บทความนี้เสนอต่อท่านผู้อ่าน  ก็คงเป็นช่วงที่ยังมีกลิ่นไอของปีใหม่  ปีใหม่ทุกๆ ปี  เราส่วนมากจะรู้สึกดีมากๆ กับชีวิต  เพราะคิดว่าเราได้เวลาตั้งต้น  ตั้งใจ กับการทำอะไรใหม่ๆ สักที  เช่นเป้า-หมายใหม่  ปรับโต๊ะและบรรยากาศรอบๆ เสียใหม่  แต่ถ้าหากเราย้อนหลังไปปีที่ผ่านมา  เราก็รู้สึกเช่นนี้ทุกๆ ปีใช่หรือไม่  เราไม่สามารถจะหยุดเวลาได้  เราไม่สามารถจะเลือกเอาเองว่าจะใช้หรือไม่ใช้  แต่เราเลือกที่จะใช้มันอย่างไร  ถ้าเราไม่ใช้ ปล่อยหรือฆ่าเวลาแต่ละนาที  แต่ละชั่วโมง หรือแต่ละวัน  โดยไม่ได้ลงมือทำอะไรเสียบ้าง  เวลาก็จะหมดไปอีกปี  และเวลาก็จะทำลายความสำเร็จของเรา

จุดอ่อนของคนไทยคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะอาชีพอะไร  ถ้าประเมินกันแล้ว  ก็จะพบจุดอ่อนที่ไม่แตกต่างกัน  ตามนิสัยทั่วๆ ไปที่แก้ไม่หาย  ขาดการควบคุม   และถ้าจะได้ผลต้องมีผู้กำกับ กำหนด และคอยลงโทษกัน  ถึงกระนั้นพอเลิกกำกับ เลิกลงโทษ หรือเลิกกำหนดแล้ว  ก็กลับมาเป็นรูปเดิม  ไม่มีความต่อเนื่อง  ขาดนิสัยในการกำกับดูแลตนเอง

เรื่องเป้าหมายชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา  มีการพูดหรือเขียนกันทุกต้นปี  แต่เมื่อมองดูเป้าหมายของบางท่านแล้ว  เป้าหมายขาดชีวิต กลายเป็นเป้าหมายที่ไม่มีชีวิต  คือไม่มีแบบแผน  เขียนหรือวางเป้าหมายไปอย่างนั้น  ตามหน้าที่หรือมีคนกำหนดให้  แต่ขาดแผน  เมื่อไม่มีแผน  ที่สุดก็ไม่ได้ทำตามเป้าหมาย  หรือเมื่อมีปัญหาก็แก้ไขอะไรไม่ได้  พอผ่านเวลาไปครึ่งปี  ปัญหาก็คือเป้าหมายใหญ่เกินไปมากกว่าที่จะทำได้  มีสองทางให้เลือก  เดินหน้าว่ากันไปแบบมั่วๆ  หรือไม่ก็ทำการลดเป้า-หมายใหม่  พอสิ้นปีแม้ว่าเป้าหมายที่ลดแล้วก็ยังทำไม่ได้  เป้าหมายกลายเป็นปัญหาใหญ่  ถึงขั้นต้องเสียอนาคต  บางคนก็เลยโทษโน่นโทษนี่ไปตามความสามารถจะโทษได้  โทษเศรษฐกิจ  โทษการเมือง  โทษอากาศร้อน  โทษเทวดาฟ้าดิน  แต่ไม่เคยโทษตนเองเลย  คนไหนก็คนนั้น

แต่ถ้าคิดให้ดีแล้ว เริ่มจากการวางเป้าหมาย  ที่ไม่เป็นตามความจริง  เช่น  คนทำไม่ได้ทำเป้าหมาย  คนทำเป้าหมายไม่รู้ว่าเป้าหมายมาอย่างไร  เป้าหมายไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน  ที่สำคัญไม่มีแผนปฏิบัติ  และขาดแผนสนับสนุน จนขาดการให้ความสำคัญของเป้าหมายและแผนที่จะทำให้เป้าหมายบรรลุผล

ผู้เขียนก็ไม่ใช่นักวิชาการการทำเป้า-หมาย  อาศัยว่าเคยเป็นผู้บริหารดูแลการตลาด  ได้เจ้านายดี  จำได้ว่า  พอตุลาคมเจ้านายก็จะมีกำหนดนัดหมายพาคณะผู้บริหารไปทำงานเป้าหมายร่วมกัน  ใช้เวลาหลายวัน  ในสถานที่สงบๆ มีบรรยากาศดี  เช่น รีสอร์ททางภาค-เหนือ  หรือประจวบคีรีขันธ์  จุดเริ่มต้นท่านก็จะให้คณะวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งจุดเด่นจุดด้อย (SWOT ANALYSIS) ย้ำว่าไม่ใช่ทำคนเดียว  รวมทั้งคณะ  เจ้านายท่านให้ความสำคัญมาก  เคยถามว่าทำไมต้องหาสถานที่แพงมีระดับดี  ท่านย้ำว่า  เพราะงานนี้สำคัญและอยากให้ได้บรรยากาศร่วม สมองจะได้สดใสคิดอะไรได้ง่ายๆ ที่ชื่นชอบคือ ผู้เขียนในฐานะฝ่ายการตลาด  พอวางเป้าหมายแล้ว  ทำที่มาที่ไปแล้ว  ผู้บริหารฝ่ายอื่นๆ ก็เสนอโครงการเป้าหมายว่าจะสนับสนุนฝ่ายการตลาดอย่างไร  เรียกว่า “ทำเป้าหมายเป็นคณะ” ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน  หรืองานใครงานมัน

เรามักจะพูดกันว่า  เป้าหมาย จริงๆ  ก็คือความใฝ่ฝัน  ว่าเราจะทำงานไปตรงไหนในอนาคต  “DREAM”  ความใฝ่ฝัน  ภาษาอังกฤษเขาชอบเอาศัพท์ตัวสะกดมาตีความกัน

D = Decision  แปลว่า  การตัดสินใจ  เป้าหมายที่ดีต้อง ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเด็ดเดี่ยว   รวมทั้งชัดเจน  เพราะการตัดสินใจนั้นสำคัญองค์กร  บุคลากรในองค์กร  รวมทั้งครอบครัวของเขา

R = Responsible  แปลว่า  ความรับผิดชอบต่อความฝันที่กำหนดนั้น  ต้องมีสติสัมปชัญญะ  ว่าจะต้องควบคุมตนเองปฏิบัติตามเป้าหมายให้ได้  เหมือนหนึ่งเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญต่อองค์กร  ต่อชีวิตของเรา  และชีวิตคนในครอบครัว

E = Enthusiasm  แปลว่า  ความกระตือรือร้น  การทำเป้าหมายเป็นการวิ่งแข่งกับเวลา  จำต้องใจจดใจจ่อ  มีพลังแห่งการเรียนรู้  เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงารให้ได้ตามเป้าหมาย

A = Action  แปลว่า  การลงมือทำ  ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ตัวชี้วัดก็คือการที่ได้ลงมือทำ  ทำได้มากหรือได้น้อย  ก็อยู่ที่ทุ่มเทเวลาในการลงมือทำมากหรือน้อยนั่นเอง  และสุดท้าย

M = Motivation  แปลว่า  แรงบันดาลใจ  มนุษย์ทุกคนมีแรงบันดาลใจที่ต้องการความสุขของชีวิต  แต่จะมีใครบ้างที่สามารถค้นหาและดึงแรงบันดาลใจออกมาจากความรู้สึก

มีคำกล่าวว่า “เพียงเรามีความเชื่อ  และลงมือทำ  อย่างที่ผู้ประสบความสำเร็จเขาทำกัน  เราก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน” สิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการและความฝันก็คือ ความเชื่อ  เพราะความเชื่อสร้างความมั่นใจได้เต็มร้อย  ประการแรก  เราจึงต้องศรัทธาเชื่อในเป้าหมายของเรา  ในองค์กร  และในผู้บริหารของเรา  ความสำเร็จเต็มร้อยก็จะเกิดกับเรา

ประการสำคัญต่อมาก็คือ  เราต้องกำกับควบคุมตนเองให้ได้  นั่นหมายถึงการควบคุมการใช้เวลาของเรา  และที่สำคัญต้องส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานที่เราทำ  เพื่อความสำเร็จและความสุขของชีวิต  มีองค์ประกอบบางประการที่จะช่วยให้เราใช้เวลาอย่างมีคุณค่า  ดังเช่น

1.ค้นหาความต้องการของตนเอง ว่าในปีนี้เราต้องการอะไร เช่นต้องการให้ชีวิตของเราและคนในครอบครัวเราได้มีชีวิตแบบไหน  พิจารณาว่า  เมื่อปีที่ผ่านมาความปรารถนาข้างต้นบรรลุผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด  ความสำเร็จคือความสุขในชีวิต  ทำให้ชีวิตเราและคนรอบข้างเรามีความสุข  ดังนั้นสร้างความชัดเจนกับความสำเร็จในปีนี้  เราจะต้องตั้งภาพของความสำเร็จของเราออกมา  คืออะไร  อย่างไร  และขนาดใด

2.กำหนดงานสำคัญที่ต้องทำ  ในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง  ถ้าเราไม่กำหนดไว้  เราจะต้องมานั่งคิด  และทำให้การเริ่มต้นแต่ละวันต้องเสียเวลาไป  เหตุที่ทำให้เราต้องเสียเวลา  เราต้องควบคุมให้ได้  กิจวัตรประจำวันใดที่ทำให้เราไม่ได้ผลลัพท์ของเป้าหมาย  ต้องหลีกเลี่ยงโดยเร็ว  คนส่วนมากชอบทำงานที่รู้สึกสบายๆ หรือตามอารมณ์  บางวันก็ดูจริงจัง  มีชีวิตชีวา  บางวันก็ทีท่าหงอยเหงาง่วงนอน ไร้ชีวิต  เราต้องควบคุมอารมณ์ให้มีความปรารถนาเร่าร้อน ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

3.อย่าพยายามหาข้ออ้างหรือข้อแก้ตัว บางคนจะบอกว่า ยุ่งมาก ไม่มีเวลา ยากมาก  ต้องใช้เวลามากกว่านี้  โทษใครไม่ได้ก็โทษฟ้าดิน โทษอากาศ โทษฝน  ไม่รู้จะโทษใคร ก็โทษเทวดา  โทษโชคชะตาชีวิต  ความลับอย่างหนึ่งของความล้มเหลวเกิดจาก  การกระทำของเราเองทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้นเลิกหาข้อแก้ตัว   แล้วทำข้อต่อไป
4.วิเคราะห์การทำงานของตนเองทุกวัน ว่าวันนี้เราได้ทำอะไรบ้าง มีช่วงไหนที่เราฆ่าเวลา  ทำอะไรที่ไม่มีคุณค่ากับเวลา เป้าหมาย  หรือความสุขของเราและคนรอบข้างเรา  เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว  อย่าเผลอ  เวลาที่หมดไปจะไปกู้ ไปทวง ไปขอ คืนไม่ได้แล้ว  เดี๋ยวสิ้นปีก็อย่างเดิมอย่างเก่าอีก  ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น


5.เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อการใช้เวลาของเราเสียใหม่ เช่นพฤติกรรมเกียจคร้าน หรือ ผัดวันประกันพรุ่ง  ให้กลายเป็นคนที่คิดและลงมือทำทันที  งานนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อเอาชนะใจตัวเรา  แต่ถ้าเราสามารถเปลี่ยนได้  เราจะมีพลังในการทำงานมากขึ้น  กระตือรือร้นมากขึ้น  “เวลาคือ ชีวิตของเรา”  เราทำลายเวลา  เท่ากับเราทำลายชีวิต

6.ใช้ศักยภาพของตนเองและของผู้ร่วมงานอย่างเต็มที่  ทุกคนต้องมีความคิดตรงกัน  เราจะใช้เวลาอย่างทรงประสิทธิภาพ  งานขององค์กรจะสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยมนุษย์จำนวนมาก  เราเก่งคนเดียวคนอื่นไม่เก่ง  งานก็จะไม่มีทางสำเร็จ  เราไม่ขโมยเวลา  ทุกคนก็ต้องไม่ขโมยเวลาที่ต้องทำให้องค์กรไป  สุขและทุกข์ร่วมกัน  ก้าวไปพร้อมๆ กันเพื่อความสำเร็จขององค์กรของเรา

7.ข้อสุดท้าย ต้นปีอาจจะดูกระฉับกระเฉง แต่ทำๆ ไปแล้ว  เริ่มกลับไปรูปแบบเดิม  ข้อนี้เป็นธรรมชาติของคนทุกคน  ต้อง” จุดไฟใส่เชื้อตลอดเวลา “เป้าหมายเราทำเพื่อใคร  ข้อหนึ่ง  นึกถึงเป้าหมายนั้นบ่อยๆ  เอาไว้ใกล้ๆ ตัว  เช่นเพื่อครอบครัว  รูปภรรยา (สามี ) ลูกๆ ติดใส่กระเป๋าไว้  เวลาเราเบื่อ  เวลาเรามีปัญหาจะเกิดท้อแท้  ให้เอารูปและข้อเตือนใจนั้นขึ้นมาดู

มีคำกล่าวว่า  พระเจ้าไม่ได้ลำเอียงมนุษย์คนหนึ่งคนใด  ศักยภาพและเวลาของแต่ละคนเท่ากัน  หรือเก่งเท่าๆ กัน  เพียงแต่ว่า  เราต้องผลักดันเอาศักยภาพของเราออกมาใช้ให้มากที่สุด  และใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด  ใครทำได้มากระดับใด  ความสำเร็จ-ความสุขก็จะอยู่ในระดับนั้น  “อย่าทำลายเวลาของท่าน  และท่านก็จะไม่ถูกขโมยความสำเร็จของตนเองไปเช่นกัน”


By… โรจ ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.