เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมลงนามในข้อตกลงภาษีขั้นต่ำระดับโลกที่กำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำไว้ที่ 15% กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หลายคนสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ SME ในประเทศไทยอย่างไร
ในภาพรวม การลงนามในข้อตกลงภาษีขั้นต่ำโลกเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนในระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วอย่างไทย ส่วน SMEs ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น อาจรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
การกำหนดภาษีขั้นต่ำช่วยเพิ่มความมั่นใจในสภาพแวดล้อมธุรกิจ โดยการลดความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างประเทศ ทำให้บริษัทข้ามชาติไม่สามารถใช้ประโยชน์จากช่องว่างทางภาษีในการเคลื่อนย้ายกำไรไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำได้ง่ายอีกต่อไป ดังนั้นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนต่างชาติโดยอาศัยรูปแบบการปลอดภาษีจะลดลง แต่จะเพิ่มความน่าสนใจในแง่ของการลงทุนที่พัฒนาไปสู่คุณค่าเพิ่มอื่น ๆ เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยี
สำหรับ SME ไทย การปรับตัวและการเตรียมพร้อมของธุรกิจที่มิได้มองข้ามเรื่องภาษีเป็นการลงทุนในตัวเอง การทำความเข้าใจในกฎระเบียบและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ สามารถช่วยให้เกิดการแข่งขันที่ยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้ การเปิดประตูสู่การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นที่การพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลและนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้ SME สามารถแข่งขันได้ในโลกที่เข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงทางการเงินและการคลัง
ในที่สุด ข้อตกลงภาษีขั้นต่ำโลกนี้อาจดูเหมือนเป็นภาระในช่วงแรก แต่ด้วยการปรับตัวที่เหมาะสม ธุรกิจ SME ของไทยจะสามารถใช้โอกาสนี้ในการเติบโตภายใต้กฎหมายภาษีที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ทำให้เส้นทางสายใหม่ในการลงทุนและพัฒนาตลาดมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในประเทศ



