mask แล้วเชื้อจะไม่เข้าไป เพราะถ้ามีคนจามใส่เราตรง ๆ mask จะไม่สามารถปิดหมดได้ นอกจาก N95 (ซึ่งเราจะหายใจลำบากมากเมื่อใส่) การใส่ mask จะดีกว่าตรงที่ มันจะกันไม่ให้เราเอามือไปสัมผัสปาก
- เพราะฉะนั้น key จะอยู่ตรงที่การไม่เอามือไปสัมผัสปาก ล้างมือบ่อย ๆ แต่จะให้ล้างตลอดเวลาก็จะยากไป
- ไวรัสตระกูลนี้ จะไม่สามารถอยู่ล่องลอยอยู่ในอากาศได้ ดังนั้นมันจะตกลงสู่พื้นเสมอ ไม่ใช่เดินไปในที่ว่าง ๆ แล้วจะสูดเอาไวรัสจากอากาศเข้าไปได้ การที่เราเอาเป้ไปวางที่พื้นที่มีเชื้ออยู่ แล้วเอามือไปสัมผัสเป้ แล้วเอามือมาสัมผัสปากหรือจมูก เราจะติดเชื้อได้
- การกินอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อไวรัส จะไม่ทำให้ติดเชื้อได้ เพราะเชื้อจะถูกกรดในกระเพาะกำจัด เพราะฉะนั้น ที่บอกกันว่าการกินค้างคาว กินงู ที่มีไวรัสนี้ แล้วทำให้ติด จึงไม่ใช่เรื่องจริง มันคือเกิดจากการสัมผัส และอยู่ใกล้ สัตว์ที่ยังมีชีวิตที่มีไวรัสนี้ต่างหาก (อย่าลืมว่าไวรัสมันไปเกาะที่ปอด มันจะต้องเข้าทางทางเดินหายใจเนาะ)
- ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนที่จะป้องกัน หรือรักษาโรคนี้ วิธีรักษาคือ รักษาไปตามอาการ ถ้าขาดน้ำให้กินน้ำ ถ้าไตล้มเหลวก็ต้องช่วยที่ไต รอจนกว่าร่างกายจะสร้างแอนตี้บอดี้ มาต่อต้านได้เอง (เหมือนกับเราเป็นหวัด เราจะดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป รอแอนตี้บอดี้จัดการเอง ที่ยากคือเชื้อมาจากสัตว์ ร่างกายเราไม่เคยเจอ ก็จะคงคิดนานหน่อย)
- เด็ก และคนแก่ จะสร้างแอนตี้บอดี้ได้ช้า อาจไม่ทันต่อการแพร่กระจายของโรค
- วิธีแก้คือต้องกันผู้ป่วยออกจากคนอื่น ไม่ให้เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้ เหมือนกับตอนโรคซาร์ ที่กันจนไม่มีการระบาดได้อีก
- ผู้ป่วยเวลาจาม หรือไอ ควรทำใส่กระดาษทิชชู่ กลับกัน เราเจอคนจามคนไอ ให้หันหน้าไปทางอื่น ไม่ใช่หันหน้าไปสู้
- ทางที่ดี ถ้าเราเพิ่งเดินทางมาไม่นาน (ไม่ว่าจะประเทศไหน) ให้คอยดูอาการ เพราะไวรัสจะมีเวลาฟักตัว ไม่ได้แสดงอาการทันที (อีตอนนี้ก็แพร่กระจายได้นะ) อาการจะเริ่มจาก น้ำมูกไหล เป็นไข้ ถ้าเราสุ่มเสี่ยง ให้เรารีบไปหาหมอ เพราะถ้าเกิดอาการที่ปอดแล้ว เราจะหายใจไม่ออกได้
ขอบคุณแหล่งข่าว
Resource : https://youtu.be/8NHO_VeFDhw
Translate : Anuchit Arunchokechai





