ทุเรียนเป็นราชาแห่งผลไม้ทั้งปวง ผู้ให้เครดิตก็คือ ALFRED RUSSEL WALLACE ชาวอังกฤษ เป็นนักธรรมชาติวิทยาคนดังแห่งศตวรรษที่ 19 โดยยกย่องทุเรียนไว้ว่า “THE KING AND EMPEROR OF FRUITS” และมีชาวต่างชาติได้กล่าวถึงทุเรียนไว้ว่า “กลิ่นราวนรก แต่รสชาติเหมือนสวรรค์” THE SMELL FROM HELL AND THE TASTE FROM HEAVEN
คนจีนคลั่งทุเรียนไทยมาก ยิ่งคนจีนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น คนจีนก็ยิ่งบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น และหนึ่งในสินค้า ฟุ่มเฟือยที่คนจีนนิยมบริโภคคือ ทุเรียน เป็นที่ทราบกันดีว่าไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุดปีละกว่า 10 ล้านคน หนึ่งในเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นสุดยอดท่องเที่ยวในฝันก็คือทุเรียน นักท่องเที่ยวเหล่านี้ชอบตะลุยกินทุเรียนกันเป็นบ้าเป็นหลัง บางทีซื้อหอบหิ้วไปกินกันในโรงแรมจนส่งกลิ่นคละคลุ้งจนบางโรงแรมถึงขนาดติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ และนำทุเรียนเข้ามา กันเลยทีเดียว


มีคนกล่าวเล่นกันว่าคนจีนกินทุเรียน เมื่อกินเสร็จแล้วต้องออกไปเรอหน้าบ้านและตะโกนดังๆ ให้เพื่อนบ้านได้รู้ว่ากินทุเรียนมาแล้ว ซึ่งมีนัยแฝง ถึงฐานะว่าตนเองร่ำรวยมาก ทุเรียนจึงครองใจชาวจีนอย่างมั่นคง จนรัฐบาลจีนได้ชู “ทุเรียนน้อย เสี่ยวไท่” เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางการค้าภายใต้ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
เฟซบุ๊ก Chinese Embassy in Bangkok ท่านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่คลิปวีดิโอ เป็นเรื่องราวของเสี่ยวไท่ ทุเรียนจากประเทศไทย ที่ถูกส่งออกไปขายให้กับผู้บริโภคในประเทศจีนผ่านเส้นทางที่ถูกพัฒนาจากยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRT)
“ทุเรียนถูกยกย่องให้เป็น ‘ราชาแห่งผลไม้’ และยังเป็นซุปเปอร์สตาร์บนอีคอมเมิร์ช WeChat Business ร้านผลไม้ และซุปเปอร์มาเก็ตอีกด้วย ปริมาณการส่งออกทุเรียนไทยในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 700 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเป็นเวลา 6 ปีติดต่อกันแล้ว และประเทศไทยก็เป็นประเทศปลายทางที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาท่องเที่ยวมากที่สุดต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยทะลุ 10 ล้านคน จึงเห็นได้ว่า ความร่วมมือแบบร่วมหารือ ร่วมสร้าง และร่วมรับผลประโยชน์ของ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” นั้นได้รับการต้อนรับอย่างดีในประเทศไทย” คลิปวีดิโอกล่าว
อนึ่ง เส้นทาง “One Belt and One Road” หรือ ชื่อ “Belt and Road Initiative” ริเริ่มโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อปี 2556 โดยมีการนำเส้นทางการค้าที่ชื่อว่า “เส้นทางสายไหม” ที่ประสบความสำเร็จในอดีต ทั้งในแง่ของการขยายอิทธิพลทางการค้าและเผยแพร่วัฒนธรรมมาปรับปรุงเพื่อขยายอิทธิพลทางการค้าและวัฒนธรรมของจีนให้มากขึ้น จนก่อให้เกิดชื่อเรียกใหม่ว่า “One Belt and One Road” หรือเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 นี้

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.