เพื่อนครับ ถ้าผมบอกว่า “ระบบเขียนตัวโน้ต โด-เร-มี ที่เราใช้กันทั่วโลก เกิดจากความหงุดหงิดของบาทหลวงคนหนึ่งที่เหนื่อยหน่ายกับการสอนร้องเพลง” เพื่อนจะเชื่อไหมครับ?
วันนี้เราจะมาคุยเรื่อง กีโด แห่งอาเรซโซ (Guido of Arezzo) บิดาแห่งระบบโน้ตดนตรีกันครับ ย้อนไปราวปี ค.ศ. 1000 โลกดนตรีตะวันตกยังไม่มีวิธีบันทึกเสียงร้องที่เป็นมาตรฐานครับ เพลงทุกเพลงในโบสถ์ต้องอาศัยการฟัง ท่องจำ และร้องตามครูฝึกแบบปากต่อปากเท่านั้น
ฟังดูเหนื่อยไหมครับ? นั่นแหละครับคือความจริงในยุคนั้น การจะฝึกนักร้องนำประสานเสียง (Cantor) ให้จำเพลงโบสถ์ได้หมดต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี! และหากผู้ฝึกหรือนักแต่งเพลงคนนั้นเสียชีวิตลง บทเพลงโบราณที่ไม่มีใครจำได้ก็จะสูญหายไปจากประวัติศาสตร์โลกทันที จนกระทั่งบาทหลวงชาวอิตาลีนามว่า กีโด แห่งอาเรซโซ ทนไม่ไหวกับระบบการเรียนรู้อันเชื่องช้านี้
“ทำไมเราไม่สร้างมาตรฐานที่ช่วยให้นักร้องมองเห็นระดับเสียงได้ด้วยตา แทนที่จะใช้หูจำเพียงอย่างเดียว?” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของนักร้องครับ แต่อยู่ที่ “ระบบประมวลผลข้อมูล” กีโด จึงได้คิดค้นระบบบรรทัด 4 เส้น (Four-line Staff) ขึ้นมา โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการขีดเส้นสีแยกแยะโทนเสียง (ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ ท่านใช้เส้นสีแดงเป็นตัวแทนระดับเสียง F และเส้นสีเหลืองเป็นตัวแทนระดับเสียง C) ทำให้สายตาคนอ่านสามารถกะเกณฑ์ความสูงต่ำของโน้ตดนตรีได้ในเสี้ยววินาที
(ถ้ายึดตามเทคโนโลยีสมัยนั้น ถ้าจะสอนเพลงใหม่ที บาทหลวงต้องร้องกรอกหูนักเรียนเป็นร้อยๆ รอบ ซึ่งรับรองว่าคงเสียงแหบเสียงแห้งจนคออักเสบก่อนจะได้ร้องจริง!)
นอกจากนี้ ท่านยังได้ประดิษฐ์ระบบอ่านออกเสียง โด-เร-มี-ฟา-ซอล-ลา (Solmization) ขึ้นมา โดยดึงพยางค์แรกของแต่ละวรรคในบทสวดละตินชื่อ Ut queant laxis มาร้อยเรียงกัน ซึ่งต่อมาเสียง Ut ได้พัฒนามาเป็น Do และกลายเป็นบทเรียนไล่ระดับเสียงพื้นฐานของโลกในปัจจุบัน
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นครับ กีโด ยังได้วางรากฐานแนวคิดที่ต่อมาถูกเรียกว่า “Guidonian Hand” หรือการใช้นิ้วมือช่วยนับระดับคีย์ โดยครูผู้ฝึกจะชี้ไปที่ข้อนิ้วแต่ละข้อเพื่อให้นักเรียนร้องเสียงตามที่กำหนด ระบบที่สมบูรณ์นี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดโดยนักวิชาการรุ่นต่อมาในศตวรรษที่ 12 และทำให้สมาธิและทักษะการแยกโสตประสาทเรียนรู้ได้เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ย่นเวลาการฝึกร้องเพลงโบสถ์จาก 10 ปี เหลือเพียงแค่ 1 ถึง 2 ปีเท่านั้น
ปัจจุบัน ระบบโน้ตของกีโดได้วิวัฒนาการมาเป็นบรรทัด 5 เส้นที่เราใช้งานกันในคอนเสิร์ตและบทเรียนเพลงทั่วโลก (หากเพื่อนๆ กำลังทำเพลง มิกซ์เสียง หรือโปรดิวซ์อยู่ที่บ้าน แนะนำ Edifier MR4 ลำโพงมอนิเตอร์สตูดิโอตัวนี้เลยครับ กำลังขับ 42W กดตะกร้าด้านล่างได้เลยครับ)
บทเรียนธุรกิจที่ได้จากเรื่องนี้ตรงมากครับ นวัตกรรมที่แท้จริงคือการเปลี่ยน “ทักษะเฉพาะตัวที่สืบทอดด้วยการท่องจำ” ให้กลายเป็น “มาตรฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้” (Standardization) การวางระบบที่ทำให้งานยากลดเวลาลงจาก 10 ปีเหลือ 1 ปี คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสเกลและเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดครับ
References:
– Guido of Arezzo, Micrologus (c. 1026)
– Guido of Arezzo, Epistola de ignoto cantu (c. 1030)
– Wikipedia: Guido of Arezzo — en.wikipedia.org/wiki/Guido_of_Arezzo


