จินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของ SME ในไทย คุณพบว่าจู่ ๆ ลูกค้าต่างชาติที่เคยสร้างรายได้หลักให้กับกิจการ เริ่มย้ายไปยังประเทศที่ให้สิทธิพิเศษทางภาษีที่สูงกว่า เช่น สิงคโปร์หรือเวียดนาม เป็นความจริงว่าการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอาจก่อผลกระทบต่อธุรกิจ SME ในไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รัฐบาลไทยลงนามในข้อตกลงภาษีขั้นต่ำโลก 15%
การเข้าใจข้อตกลงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ SME ที่ทุนน้อย ทีมเล็ก และไม่มีความชำนาญในเรื่องกฎหมายหรือภาษา แต่ภาษีขั้นต่ำโลกรูปแบบใหม่เปรียบเสมือนกฎเกณฑ์ที่กำลังจะต่อกรกับ ‘สวรรค์ภาษี’ หรือประเทศที่เคยได้รับการยกเว้นทางภาษี สูงเกินกว่าที่จะดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ให้มาลงทุน ข้อกำหนดนี้หมายถึงทุกประเทศต้องการเรียกเก็บภาษีในอัตราไม่น้อยกว่า 15% ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ระบบภาษีทั่วโลกมีความยุติธรรมมากขึ้น
SME ไทยจำเป็นต้องเข้าใจว่า โลกกำลังเปลี่ยนทิศทางไปในด้านที่ซ่อนภัยคุกคามและโอกาสมากมาย เหมือนกับการมีที่ปรึกษาด้านภาษีระดับโลกเข้ามาช่วยในการวางแผนทางการเงิน แทนที่จะเสียเวลาและต้นทุนไปยังปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ SME ควรหาโอกาสพัฒนาตัวเองโดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เช่น การนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน หรือนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เจ้าของร้านค้าปลีกในเชียงใหม่ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยุ่งยากในการจัดการภาษีหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ พวกเขาเลือกใช้ซอฟต์แวร์บริหารจัดการภาษีที่ช่วยให้ข้อมูลภาษีมีความแม่นยำและปรับตามอัตราภาษีที่เปลี่ยนแปลงอย่างทันเวลา ทำให้สามารถลดภาระงานด้านเอกสารและความเสี่ยงทางกฎหมายลงได้
ท้ายที่สุด ความสามารถในการปรับตัวคือกุญแจสำคัญ คุณคิดว่าธุรกิจของคุณปรับตัวบนเวทีโลกอย่างไร? และในมุมมองของคุณ การมีที่ปรึกษาทางการเงินและภาษีควรมีบทบาทอย่างไรในธุรกิจ?


