หนึ่งในสภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึกที่มนุษย์เราพบเจออยู่เสมอ และคงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง นั่นคือ “ภาวะเครียด” ภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงาน แต่ความเครียดเหล่านั้น เครียดแค่ไหน? เครียดแล้วหายได้หรือเปล่า? เพราะจงระวังไว้ให้ดี ความเครียดที่เกิดขึ้นเหล่านั้น อาจกำลังก่อตัวเป็นความผิดปกติ ที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา อาทิ มะเร็ง หลอดเลือดหัวใจ อาการทางจิต เก็บตัว โรคซึมเศร้า หรือไบโพล่าร์!!
เพราะอะไรจึงเกิดความเครียด?
ความเครียดมักเกิดจากปัจจัยที่อยู่รอบตัว อาทิ เศรษฐกิจ การทำงาน รวมถึงครอบครัว ซึ่งโดยปกติแล้วความเครียดคือภาวะทางอารมณ์ที่สามารถหายไปได้เอง จากวิธีการรับมือความเครียดที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่เมื่อใดที่เริ่มเกิดภาวะที่เรียกว่า “เครียดสะสม” ร่างกายจะเกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติจนส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายและจิตใจส่วนอื่น ๆ ด้วย
โดยจากฐานข้อมูลกรมสุขภาพจิต เดือนมิถุนายน 2565 พบว่า ในรายที่ไม่สามารถขจัดความเครียดได้ เกิดเป็นภาวะเครียดสะสม และพัฒนาเป็นภาวะซึมเศร้าในประเทศไทยมีมากถึง 1.35 ล้านคน ซึ่งแม้ว่าในปี 2556 ข้อมูลกลางจากกระทรวงสาธารณะสุขจะระบุไว้ว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่ที่ 4,295 คน แต่ในปี 2557 กลับมียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอยู่ที่ 9,522 คน และในปี 2559 ตัวเลขก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น 78,592 คน และยิ่งน่าตกใจที่ในปี 2560 มียอดตัวเลขผู้ป่วยโรคซึมเศร้าพุ่งขึ้นมาที่ 259,467 คน และยังคงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันทั่วโลก
สัญญาณของอาการเครียดสะสม
• ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน
• กล้ามเนื้อตึง ปวดตามร่างกาย เช่น ไหล่ หลัง
• หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก
• มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ ท้องผูก ท้องเสีย
• ร่างกายอ่อนเพลีย หมดแรง
• นอนไม่หลับ
• ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ
• ความต้องการทางเพศลดลง
• ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย เช่น เป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่
• รู้สึกเศร้า หมดหวัง มองโลกในแง่ร้าย และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
• กระวนกระวาย เดินไปมา กัดเล็บ ดึงผม
• ผัดวันประกันพรุ่ง หลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ของตัวเอง หรือการพบปะผู้อื่น
• รู้สึกเหมือนไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ว้าวุ่นใจ ไม่มีสมาธิ หลงลืม และหงุดหงิดง่าย
• มีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด และเล่นการพนัน
หากเกิดอาการเหล่านี้เพียง 2-3 อย่าง อย่ามองข้ามหรือละเลย เพราะอาการเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังถูกความเครียดเล่นงาน ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่การเกิดโรคกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน ปวดศีรษะไมเกรน ความดันโลหิตสูง หรือมะเร็งได้นั่นเอง!
โรคที่เกิดขึ้นได้จากภาวะเครียดสะสม
• โรคความดันโลหิตสูง • โรคหัวใจ
• โรคกระเพาะอาหาร • โรคนอนไม่หลับ
• โรคออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง • โรคไมเกรน
• โรคอ้วน • โรคกรดไหลย้อน
• โรคหลอดเลือดสมอง • ตับอักเสบจากการติดสุรา
• ถุงลมโป่งพองจากการติดบุหรี่ • โรคภูมิแพ้
• โรคหอบหืด • ภูมิคุ้มกันต่ำ
• เป็นหวัดง่าย • โรคมะเร็ง
เพราะสภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจที่รุมเร้า ส่งผลให้เกิดความเครียดขึ้นได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้ที่มีอาการบ่งชี้เสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะเครียดสะสม ควรทำการพบแพทย์และตรวจหาภาวะความเครียด เพื่อนำไปสู่แนวทางการป้องกันและรักษาที่ถูกต้อง ก่อนที่จะสายเกินกว่าที่สุขภาพกายและสุขภาพจิตจะรับไหว
บทความโดยแพทย์หญิง ณัฐชนก กอบหิรัญกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์ตรวจสุขภาพ ชั้น 4 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร.02-836-9999 ต่อ *4921 LINE : @wmccheckup คลิก https://lin.ee/OeGbfNw



