Belt and Road Initiative (BRI) หรือชื่อเดิมคือ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ( One Belt One Road ) ที่จีนเปิดตัวเมื่อปี 2013 มีอายุครบ 10 ปีพอดีในปีนี้ โครงการนี้เป็นอภิมหาโปรเจ็กระดับโลก ที่ถือว่าเป็นหัวใจของนโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจของจีนในยุคสี จิ้นผิงประธานาธิบดีของจีน และวันที่ 17-18 ตุลาคม 2023 จีนจัดการประชุม Belt and Road Forum ครั้งที่ 3 ที่ปักกิ่ง โดยมี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทยเข้าร่วมประชุมด้วย
หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative :BRI)หรือ One Belt One Road เป็นนโยบายความร่วมมือระดับโลกของจีน เน้นความเชื่อมโยงและความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในเอเชียตะวันออกกลาง และยุโรป โดยให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ครอบคลุมมิติทางวัฒนธรรมด้วยแกนหลักของ BRI คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงตลาดการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่างๆในทวีปเอเชียและยุโรป ซึ่งรัฐบาลจีนมุ่งหวังให้เป็น “เส้นทางสายไหมใหม่” ( New Silk Road ) และเพิ่มเส้นทางขนส่งทางทะเล เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในแถบชายฝั่งรวมทั้งทวีปแอฟริกาด้วย
เพื่อที่จะผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank “AIIB) ขึ้นมา ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน คมนาคม การสื่อสารโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในชนบทและการพัฒนาเกษตรเป็นต้น
นอกจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแล้ว จีนถูกมอง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากชาติตะวันตก) ว่าแรงจูงใจสำคัญที่จีนทำโครงการ BRI คือแรงจูงใจทางการเมืองระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจีนพยายามขยายอิทธิพลและบทบาทความเป็นผู้นำของโลก โดยใช้
ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต รวมถึงที่จีนมุ่งมั่นรักษา “บูรณภาพแห่งดินแดน” ซึ่งการที่จีนรวมเอาเขตปกครองตนเองซินเจียงเอาไว้ใน BRI ให้เป็นศูนย์กลางของเอเชียกลาง น่าจะช่วยให้จีนบรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้
ข้อริเริ่มเกี่ยวกับการร่วมการพัฒนา “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative :BRI) มาพร้อมกับเงินกู้ดอกเบี้ยสูงจากประเทศจีน ประเทศที่ยากจนหรือกำลังพัฒนา อาจจะเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจได้ หน่วยงาน Center for Global Development ได้ทำการศึกษาประเทศที่อาจกู้เงินสำหรับโครงการ Belt And Road ทั้งหมด 68 ประเทศ พบว่าโครงการดังกล่าวมีความเสี่ยงด้านการชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่อหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กและเป็นประเทศยากจน อาจจะเผชิญความเสี่ยงจากการแบกรับภาระหนี้ที่เกิดขึ้นในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดมหึมาที่เชื่อมต่อจีน นักวิชาการต่างๆ จึงวิเคราะห์ว่า การทูตกับดักหนี้ของจีน คือการปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศยากจน ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในที่สุด ประเทศยากจนเหล่านี้ก็ไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ได้ และจะถูกบีบให้ต้องโอนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นให้เป็นของจีน กล่าวได้ว่า ประเทศนั้นจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นเมืองขึ้นของจีนในรูปแบบใหม่
แม้ว่านโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ของจีนจะถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจ เพราะสร้างความหวาดระแวงว่าจะเป็นเครื่องมือในการแผ่อิทธิพลของจีนในเวทีโลก เนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงรุกที่จีนทุ่มเทผลักดันอย่างเต็มที่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อความสมดุลของขั้วอำนาจโลก อย่างไรก็ตามในการประชุมสุดยอดว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ครั้งที่ 3 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17-18 ตุลาคม 2566 ยังคงได้รับความสนใจ โดยมีทั้งผู้นำประเทศและผู้แทนประเทศต่างเข้าร่วมประชุม กว่า 150 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
การดำเนินงานข้อริเริ่มเกี่ยวกับการร่วมพัฒนา “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โครงการเหล่านี้ประเทศต่าง ๆ สนใจ
และเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก ก่อให้เกิดการพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสร้างโอกาสในการค้าและการท่องเที่ยวแก่ประเทศที่เส้นทางพาดผ่าน แต่ความสำเร็จและผลประโยชน์ที่แต่ละประเทศจะได้รับ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาลด้วย ซึ่งต้องรู้เท่าทันและมีการดำเนินงานที่รอบคอบ โดยคำนึงถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศเป็นที่ตั้ง เพื่อให้โครงการพัฒนาเหล่านั้นเกิดประโยชน์และไม่สร้างภาระหรือปัญหาให้ลูกหลานในอนาคต.



