เมื่อพูดถึง “แอนิเมชัน” หรือ “การ์ตูน” หลายคนอาจมองว่าเป็นสื่อสำหรับเด็กเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหวและคาแรคเตอร์การ์ตูนไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความบันเทิงของเด็ก ๆ เท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของแอนิเมชันก็ไม่ต่างจากภาพยนตร์หรือซีรีส์ ที่ต้องการสร้างอารมณ์ เชื่อมโยงความรู้สึก ถ่ายทอดเรื่องราวที่ลึกซึ้งและแฝงไปด้วยความหมาย ทำให้ภาพยนตร์แอนิเมชันยังมีกลุ่มคนดูที่เป็นผู้ใหญ่ที่ต้องการเดินทางไปสู่วัยเด็กหรือมองหาความรู้สึกแบบ Nostalgia ด้วยกลุ่มคนดูที่หลากหลายและความนิยมนี้เอง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่อุตสาหกรรมแอนิเมชันทั้งไทยและต่างประเทศยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนมีช่องทางการขยายตลาดและโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หลากหลายและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มสตรีมมิงและโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้คอนเทนต์สามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้ง่าย หากผู้ผลิตหรือเหล่านักสร้างสรรค์สามารถเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับความต้องการ ตลอดจนสร้างคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ชมทั่วโลกได้นั้น ก็จะสามารถสร้างโอกาสเฉิดฉายในเวทีระดับโลกได้ไม่ยาก

สุภอร รัตนมงคลมาศ (Soupy) Vice President Universal Pictures International, South Asia ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดจำหน่ายและการตลาดภาพยนตร์แอนิเมชัน, วิทยากรจากโครงการ Content Lab: Animation กล่าวว่า “กล่าวว่า “อุตสาหกรรมแอนิเมชันมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและผู้ชมที่มีพฤติกรรมหลากหลาย เทรนด์ในอุตสาหกรรมนี้จึงไม่เคยหยุดนิ่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตและผู้สร้างสรรค์ต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยหนึ่งในเทรนด์ระดับโลกที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมแอนิเมชันคือ 5 Big Shifts ที่จะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมแอนิเมชันสามารถพัฒนาและนำเสนอคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างแท้จริง ซึ่งเทรนด์ 5 Big Shifts ประกอบด้วย

1. Household Wealth VS Spends: รายได้กับพฤติกรรมการใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะในแถบเอเชียที่ มักมีพฤติกรรมการใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ ดังนั้นการผลิตคอนเทนต์เชิงพาณิชย์ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
2. Child-Filled VS Child-Free: โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการเสพสื่อก็เปลี่ยนตาม ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมใช้ชีวิตแบบครอบครัวเดี่ยว ไม่มีลูก หรือมีสัตว์เลี้ยงเป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัว ทำให้พฤติกรรมการเสพสื่อรวมถึงภาพยนตร์และแอนิเมชันเปลี่ยนไป ผู้ผลิตจึงต้องสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น
3. Millennial Parenting: พ่อแม่ยุคใหม่ใส่ใจประสบการณ์ลูกมากกว่ากรอบเดิม โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความสุขมากขึ้น เลี้ยงลูกด้วยแนวคิดที่ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับกรอบแนวคิดเก่า ทำให้แอนิเมชันต้องปรับแนวคิดการนำเสนอให้สอดคล้องกับการเลี้ยงดูที่เปลี่ยนไป
4. Experiences Sought: ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ เทรนด์การใช้จ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบันเน้นการแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ มากกว่าการครอบครองสิ่งของ ดังนั้นแอนิเมชันจึงต้องออกแบบคอนเทนต์ให้เป็นมากกว่าความบันเทิง แต่ต้องมอบประสบการณ์ที่ดึงดูดและสร้างความประทับใจให้กับผู้ชม
5. Getting Their Attention: ในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงสื่อได้ง่ายขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย คอนเทนต์ที่สามารถดึงดูดความสนใจได้อย่างรวดเร็วมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องพึ่งพาช่องทางการจัดจำหน่ายแบบเดิม (Distribution Channel) แต่สามารถสร้างกระแสและขยายฐานผู้ชมได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ด้าน สันติ เลาหบูรณะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิธิตาแอนิเมชัน จำกัด, วิทยากรจากโครงการ Content Lab: Animation กล่าวว่า “ในปี 2567 มีแอนิเมชันหลายเรื่องที่ทำรายได้สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก แต่กลับมีแอนิเมชันจากเอเชียเพียงเรื่องเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในเอเชียที่ผู้ชมไม่นิยมจ่ายเงินเพื่อดูแอนิเมชันในโรงภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามตลาดแอนิเมชันในเอเชียยังคงมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คนดูภาพยนตร์หรือแอนิเมชันยังคงเป็นเรื่องของการพักผ่อนและความบันเทิง (Leisure and Entertainment) ไม่ว่าจะเป็นแนวสยองขวัญ ดราม่า หรือคอมเมดี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประเภทของคอนเทนต์ แต่คือความสามารถในการดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายสนใจและอยากรับชม แม้ว่าภาพรวมของตลาดภาพยนตร์แอนิเมชันในระดับโลกอาจดูท้าทาย แต่แทนที่จะมองว่าเป็นช่วงขาลงของอุตสาหกรรม ควรมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงช่องทางการเข้าถึงผู้ชม ผู้ชมอาจไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าโรงภาพยนตร์ แต่เลือกรับชมผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่สะดวกและเข้าถึงง่ายกว่า ดังนั้นการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้แอนิเมชันเอเชียเติบโตและแข่งขันในตลาดโลกได้สำเร็จ”
เพื่อให้นักแอนิเมเตอร์ชาวไทยสามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตพร้อมรับเทรนด์โลกได้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จึงได้จัดทำโครงการ Content Lab: Animation ภายใต้โครงการ Content Lab 2024 โดยมุ่งเน้นพัฒนาซีรีส์โปรเจ็กต์สำหรับสายงานแอนิเมชัน กลุ่ม Mid-Career หรือบุคลากรวิชาชีพระดับกลาง เพื่อพัฒนาโปรเจ็กต์แอนิเมชันไทยที่มีศักยภาพให้สามารถนำไปเสนอต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้จริง และรับสิทธิ์นำเสนอผลงานกับนักลงทุนในงาน Content Project Market และโอกาสเดินทางไปนำเสนอผลงานในตลาดคอนเทนต์ระดับนานาชาติ ซึ่งในปีที่ผ่านมาหนึ่งในทีมที่เข้าร่วมโครงการอย่าง Teewa จากบริษัท ชาร์โด แอนิเมชั่น จำกัด ยังสามารถคว้ารางวัล ADATA – Future Innovation Award จากเวที Taiwan Creative Content Fest (TCCF) งานเทศกาลครีเอทีฟคอนเทนต์ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวันไปครองอีกด้วย
และและในปีนี้ CEA ยังคงเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมแอนิเมชันไทยต่อเนื่อง ผ่านโปรแกรม Mid-Career: Animation ภายใต้โครงการ Content Lab 2025 โดยเปิดรับทีมแอนิเมชันที่มีประสบการณ์ พร้อมโปรเจ็กต์แอนิเมชันซีรีส์ เพื่อพัฒนาโปรเจ็กต์ให้ตอบโจทย์ตลาดสากล พร้อมชิงทุนสนับสนุนการพัฒนาโปรเจ็กต์กว่า 610,000 บาท ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ Content Lab หรือเว็บไซต์ www.cea.or.th



