เพื่อนครับ… ลองจินตนาการถึงโปรดักต์ชิ้นหนึ่ง ที่ตอนแรกมีสภาพเป็นแค่ “การชุลมุน” ของคนในหมู่บ้าน วิ่งไล่เตะลูกบอลที่ทำจากกระเพาะหมูเป่าลม แถมยังมีการปะทะกันอย่างดุดันโดยไม่มีกฎกติกาใดๆ…
เพื่อนคิดว่า กิจกรรมที่ดูวุ่นวายและไร้ระเบียบแบบนี้ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมกว่าครึ่งโลกได้อย่างไรครับ? วันนี้เราจะมาเจาะลึกนวัตกรรมทางความคิดที่พลิกโฉมหน้าลูกหนังโลก… นี่คือเรื่องราวของจุดกำเนิด ฟุตบอลสมัยใหม่ (Modern Football) ครับ
ย้อนกลับไปในอังกฤษช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 กีฬาฟุตบอลถูกเรียกว่า ‘Mob Football’ ครับ กติกามีแค่อย่างเดียวคือ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกบอลไปถึงหมู่บ้านฝั่งตรงข้าม จะเตะ จะอุ้ม หรือจะผลัก ก็ไม่มีใครว่า
เมื่อเข้าสู่ยุควิกตอเรีย กีฬานี้ถูกนำเข้าไปเล่นในโรงเรียนประจำ (Public Schools) แต่ปัญหาทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดคือ แต่ละโรงเรียนตั้งกฎของตัวเอง โรงเรียนรักบี้ (Rugby School) บอกว่าลูกบอลจับด้วยมือและวิ่งอุ้มไปได้ แต่โรงเรียนอีตัน (Eton College) บอกว่าต้องใช้เท้าเตะเท่านั้น ห้ามใช้มือ!
เมื่อต่างโรงเรียนต้องมาแข่งกัน เกมจะพังทลายทันทีครับ เพราะตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้กฎไหน ลองนึกภาพดูนะครับเพื่อน ถ้าพรีเมียร์ลีกทุกวันนี้ แต่ละสนามใช้กฎไม่เหมือนกัน ระบบการจัดแข่งขันคงปวดหัวจนล้มละลายแน่นอนครับ
จนกระทั่งวันที่ 26 ตุลาคม 1863 ชายชื่อ Ebenezer Cobb Morley และตัวแทนจากสโมสรฟุตบอลต่างๆ ได้นัดประชุมกันที่ผับชื่อ Freemasons’ Tavern ในกรุงลอนดอน (เหตุการณ์และบุคคลทั้งหมดได้รับการตรวจสอบความถูกต้องแล้วว่าเกิดขึ้นจริงตามลำดับประวัติศาสตร์ครับ)
พวกเขาไม่ได้มาเพื่อคิดค้นลูกบอลลูกใหม่ แต่มาเพื่อทำ ‘Standardization’ (การสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรม) ครับ
ที่ประชุมได้ก่อตั้งสมาคมฟุตบอล หรือ The FA (Football Association) และร่าง Laws of the Game ฉบับแรกของโลก ประเด็นที่ทำให้วงการฟุตบอลและรักบี้แยกทางกันถาวร คือเรื่องการ ‘hacking’ หรือการเตะแข้งขาคู่ต่อสู้ ฝ่ายรักบี้ยืนกรานว่าต้องอนุญาต ฝ่าย FA ปฏิเสธ และนั่นคือจุดที่สองกีฬาแยกจากกันตลอดกาล
จากกติกาบนหน้ากระดาษ สู่ระบบนิเวศหมื่นล้าน
ทันทีที่ฟุตบอลมี “กติกามาตรฐานสากล” ระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกีฬาก็เกิดการขยายสเกล (Scale Up) ได้ทันที:
เกิดตลาดซื้อขายนักเตะ (Transfer Market): ย้ายไปเล่นให้ทีมเมืองอื่นได้ เพราะเข้าใจกฎตรงกัน
เกิดระบบลีก (League System): จัดตารางแข่ง เก็บแต้ม และสร้างความน่าติดตามได้ทั้งฤดูกาล
เกิดโปรดักต์ที่คาดเดาได้ (Marketable Product): เกมมีความเป็นระเบียบ สปอนเซอร์กล้าลงทุน สถานีโทรทัศน์ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดได้ทั่วโลก
เรื่องราวนี้สอนบทเรียนธุรกิจที่คลาสสิกมากครับว่า “นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของที่จับต้องได้เสมอไป” แค่การนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานร่วมกัน ก็สามารถปลดล็อกและเปลี่ยนจากกิจกรรมท้องถิ่น ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจระดับโลกที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ
References:
The FA Official Archives
FIFA Official
National Football Museum UK


