เมื่อคนที่พรากอิสรภาพของเขาไป 27 ปี กลายมาเป็นคนที่เขาต้องเจรจาเพื่อสร้างชาติ ก่อนจะเป็นรัฐบุรุษที่โลกยกย่อง Nelson Mandela เคยถูกตราหน้าว่าเป็น “กบฏ” ถูกพรากวัยหนุ่ม ถูกใช้แรงงานอย่างหนัก และถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แต่เขาไม่เคยปล่อยให้ความเกลียดชัง กลืนกินหัวใจ
“As I walked out the door toward the gate that would lead to my freedom, I knew if I didn’t leave my bitterness and hatred behind, I’d still be in prison.” เมื่อผมเดินออกไปสู่ประตูที่จะนำไปสู่อิสรภาพ ผมรู้ดีว่า… ถ้าผมไม่ทิ้งความขมขื่นและความแค้นไว้เบื้องหลัง ผมก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ตลอดไป
Before: นักโทษหมายเลข 46664… ที่โลกเกือบจะลืมปี 1962 เขาถูกรัฐบาลคนผิวขาวจับกุม ในข้อหาต่อต้านนโยบายแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) เขาถูกส่งตัวไปที่คุกบนเกาะร็อบเบน ต้องทุบหินปูนกลางแดดจัดจนฝุ่นทำลายดวงตา รัฐบาลต้องการบดขยี้จิตวิญญาณของเขา ตัดขาดจากโลกภายนอก เพื่อให้ผู้คนลืมชื่อของเขาไปในที่สุด หากเป็นคนทั่วไป… คงมีแต่ความแค้น แต่แมนเดลาเลือกที่จะมองข้ามความเจ็บปวดส่วนตัว
Turning Point: เรียนรู้ภาษาของศัตรู แทนที่จะตั้งป้อมเกลียดชังผู้คุม เขาตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเริ่มศึกษาภาษา “แอฟริคานส์” (Afrikaans) ซึ่งเป็นภาษาและวัฒนธรรมของคนผิวขาวที่กดขี่เขา แมนเดลาเชื่อว่า ถ้าพูดด้วยภาษาที่อีกฝ่ายเข้าใจ มันจะเข้าถึงสมอง แต่ถ้าพูดด้วย “ภาษาของเขา” มันจะเข้าถึงหัวใจ เขาเริ่มเจรจาและพูดคุยกับผู้คุม จนผู้คุมที่เคยแข็งกร้าว เริ่มเคารพเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
Result: ถ้วยรักบี้… ที่พังทลายกำแพงสีผิว ปี 1990 เขาได้รับอิสรภาพ และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก แทนที่จะล้างแค้น เขาเลือกใช้กีฬา “รักบี้” (ที่คนผิวดำเคยเกลียดชังเพราะเป็นตัวแทนของคนผิวขาว) เป็นเครื่องมือหลอมรวมชาติ ในศึกรักบี้ชิงแชมป์โลกปี 1995 เขาใส่เสื้อทีมชาติลงไปมอบถ้วยรางวัลให้กัปตันทีมผิวขาว วินาทีนั้น… แอฟริกาใต้รวมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมกับบทเรียนที่โลกต้องจดจำว่า “ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คืออำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
(แหล่งข้อมูลอ้างอิง: หนังสืออัตชีวประวัติ “Long Walk to Freedom” และ The Nelson Mandela Foundation)



