นอกจากชีวิตของเราแต่ละคน เริ่มจากการชีวิตส่วนตัวแล้ว โลกกำหนดให้เรามีคู่ชีวิตเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่กับชีวิตส่วนตัว ซึ่งหมายถึงการมีคู่ครอง การมีคู่ครองก็เป็นเรื่องสำคัญทั้งความจำเป็นต้องมี รวมทั้งการเลือกคู่ครองที่เหมาะสมกับตนเอง เลือกผิดชีวิตครอบครัวก็จะมีปัญหา “ เลือกผิดชีวิตจะพังทลาย” หลายคนไม่ได้คิดเรื่องนี้ มองเป็นเรื่องสนุกสนาน คึกคะนองตามวัย เป็นต้น วัยรุ่นที่คิดเพียงความสนุก ความต้องการทางเพศ มากกว่าที่จะคิดไตร่ตรองหาคู่ครองที่เหมาะสม เพราะจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันถึงสี่สิบห้าสิบปี บ้างก็เข้าตำรารักแท้แพ้ใกล้ชิด พออยู่ ๆ กันไป ชีวิตคู่ไปไม่รอด ต้องเลิกลาหย่าร้าง บางคนสร้างปัญหาไปถึงลูก ๆ ที่ต้องถูกพรากพ่อหรือพรากแม่ บางคู่จากรักมากเป็นเกลียดมาก ถึงกับทำร้ายกัน ฆ่ากันก็มี ดังที่เราได้พบเห็นเป็นข่าวในปัจจุบัน
แต่บทความนี้จะไม่ได้พูดเรื่องคู่ครอง ซึ่งถือ เป็นจงเตรียมพร้อมกับความไม่แน่นอนสมดุลของชีวิต ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชีวิตขาดไม่ได้ เป็นการสร้างสมดุลของชีวิตอีกด้านหนึ่ง ก็คือการทำงาน บางครั้งก็เรียกว่าวิชาชีพ บางขณะก็เรียกว่าอาชีพ แล้วจริง ๆ เรียกอะไร
งาน เป็นคำรวม ๆ ทำงานสวน ทำงานบ้าน ทำงานโรงแรม ทำงานช่วยสังคม ทำงานจิตอาษา ทำธุรกิจส่วนตัว ทำงานการเมือง ฯลฯ
อาชีพ ประเด็นก็คือมีค่าตอบแทน ค่าตอบแทนจากคนอื่นจากงานที่เราได้ทำให้ผู้บริโภค โดยใช้ความรู้ความสามารถความชำนาญส่วนตัวเป็นหลัก ใช้ความถนัด ใช้ประสบการณ์มากกว่า บางท่านก็เป็นการสืบทอดจากบรรพบุรุษ
วิชาชีพ เป็นการสนธิระหว่างอาชีพบวกวิชาชีพ คือ มีการศึกษา มีวิชาการ มีการอบรม ใช้สติปัญญามากกว่าการใช้แรงงานหรือกำลังกาย มีผู้เกี่ยวข้อง เป็นกลุ่มวิชาชีพ เป็นสมาคมวิชาชีพ มีจรรยาบรรณเป็นแนวทางให้เกิดการปฏิบัติอย่างเหมาะสม
ชีวิตการงานจะสมดุลต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่
- What you love. เลือกงานที่เรารัก
- What you good at. เลือกงานที่เราเก่ง
- What the world need. เลือกงานที่โลกต้องการ โลกจำเป็นต้องใช้เรา
- What others pay for you. งานที่ผู้บริโภคพร้อมจะจ่ายค่าจ้างให้เรา
ทั้งสี่ประการ เขารวมเรียกว่า “ Professional ” หรือมืออาชีพ ถ้าข้อ 1+ 2 รวมเป็น passion คือปณิธาน ถ้าข้อ 1+ 2 + 3 เป็น Mission คือ พันธกิจ บางครั้งเราจะพบว่า บางคนเลือกงานตามที่คนอื่นต้องการ ไม่ได้เลือกตามที่ชีวิตเราต้องการ แล้วเราอาจจะพูดว่า “ ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้ชีวิตนี้ทำงานเพื่อตนเองตามความต้องการ แต่ต้องทำตามที่คนอื่นต้องการ ” ดังนั้น ถามตนเองก่อนจะเลือกงาน เป็นต้น คนที่จบการศึกษามาใหม่ ๆ อย่าเพียงแต่คิด ว่าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ต้องการอย่างไร หรือ อะไรก็ได้ขอให้มีงานทำ ซึ่งพอทำ ๆ ไป ชีวิตกลับไม่มีความสุข เข้าตำรา “เลือกงานผิดชีวิตจะพังทลาย” เหมือนกัน ชีวิตที่สมดุลจำต้องมีคู่ชีวิตที่ดี และมีงานที่ทำให้เราเกิดความสุข
ถึงกระนั้น หากได้หรือจำใจเลือกงานไปแล้ว ไม่เข้าหลักสี่ประการข้างต้น ก็ต้องเลือกสองทาง ระหว่างเปลี่ยนงานให้ได้ตามหลักสี่ประการ หรือไม่ก็ต้อง เรียนรู้ อยู่กับงานนั้นให้ได้ “ ถ้าแสงสว่างยังไม่มี ก็ต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับความมืด “ อย่างว่าแหละ งานเดี๋ยวนี้หายาก จะเอาถูกใจเสียทุกอย่าง ก็คงตกงาน ไม่ได้งานทำกันพอดี”
ที่สำคัญ การตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญ อย่าติดอยู่กับการลังเล หรือการรอ เพราะเวลาที่ผ่านไปแล้ว ไม่มีหวนกลับ จะชดเชย จะเพิ่มเติมไม่ได้ การทำงานจึงต้องเริ่มทำทันที อย่ารอ…..บางคนบอกว่ารอให้เก่งก่อนแล้วจะทำ ต้องทำเลย แล้วความเก่งจะตามมา…….อย่ารอเวทีพร้อม แล้วจึงจะซ้อม แต่ต้องซ้อมก่อนขึ้นเวที พอเวทีพร้อมเราก็แสดงเลย……….อย่ารอ ว่าสำเร็จแล้วจึงจะลงมือ ลงมือเลยด้วยความมั่นใจว่าเราจะสำเร็จ…….อย่ารอให้แข็งแรง แล้วจึงออกกำลังกาย ต้องออกกำลังกายก่อนแล้วจึงจะแข็งแรง…….เหมือนกัน อย่าให้มีเงินเหลือแล้ว จึงจะออม แต่ต้องเริ่มวางแผนทางการเงิน ปันส่วนที่จะเก็บออม แล้วจึงจะมีเงินเหลือ
เมื่อเราได้งานที่ดี งานที่เราชอบแล้ว ต้องรักษาให้ดีด้วย การรักษางานไว้ ทำให้นึกถึงปาฐกถาของสตีฟ จอฟฟ์ ที่กล่าวไว้ว่า “Stay Hungry , and stay foolish ” “ อยู่อย่างกระหาย และใฝ่รู้ ” ต้องพัฒนาความรู้และความสามารถใหดียิ่งขึ้น และต้องยึดมั่นในจริยธรรมของวิชาชีพ ในเรื่องนี้ ผมมีกลอนบทหนึ่ง อาจารย์ไตรมาส แผ้วประยูร ปรมาจารย์งานประกันชีวิต ได้มอบให้ผมยึดปฏิบัติตั้งแต่เริ่มงานประกันชีวิตใหม่ ๆ นับว่านานมาแล้วมากกว่าห้าสิบปี ซึ่งผมก็ท่องจำและเตือนตนเองเสมอมา ซึ่งนับว่ายังทันสมัยทันยุคถึงปัจจุบัน
งานจะดีมีค่าถ้ารู้หลัก
หนึ่ง ต้องจักสนใจใฝ่ศึกษา
สอง ต้องขยันหมั่นทำและนำพา
สาม ต้องกล้ารับผิดชอบระบอบงาน
สี่ ต้องเคารพต่อผู้อยู่เหนือชั้น
ห้า ต้องไม่รั้นต่อวินัยข้อไขขาน
หก ยึดมั่นจรรยาบรรณตลอดกาล
ถ้าหากเราได้ทำจะจำเริญ.
โรจ ว่องประเสริฐ






