ความสะดวกสบายที่แลกมาด้วยความอดทน
เพื่อนครับ… ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกที่เราอยากได้อะไรก็ได้แค่ปลายนิ้วครับ ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ถ้าสั่งของออนไลน์แล้วสถานะไม่อัปเดตเกิน 6 ชั่วโมง เราก็เริ่มจะกระวนกระวายใจเหมือนขาดอากาศหายใจแล้วใช่ไหมครับ? เราชินกับการรอแค่ 3 วัน หรืออย่างมากจากต่างประเทศก็แค่สัปดาห์เดียว
แต่เชื่อไหมครับเพื่อน… ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน การที่เพื่อนอยากได้เสื้อเชิ้ตสวยๆ สักตัวจากอังกฤษ หรือไวน์ดีๆ จากฝรั่งเศส เพื่อนอาจจะต้องรอจน “ลูกบวช” เลยก็ได้ครับ! (หัวเราะเล็กน้อย) เพราะในยุคนั้น คำว่า “การขนส่งระหว่างประเทศ” มันคือฝันร้ายชัดๆ ครับ
ผมอยากชวนเพื่อนหลับตาแล้วจินตนาการถึง “ท่าเรือ” ในปี 1950 ดูนะครับ มันไม่ใช่ภาพที่เราเห็นในทุกวันนี้ที่มีเครนยักษ์ยกตู้เหล็กตึกๆๆ อย่างเป็นระเบียบ แต่มันคือ “มหกรรมความวินาศสันตะโร” ครับ! ของทุกอย่างถูกบรรจุในสิ่งที่เรียกว่า Break Bulk หรือแปลง่ายๆ คือ “ถุงใครถุงมัน ลังใครลังมัน” กองพะเนินเทินทึกสลับซับซ้อนยิ่งกว่าเกม Tetris เลเวลสูงสุดที่ไม่มีใครกดปุ่ม Clear แถวได้เลยครับ!
ในยุคนั้น ถ้าเพื่อนส่งไวน์ 100 ลัง เพื่อนต้องลุ้นยิ่งกว่าลุ้นหวยครับ เพราะนอกจากจะช้าแล้ว ของมักจะ “ระเหย” หายไปกลางทางบ่อยมาก จนคนสมัยนั้นมีมุกตลกเจ็บๆ ว่า “ปลาในมหาสมุทรคงจะเมากันทั้งฝูงแล้วมั้ง” เพราะไวน์มันชอบหายไปจากลังเฉยๆ ระหว่างที่คนงานกำลังแบกขึ้นเรือนั่นแหละครับ!
ความรำคาญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
แล้วฮีโร่ของเราก็ปรากฏตัวครับ เขาชื่อว่า Malcom McLean เพื่อนครับ… ผมชอบเรื่องของเขามาก เพราะเขาไม่ใช่ลูกขุนนาง หรือวิศวกรอัจฉริยะจาก MIT ที่ไหนเลย แต่เขาคือ “คนขับรถบรรทุก” ครับ!
เรื่องมันเริ่มในปี 1937 ที่ท่าเรือนิวเจอร์ซีย์ วันนั้น Malcom ในวัยหนุ่มต้องนั่งแช่อยู่ในรถบรรทุกของเขาเพื่อรอคนงานค่อยๆ แบกกระสอบฝ้ายทีละถุง… ย้ำนะครับว่า “ทีละถุง” จากรถของเขาลงเรือ เขานั่งรออยู่หลายชั่วโมงจนเขารู้สึกว่า “นี่เราอยู่ในยุคหินหรือไง?” เขาเล่าว่าตอนนั้นเขารำคาญจนอยากจะตะโกนประชดออกมาว่า “ทำไมเราไม่ยกตัวถังรถบรรทุกข้างหลังผมเนี่ย วางลงบนเรือไปเลยล่ะ จะมานั่งแยกแบกทีละถุงให้เมื่อยทำไม!” เชื่อไหมครับเพื่อน ไอเดียที่ดูเหมือนคนขี้เกียจพูดประชดในวันนั้น มันคือการจุดชนวนนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติเลยครับ
แต่เพื่อนครับ… โลกใบนี้ไม่เคยใจดีกับคนที่มีไอเดียใหม่ๆ Malcom ต้องสู้กับ “กำแพง” ขนาดมหึมา ทั้งเจ้าของเรือที่บอกว่าไอเดียเขาไร้สาระ ทั้งสหภาพแรงงานที่กลัวจะตกงานเพราะไม่ต้องใช้คนแบกของอีกต่อไป
แต่ Malcom เป็นพวก “กัดไม่ปล่อย” ครับ เขาขายธุรกิจรถบรรทุกที่กำลังรุ่งเรืองทิ้งทั้งหมด! เพื่อไปซื้อเรือเก่าๆ จากสมัยสงครามโลกมาลำหนึ่งชื่อว่า Ideal X แล้วเขาก็สั่งดัดแปลงให้มันวางกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมได้ และในวันที่ 26 เมษายน 1956 เขาก็พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ค่าแรงการโหลดของที่เคยแพงถึง 5 ดอลลาร์กว่าๆ ต่อตัน ลดลงเหลือเพียง 16 เซนต์ เท่านั้นครับ! (เน้นเสียง) เพื่อนลองคิดดูนะครับ จาก 5 ดอลลาร์ เหลือ 16 เซนต์… นี่มันไม่ใช่การลดราคานะครับ แต่มันคือการ “ถล่ม” วงการการค้าโลกให้เปลี่ยนไปตลอดกาล!
สงครามมาตรฐาน (The Battle of ISO)
เมื่อโลกเริ่มเห็นว่า “กล่องเหล็ก” คือขุมทรัพย์ ปัญหาต่อมาคืออะไรครับ?
เพื่อนครับ… จินตนาการดูว่าถ้ามือถือยี่ห้อ Apple ใช้รูชาร์จแบบหนึ่ง Samsung แบบหนึ่ง แล้ว Huawei อีกแบบหนึ่ง… อ้าว อันนี้เรื่องจริงนี่นา (หัวเราะ) แต่นั่นแหละครับ ตู้คอนเทนเนอร์ในยุคแรกก็เป็นแบบนั้นครับ บริษัท A ทำตู้ยาว 24 ฟุต บริษัท B ทำ 35 ฟุต ผลคืออะไรครับ? ท่าเรือก็งงสิครับ เครนยกไม่ได้ รถบรรทุกก็ใส่ไม่พอดี
ช่วงนั้นคือยุคที่ “อีโก้” ของแต่ละบริษัทสู้กันหนักมาก จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เปลี่ยนทุกอย่างจริงๆ คือ สงครามเวียดนาม ครับ กองทัพสหรัฐฯ พบว่าการส่งเสบียงไปสนามรบมันวุ่นวายสุดๆ ส่งข้าวไปแต่หาเนื้อไม่เจอ ส่งกระสุนไปแต่ปืนยังไม่มา จนพวกเขาต้องเรียก Malcom McLean เข้ามาช่วยจัดระบบ ผลคือทหารอเมริกันได้กินเบียร์เย็นๆ และมีอาวุธใช้ทันเวลาเป๊ะ! โลกเลยได้เห็นว่า ไอ้กล่องสี่เหลี่ยมนี้แหละคือ “ภาษาทางการค้า” ที่คนทั้งโลกต้องพูดเหมือนกัน จนเกิดเป็นมาตรฐาน ISO ที่เราเห็นในปัจจุบัน คือตู้ 20 ฟุต และ 40 ฟุต ที่ไปที่ไหนในโลกก็ใช้ได้เหมือนกันหมดครับ
เมื่อกล่องเหล็กมีสมองและกลายเป็นเมือง
แล้วอนาคตล่ะ? ตู้คอนเทนเนอร์จะไปไกลถึงไหน? เพื่อนครับ… มันไม่ใช่แค่เหล็กโง่ๆ อีกต่อไปแล้วนะ
Smart Container: ต่อไปตู้คอนเทนเนอร์จะฉลาดกว่าเราในบางวันเสียอีกครับ (หัวเราะ) มันจะมีเซนเซอร์บอกได้แบบ Real-time ว่า “ตอนนี้ฉันอยู่ที่พิกัดไหน อุณหภูมิข้างในยังเป๊ะไหม หรือมีใครแอบมาแกะของกินข้างในหรือเปล่า” ทุกอย่างจะทำงานด้วย AI และ Blockchain เพื่อความโปร่งใสแบบที่ใครก็โกงไม่ได้อีกต่อไป
Modular Cities: เรากำลังจะเปลี่ยนจากการ “ขนของ” เป็นการ “ขนเมือง” ครับ ต่อไปออฟฟิศ หรือโรงพยาบาลสนาม จะถูกออกแบบให้อยู่ในไซส์คอนเทนเนอร์ เพื่อนลองคิดดูนะครับ ถ้าเพื่อนอยากย้ายบ้านจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ เพื่อนไม่ต้องจ้างรถขนของมาแพ็กของใส่กล่องกระดาษนะ แต่เพื่อนแค่จ้างรถเครนมา “ยกห้องนอน” ของเพื่อนขึ้นรถบรรทุกไปเลย! ไปถึงเชียงใหม่ก็แค่ยกวาง… จบครับ!
Floating Factories: เรื่องนี้ล้ำสุดๆ ครับ คืออนาคตเราจะไม่ขน “รองเท้าสำเร็จรูป” กันแล้ว แต่เราจะขน “ตู้คอนเทนเนอร์ที่เป็นเครื่อง 3D Print” ระหว่างที่เรือแล่นข้ามมหาสมุทร เครื่องในตู้ก็จะพิมพ์รองเท้าออกมาเรื่อยๆ พอเรือเทียบท่าปุ๊บ รองเท้าก็เสร็จพร้อมใส่ปั๊บ! เหมือนเราได้ซื้อของจากโรงงานที่กำลังเดินทางมาหาเรานั่นเองครับ
พลังของ “มุมมอง”
เพื่อนครับ… บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องราวของกล่องเหล็กนี้ ไม่ใช่เรื่องวิศวกรรมที่ล้ำลึกอะไรเลยครับ แต่คือเรื่องของ “มุมมอง” ครับ Malcom McLean ไม่ได้ประดิษฐ์เหล็กชนิดใหม่ เขาไม่ได้ค้นพบพลังงานใหม่ แต่เขาแค่ “จัดระเบียบ” สิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ด้วยมุมมองที่ว่า “ทำไมต้องทำให้ยาก ในเมื่อมันทำให้ง่ายได้”
ดังนั้น ครั้งหน้าถ้าเพื่อนขับรถตามหลังรถบรรทุกคอนเทนเนอร์บนถนน แล้วรู้สึกว่า “โอ๊ย… บังทางจริง” ลองหายใจลึกๆ แล้วมองที่กล่องเหล็กนั้นดูนะครับ แล้วนึกถึงความจริงที่ว่า “ถ้าไม่มีไอ้กล่องสี่เหลี่ยมใบนี้ โลกของเราอาจจะยังวุ่นวายและแพงมหาศาลเหมือนเมื่อ 70 ปีก่อนก็ได้”
ผมหวังว่าเรื่องราวของ Malcom จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนกล้าที่จะ “เปลี่ยนมาตรฐาน” ในสิ่งที่เพื่อนทำอยู่บ้างนะครับ



