คนจีนรู้ดีว่าประเทศของตนเอง มีประชากรจำนวนมาก มีการแข่งขันในตลาดแรงงานสูงมาก มีคนพร้อมที่จะเข้ามาอยู่ในตำแหน่งงานของตนเองตลอดเวลา ขนาดที่ว่าเวลาวันหยุดไปเที่ยวหรือพัก ร้อยละ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ ของคนเหล่านี้ก็ยังต้องทำงานไปด้วย ดังนั้นประเด็นการทำงานของคนจีนในรูปแบบ ‘996’ หรือการทำงาน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม และทำติดต่อกัน 6 วันต่อสัปดาห์ กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงกันในวงกว้างทางโลกออนไลน์ ทั้งในและนอกประเทศจีน โดยมีสาเหตุมาจากโปรแกรมเมอร์และคนจีนที่ทำงานในสายเทคโนโลยี-ไอที ออกมารวมกลุ่มกันต่อต้านการทำงานแบบ 996 ซึ่งพวกเขามองว่า เป็นการทำงานที่หนักจนเกินไป (ตามกฎหมายแรงงานจีน ชั่วโมงการทำงานตามมาตรฐาน คือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และเป็นไปได้ว่าสุดท้ายจะไปจบที่ห้อง ICU ในโรงพยาบาล มิหนำซ้ำส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับเงินล่วงเวลาการทำงานอีกด้วย
จุดเริ่มต้นของที่มาในเรื่องนี้ เมื่อตอนที่กิจการ สตาร์ทอัพและเทคโนโลยีของจีนกำลังบูมในช่วงปี 2000 หลายบริษัทมองหาพนักงานที่พร้อมจะทำงานได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนุนส่งให้บางบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทด้านเทคโนโลยี ขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้าของประเทศ บริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้น ที่ปัจจุบันนี้กลายเป็นนายจ้างรายใหญ่ของประเทศ คือองค์กรกลุ่มแรกๆ ที่ตั้งกฎไม่จ่ายค่าล่วงเวลา เป็นตัวอย่างให้บริษัทด้านอื่นๆ เริ่มหันมาตั้งกฎให้พนักงานทำงานยาวนานขึ้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จเช่นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เคยใช้โมเดลนี้ วัฒนธรรมการทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ค่าตอบแทนจึงเป็นที่มาของคำว่า 996
พนักงานในสายเทคโนโลยีของจีน ออกมาประท้วงบนโลกออนไลน์ ผ่านแคมเปญ 996.icu เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาของพนักงานที่ต้องทำงานถึง 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งพยายามสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้พนักงานทำงานหนักขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น
การประท้วงภายใต้แคมเปญ 996.icu ย่อมาจากตารางเข้างาน 9 โมงเช้า (9 AM) เลิกงานอย่างน้อยสามทุ่ม (9 PM) และต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์นี่คือวิถีการทำงานที่เรียกว่า 996 ซึ่งคนจีนใช้อธิบายวงจรชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมบริษัทอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี เนื่องจากอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับการแข่งขันสูงจึงกดดันให้วงจรการทำงานหนักแบบ 996 กลายเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมานานแต่เหตุใดจึงเริ่มเกิดกระแสต่อต้านและวิพากษ์แนวคิดนี้อย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมาโดยการโพสต์ข้อความลงบน “GitHub” เว็บไซต์ศูนย์รวมของนักพัฒนาชื่อดังและแหล่งรวมซอร์สโค้ดขนาดใหญ่ และกลายเป็น กระแสไวรัสบนโลกออนไลน์
สิ่งที่อยู่บน 996.icu ไม่ได้เป็นไฟล์ซอร์ซโค้ดของโปรแกรม หรือแอพพลิเคชั่นใดๆ ทว่าเต็มไปด้วยเนื้อหาตีแผ่ประสบการณ์การทำงานหนักหน่วงของรูปแบบ 996 รวมถึงมีการเผยรายชื่อบัญชีดำ เป็นชื่อบริษัทที่ให้พนักงานทำงานในรูปแบบนี้ ซึ่งจะนำไปสู่กระแสร้อนแรงในเวลาต่อมา เนื่องจากบริษัทไอทีชั้นนำของจีนติดอยู่ในโผนี้แทบทั้งสิ้น อย่างเช่น Alibaba ของแจ็ค หม่า, JD.com, Huawei และ Pinduoduo แพลตฟอร์ม E-commerce น้องใหม่มาแรง แหล่งรวมคนทำงานหนัก จนถึงบริษัทอุปกรณ์โทรคมนาคมต่างๆ
…การทำงานแบบ 996 เรียกว่าเป็นการปะทะกันของแนวความคิดอย่างจังระหว่างผู้ประกอบการกับเหล่าพนักงงานไอทีจีนพร้อมกับกองเชียร์ของทั้งสองฝ่าย โดยสื่อจีน Beijing Hour มีการเผยสถิติออกมาว่า ปัจจุบันประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่ประชากรเสียชีวิต จากการทำงานหนักมากที่สุด ด้วยจำนวนกว่า 600,000 คนต่อปี แซงหน้าประเทศญี่ปุ่น
• มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของคนจีน เวลางานจะไม่มีการขยับตัวหรือรีแล็กซ์ใดๆ
• มากกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ ของคนจีน จะทำงานล่วงเวลามากกว่ากว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
• มากกว่า 57 เปอร์เซ็นต์ ของคนจีน ทำงานล่วงเวลาและมีเวลานอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน
• มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่พึงพอใจสภาพแวดล้อมการทำงานของตน

คนทำงานสายไอที อิเล็กทรอนิกส์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง มีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยสูงสุด คือ 9.3 ชั่วโมงต่อวัน คนจีนที่เสียชีวิตจากการทำงานหนัก มีอายุเฉลี่ย 44 ปี โดยกลุ่มคนทำงานสายไอที แพทย์ สื่อมวลชน และโฆษณาเป็น กลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุด โรคที่เป็นกันมากในหมู่คนจีนที่ทำงานหนัก ได้แก่ ท้องผูก แขนขาไม่มีแรง ปวดหลัง โรคเครียด-ปัญหาทางจิตใจ มึนหัว-ปวดหัวเป็นที่ทราบกันว่าที่เมืองจีน คนจีนทำงานกันหนักหามรุ่งหามค่ำจริงๆ ไม่เว้นแต่นักศึกษาที่อยู่ในวัยเรียน
เป้าหมายของโปรเจกต์นี้ คือการเรียกร้องว่า เหล่านายจ้าง ต้องเคราพสิทธิของลูกจ้างให้มากขึ้น ต้องไม่บังคับให้พนักงานทำงานล่วงเวลาและควรจ่ายเงินสำหรับงานล่วงเวลาอย่างเป็นธรรม ซึ่งมีข้อมูลยืนยันจากมหาวิทยาลัย Inner Mongolia university ของจีน เผยผลการวิจัยเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาของคนจีน ผลการศึกษาบอกว่า 42 เปอร์เซ็นต์ ของพนักงาน ในจีนในทุกสาขาจะทำงานล่วงเวลา มีชั่วโมงการทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะแรงงานที่ได้ รับค่าแรงต่ำ- การศึกษาไม่สูง แรงงานเหล่านี้จะต้องทนทำงานอย่างหนัก คิดเป็นร้อยละ 58.8 ของกลุ่มตัวอย่างที่วัดจาก 30,591 คน ใน 29 มณฑลของจีน นอกเหนือจากประสบการณ์ทำงานหนักตามวัฒนธรรม 996 และรายชื่อบริษัทที่มีการทำงานแบบนี้บน Github 996.icu เหล่าผู้ต่อต้านยังได้ลงรายการรายละเอียดเบื้องต้น ด้านกฎหมายแรงงานจีน ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้ทำงานวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง รวมทั้งสัปดาห์ไม่เกิน 40 ชั่วโมง ถ้าหาก จะทำงานล่วงเวลา ทำได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมจ่ายค่าล่วงหน้า 150 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1.5 เท่าของเงินเดือน โดยเมื่อรวมชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาแล้ว จะต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
เมื่อดูจากกฎหมายแรงงานจีนข้างต้นจะเห็นว่า การทำงาน 996 เริ่ม 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม และทำ 6 วันต่อสัปดาห์ จะมีชั่วโมงการทำงานเท่ากับ 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เกินจากที่ในกฎหมายระบุไปมาก แต่ดูเหมือนว่าจะมีรายละเอียดเชิงลึกของระเบียบการทำงานในจีนที่ทำให้หลายบริษัทมีชั่วโมงการทำงานที่เกินได้ และทำกันเป็นปกติจนกลายเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของการทำงาน ไม่ใช่มีเพียงคนสายงานไอทีในจีนเท่านั้นที่ทำงานหนักจนออกมาต่อต้าน รายงานของ Global Times บอกอีกว่าคนที่ทำงานในสายอสังหาริมทรัพย์ และงานบริการก็จัดอยู่ในกลุ่มทำงานหนักที่มีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ย 49-51.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เหมือนกัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สื่อใหญ่ในจีนอย่าง Global Times ยังออกบทความ ‘996’ overtime schedule can help India catch up with China สนับสนุนการทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ โดยในบทความกล่าวว่า การทำงานเช่นนี้ทำให้ประเทศจีนพัฒนา และประเทศอื่นสามารถเอาเยี่ยงอย่างได้
เมื่อ Alibaba โดนกล่าวถึง มีหรือ แจ็ค หม่า จะอยู่นิ่ง เขาได้แสดงความคิดเห็นผ่าน Weibo โซเชียลมีเดียจีนใช้ชื่อบัญชีส่วนตัวของเขาเอง โดยออกมาปกป้องวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 โดยระบุว่า มีแต่คนที่ยอมทำงานหนักเท่านั้นที่จะได้รางวัลจากการทำงานหนัก และคนที่จะมาทำงานกับอาลีบาบาต้องพร้อมที่จะทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยระบุว่า คนที่อยากทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำงานในออฟฟิศดีๆ และมีโรงอาหารดีๆ ไว้บริการ หาได้ไม่ยากตามท้องถนนแจ็ค หม่า ระบุด้วยว่าหากไม่รักงานที่ทำ ถึงแม้จะทำงาน 8 ชั่วโมงก็ถือว่าเป็น เวลานานมากอยู่ดี แต่หากรักงานที่ทำแล้ว แม้จะทำงาน 12 ชั่วโมงก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเวลาทำงานที่นานเกินไปและคนเหล่านี้ทำได้สำเร็จจะพบว่ามีรางวัลใหญ่รออยู่ในภายภาคหน้าแน่นอน

ในขณะที่ ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อสร้าง JD.com อีกหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน E-commerce ของจีน ก็แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “ในช่วงเวลาสี่ห้าปีมานี้ บริษัทของเราเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว เราไม่ได้มีการบริหารจัดสรรพนักงานเท่าไหร่นัก บริษัทของเราเติบโตเรื่อยๆ ลูกค้าของเราก็เช่นกัน แต่ในขณะที่ คนทำงานที่ทุ่มเทให้กับงานจริงๆ ลดน้อยลง คนขี้เกียจ หรือ slacker กลับเพิ่มมากขึ้น และเราไม่ถือว่าพวก slacker คือพี่น้องของเรา” โดยกลุ่มคนที่ริชาร์ด หลิว ยกย่องว่าเป็นพี่น้อง เป็นคนทุ่มเทให้กับงานก็คือกลุ่มคนที่ทำงานในรูปแบบ 996

ปัญหาการทำงานแบบ 996 งานนี้ไม่มีใครถูกใครผิด
เพราะปัจจุบันแรงงานหลักในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่คือคนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังปี 1990 หรือปี 1995 ซึ่งมีแนวคิดในการทำงานและการดำเนินชีวิตแตกต่างจากคนรุ่นก่อนหรือคนรุ่นผู้ก่อตั้งบริษัทสำหรับคนรุ่นใหม่การทำงาน คือการพัฒนาตนเอง การสร้างชีวิตให้ดีขึ้น และให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตทำงานปฏิเสธการทำงานที่ทำให้ “สุดเสียดายตายแล้วยังไม่ได้ใช้เงิน” ไม่ต้องการแลกงานกับสุขภาพที่ทรุดโทรม การสูญเสียชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์กับครอบครัว เป็นแนวคิดที่ต่างกับคนรุ่นที่เกิดหลังปี 1970 และ ปี 1980 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สร้างกิจการ ที่เน้นขยันทำงานแบบสู้ไม่ถอย แม้ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แนวคิดการทำงานแตกต่างเป็นเพราะลักษณะงานที่ต่างกันของคนสองรุ่น การทำงานในยุคก่อนหรือในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังเติบโตยิ่งทำมาก บริษัทก็ยิ่งเติบโตมาก งานของคนรุ่นก่อนซึ่งเป็นกลุ่มผู้สร้าง จึงเป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่รุนแรงในสภาวะตลาดที่กำลังเติบโต ได้สร้างให้พนักงานกลายเป็นกองทัพ 996 แต่ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีหลายแผนก และแบ่งงานกันทำชัดเจนมีงานบางส่วนที่ไม่ซับซ้อน ไม่ท้าทาย พนักงานจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำงานล่วงเวลาแต่ด้วยวัฒนธรรม 996 ทำให้การทำงานล่วงเวลากลายเป็นเรื่องปกติและเป็นสัญลักษณ์ของพนักงานที่ดี การเลิกงานตามเวลากลายเป็นเรื่องแปลกดังนั้น การใช้วิธีการแบบเก่ากระตุ้นพนักงานรุ่นใหม่ ในสถานการณ์ แนวคิด และเนื้องานที่แตกต่างนอกจากจะกระตุ้นไม่ได้ผลแล้ว ยัง

สร้างกระแสต่อต้านในองค์กร
งานหนักไม่เคยฆ่าคน (จีน) การทำงานแบบ 996 ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนต้องหามตัวเองเข้าโรง-พยาบาล จึงเป็นเรื่องย้อนแย้งของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ได้สะท้อนถึงการแข่งขันของบริษัทต่างๆ ในจีนที่กำลังเป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งบีบให้พนักงานบริษัทหลายแห่งทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.