“เพื่อนครับ ทุกวันนี้เวลาเราหิวตอนดึก แค่กดปุ่ม ‘ติ๊ง’ 2 นาทีก็ได้กินของร้อนๆ แล้วใช่ไหมครับ? แต่รู้ไหมครับว่า เทคโนโลยีที่อุ่นข้าวกล่องให้เรากิน เดิมทีมันถูกสร้างมาเพื่อ ‘ค้นหาเครื่องบินรบข้าศึก’ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ
เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1945 ที่บริษัท Raytheon ยักษ์ใหญ่ด้านการทหารของสหรัฐฯ วิศวกรอัจฉริยะชื่อ เพอร์ซีย์ สเปนเซอร์ (Percy Spencer) กำลังยืนทดสอบหลอดสุญญากาศที่ชื่อว่า ‘Magnetron’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบเรดาร์
ในขณะที่เขายืนอยู่หน้าเครื่องที่กำลังทำงาน จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรเหนียวๆ ไหลอยู่ในกระเป๋าเสื้อ… พอล้วงออกมาดู ปรากฏว่า ‘แท่งช็อกโกแลต’ ที่เขาพกไว้กินเล่น มันละลายกลายเป็นน้ำเหลวๆ ทั้งที่อากาศในห้องก็เย็นเฉียบ
ถ้าเป็นคนทั่วไปคงหัวเสียที่เสื้อเลอะแล้วรีบไปล้างออกครับ แต่สเปนเซอร์เกิด ‘Scientific Curiosity’ หรือความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาทันที เขาเอะใจว่า “คลื่นจากเรดาร์พวกนี้ มันทำให้ของร้อนขึ้นได้เหรอ?”
เขาจึงเริ่มทำการทดลองทันที (Business Experimentation)
อย่างแรก: เขาเอา ‘เมล็ดข้าวโพด’ ไปวางหน้าเครื่อง… ปรากฏว่ามันแตกตัวกลายเป็นป๊อปคอร์นกระจายเต็มพื้น!
อย่างที่สอง: เขาเอา ‘ไข่ไก่’ ไปวาง… ผลคือไข่ระเบิดตู้ม! (เละเทะกว่าเดิม)
แต่นั่นคือหลักฐานชั้นดีครับ สเปนเซอร์รู้ทันทีว่าเขาค้นพบขุมทรัพย์เข้าให้แล้ว เขาจึงรีบจดสิทธิบัตรและพัฒนาตู้เหล็กเพื่อกักเก็บคลื่นไมโครเวฟนี้ไว้สำหรับทำอาหาร และตั้งชื่อมันว่า ‘Radarange’
ในช่วงแรก (First Mover) ไมโครเวฟเครื่องแรกของโลกไม่ได้เล็กกะทัดรัดแบบนี้นะครับ แต่มันสูงเกือบ 2 เมตร หนัก 340 กิโลกรัม และราคาแพงระยับถึง 5,000 เหรียญ (เทียบเท่าเงินล้านในสมัยนี้) ซึ่งขายได้แค่ภัตตาคารหรูหรือเรือรบเท่านั้น
ต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายสิบปีกว่าเทคโนโลยีจะถูกลง (Cost Down) จนเข้าถึงบ้านคนทั่วไปได้ เรื่องนี้สอนให้เห็นว่า นวัตกรรมมักซ่อนตัวอยู่ใน ‘สิ่งผิดปกติ’ (Anomaly) ครับ คนส่วนใหญ่มองข้ามอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ แต่คนที่มี ‘Mindset นวัตกร’ แบบสเปนเซอร์ จะตั้งคำถามว่า ‘ทำไม?’ และเปลี่ยนอุบัติเหตุนั้นให้กลายเป็นสินค้าที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนทั้งโลกครับ”


