back to top
More

    เลขาธิการ คปภ. ฉายภาพอนาคตของธุรกิจประกันภัยบนความไม่แน่นอน กระตุ้นภาคธุรกิจประกันภัยเร่งปรับตัวเพื่อใช้วิกฤตเป็นโอกาส

    Must read

    - Sponser -

    งาน AGIAC 190315 0006 - Advanced Business Magazine

    ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานประชุมวิชาการด้านการประกันวินาศภัย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ซึ่งจัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย ภายใต้การบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศทั้งของรัฐและเอกชน จำนวน 12 แห่ง พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Dealing with Uncertainty : The Future of Insurance” โดยงานประชุมวิชาการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการ และนักประกันภัยได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยทางด้านประกันวินาศภัย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นจากการศึกษาวิจัยร่วมกัน เพื่อเป็นการต่อยอดและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประกันวินาศภัยระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจประกันวินาศภัย

    ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวโดยฉายภาพการที่ธุรกิจประกันภัยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ซึ่งแท้จริงแล้วความไม่แน่นอนคือปัจจัยต่างๆที่จะเกิดอย่างแน่นอน เช่น สภาวะโลกร้อน สังคมผู้สูงอายุ การเข้ามาของเทคโนโลยีที่เข้ามา Disrupt การประกอบธุรกิจ โดยในส่วนของประกันภัยนั้น ปัจจัยที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ปัจจัยแรก คือ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคต้องการให้มีการตอบสนองการให้บริการอย่างฉับไว การเข้าถึงและการตอบกลับต้องมีความรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เสนอขายจะต้องตอบโจทย์ความต้องการ ได้อย่างครบถ้วนสอดคล้องกับความเสี่ยงภัยในปัจจุบัน รวมถึงผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมในการบริการด้านการประกันภัยมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นเพียงผู้ซื้อเท่านั้น ปัจจัยที่สอง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประกอบธุรกิจ ซึ่งเริ่มให้ความสนใจในการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างมากยิ่งขึ้น เช่น BitCoin หรือ Cyber Insurance ประกันภัยทรัพย์สินทางปัญญา ประกันภัยไซเบอร์ รวมถึงเริ่มมีการผนวกความคุ้มครองประกันภัยกับบริการอื่นๆ มากขึ้น ปัจจัยที่สาม คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)และสภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นปัจจัยจากสภาพแวดล้อมที่สำคัญอีกระดับหนึ่งที่จะกระทบต่อธุรกิจประกันภัยในการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และปัจจัยสุดท้าย คือ การเข้ามาในธุรกิจประกันภัยของผู้ให้บริการด้านอื่นๆ ซึ่งตัวอย่างที่สำคัญที่เห็นได้ชัดในประเทศจีน คือธุรกิจ e-commerce เริ่มรุกเข้ามาในตลาดการเงิน

    นอกจากนั้น เลขาธิการ คปภ. ยังได้กล่าวถึง การเข้ามาของเทคโนโลยีในธุรกิจประกันภัยอันส่งผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมากมาย จนก่อให้เกิดคำว่า InsurTech ที่เป็นการนำเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการด้านประกันภัย โดยสามารถจำแนกการพัฒนาInsurTech ได้เป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย

    ด้านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัย ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการช่วยในการวิเคราะห์และประมวลผลจากข้อมูลที่มีอยู่ว่า จากความต้องการของลูกค้า หรือจากข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าแบบนี้แล้ว ลูกค้าจะมีความเสี่ยงด้านไหน ควรซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยอย่างไรและเบี้ยประกันภัยเท่าไรจึงจะเหมาะสม และคัดเลือกหรือแนะนำแบบประกันภัยที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดจากฐานข้อมูล

    ด้านการขาย โดยจะเป็นการพัฒนาขั้นตอนการซื้อขาย ที่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ครบทุกกระบวนการบนซอฟต์แวร์ ด้วยการกรอกข้อมูลใบสมัครทำประกันแบบออนไลน์ (E-Application) การชำระเงินอิเล็กทรอนิคส์ (E-Payment) และการออกกรมธรรม์ดิจิทัล (E-Policy)

    ด้านการพิจารณารับประกันภัย โดยจะเป็นการนำเทคโนโลยี Internet Of Things (IOT) หรือการใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับหรือบันทึกข้อมูลตามพฤติกรรมหรือความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ให้มาอยู่ในรูปของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่สามารถใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคลในด้านของสุขภาพ การใช้ชีวิต การเดินทาง หรือการขับขี่ได้อย่างละเอียดผ่านการใช้อุปกรณ์ในการตรวจวัดและเก็บข้อมูล

    ด้านการเคลม โดยจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาระบบการรับแจ้งเคลม ให้เป็นแบบออนไลน์ เชื่อมต่อข้อมูลกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้การติดตามและสืบค้นข้อมูลมีความสะดวกและง่ายมากขึ้น

    ในส่วนของสำนักงาน คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านประกันภัยก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากปัจจัยต่างๆเช่นกัน จึงต้องปรับวิธีการทำงานและนำเทคโนโลยีมาช่วยเช่น การนำ RegTech, SupTech มาใช้ในการกำกับดูแล และส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบใหม่ๆ การตั้งศูนย์ CIT เพื่อช่วยพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีประกันภัยและส่งเสริมภาคธุรกิจประกันภัยให้นำเทคโนโลยีประกันภัยมาใช้ให้มากขึ้น ฯลฯ ซึ่งจะต้องปฏิบัติภารกิจในส่วน “กำกับ” และ “ส่งเสริม” ควบคู่กันไป

    “การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนภายใต้สภาวะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ธุรกิจประกันภัยและหน่วยงานกำกับดูแลจะต้องเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อปรับตัวให้สามารถก้าวทันนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หน่วยงานกำกับเองจะต้องมีการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการกำกับดูแลเพื่อก้าวให้ทันกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้การเปลี่ยนแปลงจะนำมาซึ่งโอกาสในการประกอบธุรกิจและการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค แต่เมื่อมีการใช้บริการและการเติบโตของธุรกรรมที่มากขึ้น ก็ย่อมที่จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายหรือการละเมิดต่อผู้บริโภคตามมา ทั้งนี้ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่หน่วยงานกำกับต้องคำนึงถึงในการกำกับดูแลธุรกิจ คือ การสร้างความสมดุลระหว่างการกำกับและส่งเสริมพัฒนาการในการประกอบธุรกิจประกันภัย โดยต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคด้วย” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน คปภ. 1186 หรือเว็บไซต์ www.oic.or.th หรือ กลุ่มงานสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 02-515-3998-9 ต่อ 8307 โทรสาร 02-513-1437 http://www.facebook.com/PROIC2012

    - Sponser -
    - Advertisement -

    More articles

    - Sponser -
    signha lemon soda ads 300x250

    Latest article

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    Privacy Preferences

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    Allow All
    Manage Consent Preferences
    • Always Active

    Save