
วิจัยกรุงศรีระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนกลับมาขยายตัวหลังสิ้นสุดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ อยู่ที่ 1.68% YoY สูงสุดในรอบ 4 เดือน และเป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้งจาก -0.02% เดือนสิงหาคม โดยมีปัจจัยสำคัญจากการสิ้นสุดลงของมาตรการช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา) กอปรกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (+32.4%) และการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสดบางชนิด เช่น ไข่ไก่ ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.19% จาก 0.07% เดือนสิงหาคม สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.83% และ 0.23% ตามลำดับ


แม้มีสัญญาณเชิงบวกจากดัชนีความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่เริ่มปรับขึ้น แต่ยังนับว่าอยู่ในระดับต่ำค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตการระบาด ขณะที่เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยังมีความไม่สม่ำเสมอ ท่ามกลางบาดแผลทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงและยาวนานกว่าคาด ซึ่งส่งผลต่อภาคท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ การจ้างงาน รายได้ และภาระหนี้ของภาคครัวเรือน นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วม และปัญหาทางการเมืองในประเทศยังเป็นประเด็นที่มีความไม่แน่นอนสูงและอาจกดดันความเชื่อมั่นเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการรัฐที่จะช่วยหนุนการฟื้นตัว ล่าสุดทางการออกมาตรการรักษาระดับการจ้างงานให้แก่ธุรกิจ SMEs วงเงินราว 47 พันล้านบาท โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนให้กับนายจ้างภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคมจำนวน 3,000 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 3 เดือน (พฤศจิกายน 2564 – มกราคม 2565) ทางการคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยรักษาระดับการจ้างงานธุรกิจ SMEs ที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน จํานวนกว่า 4 แสนแห่ง และรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้จำนวนกว่า 5 ล้านคน




