back to top
32.4 C
Bangkok

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดแนวรุกปี 61 มุ่งขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสการทำ cross-sell ดูแลลูกค้าบุคคลรายใหญ่ให้เทียบเท่า Private Bank ต่างประเทศ ตั้งเป้าสินเชื่อโต 10%

Must read

 “กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร-KKP” เผยในปี 60 กลุ่มธุรกิจฯ ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเติบโตของสินเชื่อรวมกว่า 9% จากเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 5% ตลอดจนด้านการควบคุมคุณภาพของสินเชื่อ โดยทั้งปีมีกำไรเบ็ดเสร็จกว่า 6,100 ล้านบาท สำหรับแผนปี 61 ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าเชิงรุกทั้งลูกค้าสินเชื่อ ลูกค้าเงินฝาก และกลุ่มลูกค้าที่มุ่งเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสการทำ cross-sell นอกจากนั้นยังมุ่งพัฒนาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ให้เทียบเท่า Private Bank ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมอยู่ที่ประมาณ 10% ทั้งนี้ จะมุ่งเน้นการใช้ Information Technology เป็นตัวช่วยนำผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ด้านการเงินและการลงทุนของกลุ่มธุรกิจฯ ไปสู่ลูกค้าได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

 KKP Jan 25 ak1นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Mr. Aphinant Klewpatinond, Chief Executive Officer, Kiatnakin Phatra Financial Group) กล่าวว่า ปี 2560 เป็นอีกหนึ่งปีที่ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจฯ ออกมาในระดับที่น่าพอใจ สะท้อนความมีประสิทธิภาพของ Business Model ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญของบริษัทในกลุ่มธุรกิจฯ ได้อย่างเต็มศักยภาพ เห็นได้จากผลประกอบการที่ประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิและกำไรเบ็ดเสร็จ รวมทั้งมีสินเชื่อรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรคือมีบริการและผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุนมีคุณภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทำให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทั้งบรรษัทขนาดใหญ่ ลูกค้าสถาบัน เอสเอ็มอี และลูกค้าบุคคลรายใหญ่ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจฯยังคงไม่หยุดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ยิ่งกว่าเดิม

 “ในปี 2561 กลุ่มธุรกิจฯ มุ่งเป้าขยายฐานลูกค้าเชิงรุก เพื่อขยายฐานบัญชีทั้งสินเชื่อและเงินฝาก และสร้างโอกาสสำหรับการทำ cross-sell ผลิตภัณฑ์อื่นภายในกลุ่มธุรกิจฯ นอกจากนี้ยังจะพัฒนาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ให้มีความหลากหลาย และทำให้ลูกค้าสามารถรับคำแนะนำในการลงทุนและทำรายการได้สะดวกและใกล้ชิดยิ่งกว่าที่รับบริการ Private Bank ต่างประเทศ ดังเช่นเมื่อกลางปี 2560 ที่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) (บล.ภัทร) ได้เปิดตัวบริการ Global Investment Service หรือ GIS บริการพิเศษที่ช่วยให้ลูกค้าบุคคลรายใหญ่สามารถบริหารเงินลงทุนในต่างประเทศผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลายได้อย่างไร้พรมแดน โดยเป็นความร่วมมือกับพันธมิตร Private Bank ต่างประเทศ สำหรับสินเชื่อรวม ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตที่ราว 10% ด้านสินเชื่อด้วยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPLs) คาดว่าจะลดลงไปที่ประมาณ 4.5%  ส่วนนโยบายทางด้านสาขานั้น ธนาคารมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครือข่ายสาขา ซึ่งรวมถึงการปิด                     ย้ายสาขาหรือปรับปรุง ตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา (ปัจจุบันมี 66 สาขา) เพราะมองเห็นว่าการทำธุรกรรมที่สาขาอาจมีไม่มากเท่าเดิม และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกมากขึ้น โดยในอนาคต หลายสาขาของธนาคารจะถูกยกระดับให้เป็น Financial Hub (ปัจจุบันมีอยู่ 2แห่งคือสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาทองหล่อ และปี 2561 นี้จะเปิดอีกหนึ่งสาขาที่เยาวราช) หรือสถานที่ให้ลูกค้าเข้ามารับคำปรึกษาในการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่บริการอื่นๆ จะพัฒนาไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศที่กำลังทยอยเกิดขึ้นภายใต้โครงการ National e-Payment โดยกลุ่มธุรกิจฯ จะใช้เครือข่ายสาขาที่มีอยู่ ตลอดจน Alternative Channel และ Information Technologyมาสร้างโอกาสในการเข้าถึงสาขาและบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการลงทุน โดยจะมีการเปิดตัวเร็วๆ นี้”

 KKP Jan 25 4

ส่วนภาพรวมการดำเนินงานปี 2560 ทั้งในส่วนธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจตลาดทุนมีพัฒนาการที่ดี โดยในปี 2561 นี้ ยังคงมุ่งเน้น 3 ธุรกิจหลัก ซึ่งสะท้อนจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้เป็นอย่างดี ได้แก่

  1. ธุรกิจให้สินเชื่อและธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วยสินเชื่อรายย่อย (สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค) สินเชื่อธุรกิจ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับธนาคารพาณิชย์ (เงินฝาก ประกันและการลงทุน) เริ่มต้นจากสินเชื่อรายย่อยที่ธนาคารเกียรตินาคินมีส่วนแบ่งการตลาดทางด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม (ณ สิ้นปี 2560 ยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 103,926 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 8%) ทั้งนี้ แม้ว่ายอดการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้จะลดลง เนื่องจากกลุ่มธุรกิจฯ ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพหนี้ และมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อเฉพาะกับกลุ่มที่สามารถแข่งขันได้ดีและมีศักยภาพในการเติบโตสูง อาทิ รถแท็กซี่ รถบ้าน รวมถึงสินเชื่อรถกู้เงินด่วน เป็นหลัก แต่เห็นได้ชัดว่าอัตราผลตอบแทนรวมของสินเชื่อเช่าซื้อมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อรายย่อยอื่น มีการขยายตัวในอัตราที่สูงตลอดปี 2560 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายสินเชื่อผ่านสายงานช่องทางการตลาดและพัฒนาฐานลูกค้า ที่ธนาคารได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางในการขยายตลาด ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบุคคลสินเชื่อ KK SME และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับสินเชื่อธุรกิจ กลุ่มธุรกิจฯ มุ่งเน้นทำตลาดในอุตสาหกรรมที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ได้แก่สินเชื่อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเม้นต์และโรงแรม สินเชื่อธุรกิจขนส่ง สินเชื่อ                       พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม และสินเชื่อเพื่อเครื่องจักรและวัสดุก่อสร้าง โดยสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นครึ่งหนึ่งของสินเชื่อกลุ่มนี้ กำลังได้รับการขยายตลาดไปสู่ลูกค้าขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น เช่นล่าสุดที่ธนาคารได้มีโอกาสให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ ในโครงการเดอะรีเซิร์ฟ สุขุมวิท6 (คอนโดมิเนียมลักษ์ชัวรี่) นอกจากนี้ ในส่วนของเงินฝากประกันและการลงทุนนั้น ในปี 2561 จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ตราสารหนี้ที่มีอนุพันธ์แฝง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนสำหรับลูกค้ากลุ่มที่มีความชำนาญในการลงทุน ซึ่งมีเพียงสถาบันการเงินจำนวนไม่มากที่สามารถนำเสนอได้
  2. ธุรกิจ Private Bank ประกอบไปด้วยสายงานที่ดูแลให้คำปรึกษาการลงทุนให้แก่ลูกค้าบุคคลรายใหญ่ โดยธุรกิจนี้นับเป็นจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจฯ ที่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจฯ สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครบวงจร และมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่นมีบริการซื้อขายหน่วยลงทุนของ บลจ. 20 แห่ง มีบริการกู้ยืมเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือบริการสินเชื่อเพื่อการลงทุน (สินเชื่อLombard) ทั้งนี้ สินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำ (Asset under Advice: AuA) คิดเป็นมูลค่า 447,000  ล้านบาท หรือประมาณกว่า 580,000 ล้านบาทหากรวมเงินฝากที่ธนาคารด้วย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าบุคคลรายใหญ่มีต่อกลุ่มธุรกิจฯ ส่วนการทำงานต่อจากนี้ ยังคงเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้มาตรฐานการบริการเทียบเท่า Private Bank ในต่างประเทศ โดยสำหรับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด (บลจ. ภัทร) นั้น ในช่วงปีที่มามีผลงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนที่เป็น Flagship ไม่ว่า LTF, RMF หรือกองหุ้น ล้วนติดอันดับกองทุนที่มีผลการดำเนินการยอดเยี่ยม สำหรับปี 2561 นี้ บลจ.ภัทร จะเน้นการดูแลสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะ Fixed Income และ Structure Products อีกทั้งจะขยายความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์ในต่างประเทศในประเภท Mutual Fund และ Private Fund อีกด้วย
  3. ธุรกิจ Investment Bank ประกอบไปด้วยธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลูกค้าสถาบัน ธุรกิจลงทุน และธุรกิจบรรษัทและวานิชธนกิจ โดย บล.ภัทร ได้ให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ในธุรกรรมสำคัญระดับประเทศหลายรายการ อาทิ การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทสหพัฒน์ การเสนอขายหุ้น IPO ของ บมจ. บี กริม เพาเวอร์ และ บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินในการระดมทุนขนาดใหญ่อีกหลายรายการในปี 2561 และธุรกิจการเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลูกค้าสถาบันและหน่วยงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ก็สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดและรายได้เป็นที่น่าพอใจ

 อนึ่ง ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคินจำกัด (มหาชน) ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 3.8% โดยมีปัจจัยหนุนหลัก 2 ปัจจัย คือ 1. ภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่พร้อมเพรียงกัน (Synchronized Growth) ขณะที่มาตรการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน และ 2. ภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การเบิกจ่ายงบกลางปี เป็นต้น ด้านการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแต่ไม่โดดเด่นนัก ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องจับตา 3 ประการ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคระหว่างประเทศเป็นหลัก 2. การลงทุนของภาครัฐและเอกชนจะกลับมาขยายตัวหรือไม่ โดยที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐ (ที่รวมรัฐวิสาหกิจ) ต่ำกว่าเป้ามาโดยตลอด และ 3. ความตึงตัวภาคการเงินจะผ่อนคลายลงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินจะอยู่ในระดับต่ำแต่สภาพคล่องทางการเงินมิได้ไหลเข้าไปสู่ภาคธุรกิจที่มีความต้องการทางการเงินเท่าที่ควร

 KKP Jan 25

นายชวลิต จินดาวณิค ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (Mr. Chavalit Chindavanig, Head of Finance and Budgeting, Kiatnakin Bank Plc.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2560 เปรียบเทียบกับปี 2559 ว่า “ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4%และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมเท่ากับ 6,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% มีสินทรัพย์รวม 259,335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% ทางด้านอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III รวมกำไรถึงสิ้นปี2559 อยู่ที่ 16.46% เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 13.31% หากรวมกำไรถึงสิ้นปี 2560 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับ 17.95% เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 14.80% ในส่วนของผลการดำเนินงานของธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้น สินเชื่อของธนาคารในปี 2560 มีการขยายตัวที่9.3% หลังจากที่มีการหดตัว 3 ปีต่อเนื่องในปี 2557 – 2559 โดยสินเชื่อมีการขยายตัวในเกือบทุกประเภทยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อที่ยังคงมีการหดตัวลง ทั้งนี้สินเชื่อของธนาคารที่มีการขยายตัวค่อนข้างดี ได้แก่ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เพิ่ม 205%) สินเชื่อ Micro SMEs ซึ่งรวมสินเชื่อ KK SME (เพิ่ม 84%) สินเชื่อบุคคล (เพิ่ม 35%) สินเชื่อบรรษัท (เพิ่ม 130%) สินเชื่อ Lombard (เพิ่ม62%) ในด้านคุณภาพของสินเชื่ออัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 5.0% ปรับตัวดีขึ้นจาก 5.6% สิ้นปี 2559 สำหรับธุรกิจตลาดทุนนั้น มีรายได้รวมราว 3,000 ล้านบาท บล.ภัทรมีส่วนแบ่งตลาด 4.69% เป็นอันดับที่ 5 จากบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง ตลอดจนมีรายได้จากค่าธรรมเนียมวานิชธนกิจและจากการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจ

- Advertisement -

More articles

- Advertisement -

Latest article