รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

พลิก SCG จากผู้นำอาเซียนสู่ตลาดโลก

เน้นพัฒนาคน และพัฒนา HVA

 

DSC_3080SCG หรือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรธุรกิจเอกชนเก่าแก่ของไทยที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2456 เพื่อผลิตปูนซิเมนต์ วัสดุก่อสร้างที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในสมัยนั้น ต่อมาได้ขยายกิจการอย่างต่อเนื่องและเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับถึงปัจจุบัน โดย SCG มีบริษัทในเครือกว่า 200 บริษัท และมีพนักงานมากกว่า 5 หมื่นคนซึ่งเอกลักษณ์ความโดดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งของ SCG คือ ความต่อเนื่องในการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูง เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายขององค์กรให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

ในรอบ 102 ปี ที่ผ่านมา SCG มีกรรมการผู้จัดการใหญ่ 11 คนคิดเฉลี่ยแต่ละคนจะอยู่ในตำแหน่งคนละ 10 ปี โดยช่วง 60 ปีแรก มี 4 คน เป็นชาวต่างประเทศทั้งหมด แต่ในช่วง 40 ปีหลัง มีกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นคนไทย คนแรกคือ บุญมา วงศ์สวรรค์ เป็นผู้จัดการใหญ่ ช่วงปี 2517-2518 ต่อด้วย สมชาย ฮุนตระกูล ปี 2518-2523 จรัส ชูโต ปี 2523-2527 พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ปี 2528-2535 ชุมพล ณ ลำเลียง ปี 2536-2548 และกานต์ ตระกูลฮุน ปี 2549-2558 และก็ส่งไม้ต่อให้ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ลูกหม้อ SCG เอ็มดีคนใหม่ โดยจะทำหน้าที่นี้ต่อไปอีก 8 ปี จนอายุ 60 ปี เกษียณอายุ

วัฒนธรรมองค์กรของ SCG ที่ต้องการให้ความต่อเนื่องในการบริหารนโยบาย และการวางแผนพัฒนาบุคลากรให้ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหารนั้น กานต์ ตระกูลฮุน เคย กล่าวว่า “สมัยผมมีการบอกล่วงหน้าตั้ง 5 ปีครึ่งว่าจะให้ผมขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ แจ้งช่วงปลายปี 2545 ผมก็ถูกย้ายไปเป็น ซีเอฟโอ ให้ดูแลการเงิน และไปดูแลทางด้านบริหารกลาง เป็นการเตรียมตัวเรียนรู้ทั้งระบบก่อนมานั่งตำแหน่งนี้ เช่นเดียวกัน รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ได้รับเลือกเมื่อประมาณกว่า 2 ปีที่ผ่านมาโดยคณะกรรมการบริษัทฯ ได้ตั้งทีมสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ได้คัดเลือกไว้เพื่อศึกษางาน และเตรียมพร้อมที่จะมานั่งในตำแหน่งเพราะ SCG ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในนโยบายและการบริหารเพื่อความเติบโต ก้าวหน้า มั่นคงขององค์กร และจุดพิเศษอย่างหนึ่งของผู้บริหาร SCG คือทุกคนจะทำงานที่นี่ค่อนข้างยาว เข้ามาทำงานตั้งแต่เด็กๆ เราจึงรู้กันหมดว่าแต่ละคนมีลักษณะนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ฝีมือเป็นอย่างไรไม่ใช่เพิ่งรู้ อย่างรุ่งโรจน์ ก็เป็นลูกหม้อเก่าแก่ จบปริญญาโทจากอเมริกา พอเข้าทำงาน SCG 3-4 ปี ก็ได้ทุนบริษัทไปเรียนเอ็มบีเอ ที่ฮาร์วาร์ด เรียนจบก็กลับมาทำงานต่อจนเติบโต ในสายงานต่างๆ จนมีประสบการณ์อย่างรอบด้าน และมีการเตรียมตัวเทรนจนเรามั่นใจ จึงมานั่งในตำแหน่ง เอ็มดีในครั้งนี้”29da2b7b90974bb60744e38ab3302cd0_f310

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ถือว่าเป็นลูกหม้อที่ร่วมงานกับองค์กรยักษ์ SCG มานานกว่า 10 ปี ภายใต้แผนสืบทอดผู้นำ หรือ Succession Plan ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่ได้รับการเพาะบ่มก่อนก้าวไปเป็นแม่ทัพเป็นเวลานานมากคนหนึ่งในฐานะเอ็มดีของSCG เพราะผู้จัดการใหญ่ของ SCG ที่รู้ตัวล่วงหน้าและมีเวลาเตรียมตัวนานที่สุด

การฝึกฝนทดสอบและความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จึงเป็นประสบการณ์ที่ดีต่อ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส จึงทำให้เขามีความรู้ และประสบการณ์อย่างมากใน SCG ว่าด้วยยุทธศาสตร์ต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จึงถือว่าเป็นผู้เหมาะสม ที่ได้สืบทอดการบริหาร SCG ในยุคที่เศรษฐกิจ และธุรกิจ ไม่มีความแน่นอนมากขึ้นheadquarters_06

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส นั่งเก้าอี้เอ็มดี SCG ตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 แต่มองย้อนกลับไป เขาเป็นหัวกะทิที่ผ่านการคั้นจนเข้มจนได้ที่ นั้นเขาอายุ 52 ปี จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเหมืองแร่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปี 2528 ปริญญาโท 2 ใบ สาขาอุตสาหการ University of Texas (Arlington) ประเทศสหรัฐอเมริกา 2530 และบริหารธุรกิจ Harvard Business School ประเทศสหรัฐอเมริกา 2536

รุ่งโรจน์ ร่วมงานกับ SCG มาตั้งแต่จบการศึกษาเมื่อปี 2528 รับผิดชอบคุมสายงานการผลิต การขาย การบริหาร และงานวางแผน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ผ่านการดำรงตำแหน่งต่างๆ อาทิ ผู้อำนวยการสำนักงานวางแผนกลาง บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 2543-2548, ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ 2548-2554 นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งอื่น เช่น กรรมการ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กรรมการบริษัทไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) และนั่งเก้าอี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “SCG แพคเกจจิ้ง” ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารอีกรุ่นของ SCG ที่ฝีมือครบเครื่องเรื่องความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ได้รับการฟูมฟัก วางตัวสืบทอดดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่มาหลายปี จนก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ SCG พนักงานของ SCG ถ้าสามารถขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้ว เรื่องของความสามารถไม่ต้องพูดถึง เพราะแต่ละคนมีความเก่งความสามารถเป็นทุนอยู่แล้วโจทย์ของ SCG เวลาคัดเลือกผู้นำ คือเลือกคนที่มีความดีอยู่ในตัวมากที่สุดใครจะเป็นคนดีได้มากกว่ากัน นี่คือสิ่งที่ SCG ให้ค่าเรื่องของคนheadquarters_01

การที่ผู้บริหารระดับสูงจะขึ้นมาเป็น แม่ทัพใหญ่ SCG ได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเด่นด้าน Hard side และ Soft Side ในส่วนของ Hard side เขาครบเครื่องด้านความรู้ การศึกษา และมีความสามารถในการบริหารงานอย่างโดดเด่นอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ Soft Side คือ การเป็นผู้นำที่สามารถนำคนในองค์กรได้ เนื่องจากองค์กร SCG เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก จะทำอย่างไร เพื่อโน้มน้าวให้คน ทำตามนโยบายได้ นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะทำได้ แต่ SCG เต็มไปด้วยคนเก่ง ในด้าน Hard side ไม่ต่างกันมาก คนเก่งมีจำนวนมาก แต่ด้าน Soft side การนำคน การมีคอนเนคชั่นต่างๆ กับบุคคลหลากหลายถือเป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากนี้ รุ่งโรจน์ ยังมี DNA เอสซีจี ทั้งอุดมการณ์ ‘Four Core Value’ ที่เป็นธรรมเนียมถือปฏิบัติของพนักงานทุกระดับได้แก่ 1.ตั้งมั่นในความเป็นเป็นธรรม 2.มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ 3.เชื่อมั่นในคุณค่าของคน และ 4. ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ลักษณะการทำงานของคน SCG เป็นแบบ Open and Challenge ก็มีทั้ง “เปิดใจรับฟัง” และ “ท้าทาย” การขับเคลื่อนธุรกิจให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเขา มีครบทั้ง Four Core Value และเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ที่จะนำ SCG สู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง

เรียกได้ว่า รุ่งโรจน์เป็นผู้บริหารที่ครบเครื่องเรื่องคุณสมบัติทั้งด้าน Hard side และ Soft side คือมีความรอบด้านในองค์ความรู้ ความสามารถในการบริหารงาน และการเป็นผู้นำที่สามารถโน้มน้าวให้คนทำตามนโยบาย และก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งในฐานะองค์กรขนาดใหญ่อย่าง SCG แน่นอนว่านี่ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ใครหรือทุกคนจะทำได้โดยง่ายscg_building_03

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส สานต่อภารกิจใหญ่ของ กานต์ ตระกูลฮุน ตามยุทธศาสตร์สำคัญของเครือ SCG ซึ่ง มีอยู่เพียง 2 ประการนี้ ได้แก่ 1.Go Regional เพื่อสร้าง growth และ 2.Higher Value Added ที่ต้องมี Integration ในวัฒนธรรมองค์กรและการลงทุนด้านศักยภาพของคน

“แผนการลงทุน 5 ปี ใช้งบประมาณ 2-2.5 แสนล้านบาทนั้น จะอยู่ภายใต้ 2 กลยุทธ์หลัก คือ Go Regional ที่เน้นการลงทุนในอาเซียน และการส่งเสริมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม Higher Value Added ซึ่งคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจในภูมิภาคจะขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี ซึ่งสอดรับกับโครงการลงทุนของ SCG ที่มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามแผน” รุ่งโรจน์ กล่าวย้ำไว้

รูปธรรมในการ Go Regional ของ SCG เพื่อผลิตสินค้ารองรับความต้องการของตลาด อยู่ที่การเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในอาเซียนโดย SCG ได้ตั้งโรงงานปูนซิเมนต์ในอินโดนีเซียและกัมพูชา ขณะที่โรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศเมียนมาร์และ สปป.ลาว จะเริ่มผลิตได้ในปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ รวมถึงโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในประเทศเวียดนามมีความคืบหน้าตามแผน ซึ่งโครงการลงทุนเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวของตลาดและรองรับความต้องการของลูกค้าในอาเซียน

รุ่งโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความคืบหน้าการลงทุนในอาเซียนของ SCG ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้ สามารถผลิตสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาด โดยโรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศอินโดนีเซียเริ่มผลิตสินค้าออกสู่ตลาดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 ขณะที่โรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศเมียนมาร์ และสปป.ลาว คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงกลางปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ ซึ่งโครงการลงทุนเหล่านี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวของตลาดและรองรับความต้องการของลูกค้าในอาเซียน ทั้งนี้ SCG มีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของอาเซียน โดยในปี 2559 คาดว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การค้าในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค”scg_cement_02

ในขณะที่การ Go Regional ของ SCG ตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ มีแนวโน้มที่จะผลิดอกออกผลไปด้วยดี อีกด้านหนึ่งของแผนกลยุทธ์ที่ดำเนินคู่ขนานไป ว่าด้วยการให้ความสำคัญของสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม Higher Value Added (HVA) โดยเฉพาะในกลุ่มเคมิคอลส์ ซึ่งจะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ในสัดส่วน 50:50 ของรายได้รวมของ SCG ก็มีทิศทางที่น่าสนใจไม่น้อย

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “SCG ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการพัฒนาสินค้าและบริการที่มูลค่าเพิ่ม (HVA) เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยในปี 2558 SCG ใช้งบประมาณการวิจัยและพัฒนาไปกว่า 3,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของยอดขายรวม และในปีนี้ ได้เพิ่มงบวิจัยและพัฒนาขึ้นอีกเป็นมากกว่าร้อยละ 1 ของยอดขายรวม สำหรับยอดขายสินค้า HVA ในปี 2558 คิดเป็น 161,851 ล้านบาท รุ่งโรจน์ กล่าวย้ำถึง ความสำคัญของ HVA ว่า “นี่คือเซกเมนต์ที่เราจะทำ HVA เป็นแต้มต่อทางการค้า เป็นวิธีเลี่ยงสงครามราคาแต่ว่าแต้มต่อนี้จะหายไปเร็ว ถ้าหยุดดำเนินการ เพราะคู่แข่งจะขยับเข้ามาใกล้ได้ตลอด”

รุ่งโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “สำหรับในช่วงปี 2559-2560 ได้เตรียมงบสำหรับ R&D ไว้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นปี 2559 จำนวน 6,700 ล้านบาท และปี 2560 จำนวน 8,300 ล้านบาท มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้า HVA 50 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้รวม ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้านับเฉพาะประเทศไทยสินค้า HVA มีสัดส่วนรายได้เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ไปแล้ว การขยายตลาดไปในภูมิภาคอาเซียนยังมีสินค้า HVA น้อยมาก จึงเป็นทิศทางที่ดีในอนาคตscg_chemical_07

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพัฒนาสินค้านวัตกรรมนั้น ต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ที่สำคัญได้แก่ Products Innovation, Process Innovation และ Business Innovation ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมที่สมบูรณ์ไม่ได้ และต้องพิสูจน์ได้ว่านวัตกรรมนั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม”

เป้าหมายของ SCG ที่ต้องการเป็นองค์กรนวัตกรรม ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด แต่ เพื่อสร้างสรรค์สินค้าที่มีจุดต่างจากคู่แข่งและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเพื่อความเป็นผู้นำ ไม่ใช่เฉพาะตลาดในประเทศไทย และคาดหวังให้เป็นบริษัทชั้นนำในอาเซียนและตลาดโลกอีกด้วย ความสำเร็จนี้ เป็นผลจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร SCG ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ความสำคัญในวันนี้ของ SCG พยายามฉีกแนวและปฏิวัติตัวเองเพื่อหนีคู่แข่งบริษัทชั้นนำของโลก ชูความเป็นมืออาชีพและการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นธงนำ โดยการผลักดันองค์กรสู่ความเป็นผู้นำในระดับอาเซียนและการจัดการกลยุทธ์สร้างการเติบโตผ่านนโยบายการสร้างพลังจากนวัตกรรม จึงเป็นงานที่ท้าทายของผู้บริหาร SCG การทำเรื่องอินโนเวชั่นด้วยการปลูกฝังให้พนักงานคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือเรื่องคนเพราะ SCG มีพนักงานกว่า 5 หมื่นคน ครอบคลุมทุกบริษัทฯ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ทุกคน กล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด กล้าริเริ่ม และกล้าเรียนรู้

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส เผยว่า “สิ่งที่อยากทำอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องของ บุคลากร ที่จะต้องให้ความสำคัญกับการ พัฒนาคน แม้ว่าที่ผ่านมาธุรกิจจะได้รับความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างดีจากบุคลากร ผลักดันการเติบโตของธุรกิจและองค์กรไประดับหนึ่งแล้ว แต่เรื่องนี้หยุดนิ่งไม่ได้ ยังต้องทำต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการพัฒนาธุรกิจ ผมว่าทีมงานของเราทุกคนทำได้ค่อนข้างดี ตัวผมเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ในการให้กำลังใจพวกน้องๆ ที่ทำให้ธุรกิจเจริญก้าวหน้าได้ดีมากๆ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง” ประโยคที่สะท้อนให้เห็นว่ารุ่งโรจน์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน มากแค่ไหน

SCG มีแนวทางในการสร้างคนมี 3 เรื่องหลักคือ เรื่องที่หนึ่ง เปลี่ยน Mindset พนักงานใหม่ผ่านหลักสูตร SCG Ready Together คำว่าองค์กรนวัตกรรม และปลูกฝังในเรื่องอุดมการณ์ 4 ที่ทุกคนต้องยึดมั่นเป็นแนวทางในการทำงาน คือการตั้งมั่นในความเป็นธรรม มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ เชื่อมั่นในคุณค่าของคน และรับผิดชอบสังคม และได้ถูกตอกย้ำเพิ่มอีก 2 เรื่องคือ Open การเปิดใจตั้งใจรับฟังผู้อื่น และ Challenge คือการไม่ยึดติดกับความสำเร็จแบบเดิมๆ กล้าคิดอะไรที่แตกต่างที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

Peerakit Keesiri

ส่วนเรื่องที่สอง ให้ความสำคัญในการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง มีงบประมาณเรื่องคนสูง เพื่อเป็นทุนในการศึกษาต่อการอบรมทั้งในและต่างประเทศ แต่ละปีบริษัทมีทุนให้นักเรียนไปเรียนต่างประเทศ ทั้งทางด้าน เอ็มบีเอ และทางด้านเทคโนโลยีส่วนในเรื่องของหลักสูตรอบรมที่มีอยู่ยังทำอย่างเข้มข้นต่อไป แต่วิธีการเรียนรู้จะเปลี่ยนไปให้เหมาะกับการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น นอกจากหลักสูตรต่างๆ ในการพัฒนาคนแล้ว ทางด้าน HR และเรื่องเทรนนิ่งโปรแกรมที่ว่าดีแล้วยังต้องพัฒนาตัวเองให้ Excellent จริงๆ

และเรื่องสุดท้ายคือการ เตรียมรับมือกับคน Gen Y ปัจจุบัน SCG มีพนักงานทั้งหมดประมาณ กว่า 5 หมื่นคน เป็น Gen Y 44 เปอร์เซ็นต์ อีก 5 ปี ข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 53 เปอร์เซ็นต์ เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งขององค์กรที่จะต้องหาวิธีการทำงานร่วมกันกับคนกลุ่มนี้ เพราะคนกลุ่มนี้ มีไลฟ์สไตล์ติดเฟซบุ๊ค ไลน์ ชอบแชต โพสต์ แชร์ ต้องเช็กโซเชียลมีเดียทุก 2 นาที มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ไม่ชอบอยู่ในกรอบ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง คือกลุ่มคนที่จะมาเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต กฎระเบียบหลายอย่างถูกปลดล็อกเพื่อทำงานง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคน Gen Y….ที่ทยอยเข้ามาร่วมงานกับ “SCG” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนแบรนด์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน SCG ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์สินค้าจาก “ตราช้าง” เป็น “SCG” ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ง่าย เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับองค์กร ทำให้แบรนด์ SCG มีพลังและแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

การปรับเปลี่ยนแบรนด์ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การนำวัสดุก่อสร้างของไทยบุกตลาดทั่วทั้งอาเซียน เนื่องจากมีนโยบายมุ่งสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจทั้งในประเทศไทย อาเซียน และตลาดโลก โดย “ตราช้าง” เป็นหนึ่งในแบรนด์หลักธุรกิจ SCG ซิเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ที่อยู่ในตลาดมากว่า 100 ปี ซึ่งการก้าวสู่การแข่งขันระดับอาเซียนครั้งนี้ ได้ชูจุดแข็งทั้งในเรื่องคุณภาพและนวัตกรรมของวัสดุก่อสร้างเป็นหัวหอกในการทำตลาดทั่วอาเซียน ซึ่งแบรนด์ SCG นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นเลิศในเรื่องการพัฒนานวัตกรรมอยู่แล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนชื่อ SCG ในครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ที่ผ่านมาได้นำแบรนด์ SCG ก้าวสู่การแข่งขันกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนอยู่แล้ว ทั้งในอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเมียนมาร์ มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ใช้ชื่อแบรนด์ ตราช้าง คือ ไทย และลาว ซึ่งการเปลี่ยนชื่อเรียกในครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดในประเทศไทยเลย เพราะได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มเจ้าของบ้าน สถาปนิก ผู้รับเหมา ช่าง และกลุ่มผู้แทนจำหน่าย ถึงการเปลี่ยนชื่อแบรนด์สินค้าตราช้างมาเป็น SCG พบว่า 99 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ให้ความเห็นรับรู้ว่าตราช้างและ SCG เป็นแบรนด์เดียวกัน ทั้งยังเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะช่วยยกระดับทั้งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ดียิ่งขึ้น

ก้าวย่างของ SCG ภายใต้การนำของ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” ในฐานะผู้กำหนดทิศทางมาสู่การเป็นองค์กรธุรกิจที่มีการบริหารอย่างเป็นสากล ด้วยแนวคิดที่ว่า SCG ต้องก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลก องค์กรจึงต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลง ด้วยนวัตกรรมใหม่และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ในสิ่งที่สร้างสรรค์และสร้างคุณค่าแก่องค์กร ซึ่งนับว่าเขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของ SCG ในอนาคต

อ่านในรูปแบบฉบับออนไลน์

https://issuu.com/advancedbusinessmagazine/docs/e-book_326re

 

 

 

 

 

 

 

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.