โซเชียลมีเดีย มีบทบาทกับสังคมปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลข่าวสารบนสื่อออนไลน์ซึ่งมีอยู่มากมายนี้ มีทั้งข้อมูลจริง ข่าวลือ และข่าวลวง เนื่องจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ต สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งผู้ส่งสาร และผู้รับสาร โดยมีสื่อใหม่ (New Media) อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ ยูทูป เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความสะดวกในการติดต่อสื่อสารแล้ว ยังมีบทบาทในการกำหนดประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้น สื่อออนไลน์ จึงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพข้อมูลข่าวสารของประชาชน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคสมัยปัจจุบัน ก้าวสู่ช่วงเวลาของการเชื่อมต่อทั้งโลก โดยไร้ขอบเขต แล้วก้าวข้ามผ่านมิติของเวลา ด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่ง นี่เป็นยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านจาก “การสื่อสารทางเดียว” สู่ “การสื่อสารสองทาง” แทบจะทุกวงการ ล้วนเปลี่ยนผ่านสู่ยุคมัยของ “โซเชียลเน็ตเวิร์ค” โดยอำนาจของ “โซเชียลมีเดีย” ที่ตอบสนองทุกความต้องการอย่างรวดเร็ว และทันต่อเวลา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อ “อินเตอร์เน็ต” เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าแทบจะสิ้นเชิง  สำหรับการสื่อสารในทุกมิติ และปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อ “อินเตอร์เน็ต” เข้ามามีบทบาทอย่างสูง ในการ “ชี้นำ” ทิศทางต่างๆ ให้เป็นไปในทางใดทางหนึ่ง ได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นอำนาจอันทรงพลังอย่างยิ่งของ “โซเชียลเน็ตเวิร์ค” ผ่านเครือข่าย “โซเชียลมีเดีย” ต่างๆ และอำนาจที่ว่านี้ ก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เป็นเสมือน “ดาบสองคม” ในตัวเดียวกัน

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยใหม่ (modern world) จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งในสิ่งที่เราเรียกว่า “โซเชียลมีเดีย” ความเป็นสมัยใหม่จะยิ่งดำเนินไปอย่างทรงพลัง ทั้งการนำเสนอ “ข้อมูล” ตลอดจนทางออก และแนวทางแก้ปัญหาผ่านสื่อ “อินเตอร์เน็ต” ในรูปแบบของ “ข้อความ-ภาพนิ่ง-ภาพเคลื่อนไหว” อย่างกว้างขวาง และที่สำคัญที่สุด ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์การรวมตัว ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล

อำนาจของเครือข่าย โซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เป็นพลังด้านบวก สามารถขับเคลื่อนสังคมได้อย่างทรงพลังอย่างยิ่ง และเป็นพลังอันสำคัญ ซึ่งมีส่วนอย่างมาก ในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสังคม เพื่อการเข้าถึงปัญหา และสามารถเยียวยาแก้ไขปัญหา ได้อย่างทันท่วงที

ปรากฏการณ์อันทรงพลังเช่นว่านี้ ไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่เคลื่อนไหวอย่างมีพลวัต ที่ได้แผ่ขยายในสังคมไทยขยายอย่างกว้างขวาง ในทุกมุมของสังคมโลกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยพลังของเครือข่าย “โซเชียลเน็ตเวิร์ค” ปี 2554 ทวิตเตอร์ได้ ประกาศหัวข้อ ทวิตฮิตที่สุดประจำปี 2554 จากเหตุการณ์ปฏิวิติรุกฮือต่อด้านรัฐบาล อียิปต์ หรือที่เรียกว่า “ปฏิวัติดอกมะลิ” โดยประชาชนชาวอิยิปต์ จนเกิดผลสะเทือนระดับโลก

การปฏิวัติดอกมะลิที่มาจาก การปฏิวัติตูนิเซีย ซึ่งมีดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำชาติ และใช้เรียกการลุกฮือของประชาชนเพื่อต่อด้านผู้ปกครอง จากเหตุการณ์บัณฑิตวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ตกงาน ถูกตำรวจหญิงจับและยึดรถเข็นผัก เพราะไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเมื่อเขาขอไถ่รถคืน กลับถูกตบหน้า-ถ่มน้ำลายใส่ และเมื่อไปร้องเรียนกลับไม่ได้รับความสนใจ เขาจึงเผาตัวเองประท้วง

เหตุการณ์นี้ ก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วงในเมืองที่เกิดเหตุ และมีการส่งข่าวสารผ่านสังคมออนไลน์ เช่น เฟชบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูป ไปยังที่ต่างๆ ทั่วประเทศ กระทั่งมีการชุมนุมใหญ่ และนำไปสู่การขับไล่ประธานาธิบดีไซน์อาบีดีน เบน อาลี ซึ่งอยู่ในอำนาจมานาน 23 ปี ออกจากตำแหน่ง

ปรากฏการณ์ ปฏิวัติดอกมะลิ กลายเป็น โดมิโน จากตูนิเซีย ถึงเยเมน ซูดาน จอร์แดน  อียิปต์ ลิเบีย จึงเป็นอำนาจอันทรงพลังอย่างยิ่ง ของโซเชียลเน็ตเวิร์ค และมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด ทุกคนและทุกวงการรับรู้ถึง อำนาจอันยิ่งใหญ่ ที่เป็นขุมพลังใหม่ ในการขับเคลื่อนทิศทางของสังคมรูปธรรมของการใช้เครือข่าย โซเชียลเน็ตเวิร์ค ผ่าน โซเชียลมีเดีย มีให้เห็นไม่ขาดระยะตลอดเวลาที่ผ่านมา

ทุกคนรู้และทุกวงการก็ทราบถึงประสิทธิภาพอันยิ่งใหญ่ ของโซเชียลมีเดียซึ่งทุกคนและทุกวงการต่างก็ใช้อย่างไม่มีขีดจำกัด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวของ “โซเชียลเน็ตเวิร์ค” ในมิติการเมืองของสังคมต่างๆ มีผลสะเทือนต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างสูง โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านความเคลื่อนไหวทางการเมือง ในห้วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหลายกรณี ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด ทั้งทางการเมืองและทางสังคม แน่นอนว่า นี่เป็นปฏิกิริยาในทางบวก ของขุมพลัง จาก โซเชียลมีเดีย เมื่อมีปฏิกิริยาด้านบวก ก็ย่อมมีปฏิกิริยาด้านลบ เป็นเส้นคู่ขนาน ความจริงก็คือ ชุมชนเสมือนจริง ไม่ต่างกับการย่อส่วนจาก โลกจริง ทั้งความคิด ความเชื่อ ความจริง ความลวง ความดี และความเลว ในด้านบวก โซเชียลเน็ตเวิร์ค ไม่ต่างจาก ขุมอำนาจใหม่ ที่สามารถสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงสังคมโลกให้ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ในทางด้านลบ โซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็ไม่ต่างจาก ขุมอำนาจใหม่ ที่สามารถจะทำลายทั้งบุคคลและสังคมโลก ให้ย่อยยับลงไปในชั่วพริบตา โดยไม่สามารถถามหาความรับผิดชอบจากใครได้ โดยเฉพาะเมื่อสถานนะของโลกเสมือนจริง วางอยู่บนฐานของ โลกจริง ที่แห่ตามกระแส ในลักษณะของรสนิยมรวมหมู่ โดย “ความคิด-ความเชื่อ” และการพิพากษา ไว้ก่อน ข่าวลือ-ข่าวลวง จากความจงใจ เพื่อหวังผลโดยเจตนาซ่อนเร้นหรือไม่ เช่นที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์ทางธุรกิจในประเทศจีน ในกรณีของ DOLCE&GABBANA (D&G)  กรณีที่โพสต์วีดีโอ     โปรโมทงานแฟชั่นโชว์ที่นครเซี่ยงไฮ้ ที่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากพลังโซเชียลชาวจีนว่าดูหมิ่นวัฒนธรรมจีน

ก่อนอื่นต้องหันมามองพลังอำนาจ แห่งการบริโภค ของบรรดาผู้บริโภคชาวจีนทั้งหลาย ที่มากไปกว่าเรื่องของการลงทุน การส่งออกสินค้าราคาถูก หรือสามารถในการลดต้นทุนการผลิตสินค้าด้วยแรงงานราคาถูก ฯลฯ อันเคยเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ได้อย่างชนิดมหัศจรรย์ มาในตลาดช่วงระยะไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา…

พลังผู้บริโภคชาวจีนจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจ ประโยคนี้จะไม่เกินความจริงเพราะว่าคงไม่เกินปี คศ.2020 บรรดาผู้บริโภคซึ่งมีรายได้ครัวเรือนไม่ต่ำกว่า 16,000-34,000 ดอลล่าร์ต่อปี จะอุบัติขึ้นมาในประเทศจีนไม่น้อยกว่า 400 ล้านคนขึ้นไป และด้วยการใช้จ่ายของบรรดาผู้บริโภคเหล่านี้นี่แหละ ที่จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน รวมทั้งเศรษฐกิจของโลกทั้งโลก ชนิดแทบไม่ต้องเสียเวลาไปสนใจว่า GDP ของจีน จะโตเร็ว โตช้า หรือโตไปถึงจุดไหน

เพราะการกิน การอยู่ การใช้จ่ายของคนจีนยุคใหม่ ที่ได้กลายเป็น “คนชั้นกลาง” นับจำนวนร้อยๆ ล้านคน ย่อมต้องส่งผลให้การใช้จ่ายเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่า GDP ของประเทศจะโตช้าลง และตลาดจะโตขึ้นมากยิ่งกว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศที่พัฒนาเสียอีก

การบริโภคของชาวจีนจากที่บริโภคในแง่ของปริมาณที่จะหันมาในแง่ของคุณภาพและมีคุณค่าการเริ่มหันไปหาสินค้าแบรนด์เนม สินค้าที่มีรสนิยมในแต่ละลักษณะ ล้วนทำให้การบริโภคของผู้บริโภคชาวจีน กลายเป็น “ตลาดระดับมหึมา” ที่รองรับสินค้าต่างๆ ทั่วทั้งโลก ชนิดถึงกับมีการประมาณการเอาไว้ว่า ภายในปี ค.ศ.2030 จีนจะกลายเป็น “ตลาดที่ใหญ่ที่สุด” ของสินค้าส่งออกในหมู่ประเทศต่างๆ ไม่น้อยกว่า 43 ประเทศทั่วโลก

ประชาชนจีนกว่า 1,300 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี 2020 จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,400 ล้านคน หนึ่งในกลุ่มคนที่มีศักยภาพ คือ “คนจีนรุ่นใหม่” (Modern Chinese Consumers) โดยส่วนใหญ่เป็นคนมิลเลนเนียล คาดการณ์ว่าปัจจุบันประชาชกรมิลเลนเนียลในจีนมีมากกว่า 400 ล้านคน และนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นผู้บริโภคที่สำคัญที่แบรนด์ดังต่างๆ ทั่วโลกมุ่งเจาะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์

ปัจจุบันจีนเป็นตลาดสินค้า Luxury Brand ใหญ่ที่สุดในโลก ปี 2016 คาดการณ์ว่ามีคนจีน 7,600,000 ครัวเรือน ซื้อสินค้าหรู โดยแต่ละครัวเรือนมีการใช้จ่ายสินค้าหรูเฉลี่ยอยู่ที่ 71,000 หยวนต่อปี และในปี 2018 จะเป็นปีที่จีนมีประชากรกลุ่มมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก ขณะที่ปี 2021 คาดการณ์ว่าจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีครัวเรือนมั่งคั่งมากที่สุดของโลก ความนิยมสินค้าหรูในจีนเห็นชัดเจนมากขึ้นนับตั้งแต่เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2008 เวลานั้นมีผู้บริโภคจีน 12 เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้จ่ายสินค้าหรูทั่วโลก จากมูลค่าตลาด Luxury Brand โดยรวมอยู่ที่ 1,263,000 ล้านหยวน และสัดส่วนของผู้บริโภคจีนที่ใช้จ่ายสินค้าหรูเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2025 มูลค่าตลาด Luxury Brand ทั่วโลกจะอยู่ที่ 2,700,000 ล้านหยวน ในจำนวนนี้มาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวจีน 44 เปอร์เซ็นต์

การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนจีนมั่งคั่ง มีเซ็กเมนต์ใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของ Luxury Brand จากทั่วโลก คือ “Young Affluent” ซึ่งเป็นคนจีนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคดิจิทัล เพราะคนจีนรุ่นนี้ด้วยความที่อยู่ในเมืองใหญ่ทำให้มีไลฟ์ไตล์เช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ในมหานครใหญ่ของโลก อายุไม่มาก และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เป็นนักช้อปที่ฉลาด ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ชอบซื้อสินค้าแบรนด์เนม และมีคุณภาพคุ้มค่า คุ้มราคา ต้องการมอบรางวัลให้ตนเองและต้องการแสดงสถานะของตนเองในสังคม จึงเริ่มมีความเป็น “Unban Lifestyle” แต่ช่วงแรกยังไม่ได้กว้างขวางมากนัก เพราะ Social Media ยังไม่กระจายตัว แต่ในช่วงหลังมานี้ Social Media เข้าถึงง่าย ประกอบกับในเมืองใหญ่ เช่น เซียงไฮ้, เซินเจิ้น มี Global Brand เข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น รวมทั้งคนจีนเดินทางไปเรียนต่างประเทศมากขึ้น ทำให้มี Mindset แบบสากล และนักธุรกิจ คนมีฐานะ ก็เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง และนิยมซื้อสินค้าแบรนด์เนมกลับมาเป็นของฝาก เพราะจีนมีวัฒนธรรม เวลาไปเที่ยวที่ไหนก็ตามมักมีของฝากให้แก่ญาติพี่น้อง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นผู้บริโภคกลุ่ม “Young Affluent” บรรดาสินค้าหรูระดับโลกหมายปองอย่างยิ่งทำให้แบรนด์ดังระดับโลกหันมาเจาะกลุ่มผู้บริโภคเซ็กเมนต์นี้เช่นกัน เพราะมีกำลังซื้อสูง

ด้วยวิถีของคนจีนรุ่นใหม่ จะเสพติดความเป็นอินเตอร์มาก ชอบอัพเดทเทรนด์ใหม่ แสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ และมีกำลังซื้อสูง จึงทำให้แบรนด์ดังของอิตาลี DOLCE&GABBANA (D&G) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดจีน เพราะสินค้าสอดคล้องกับวิถีและรสนิยมของคนจีนรุ่นใหม่

แต่เกิดประเด็นดราม่าร้อนแรงบนโซเชียลจีน ที่แบรนด์ดังของอิตาลีอย่าง DOLCE&GABBANA (D&G) ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่ามีการทำโฆษณาของแบรนด์ที่แสดงถึง “การเหยียดเชื้อชาติจีน” ซึ่งกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้บรรดาคนดังในวงการแสดงและเหล่าเซเลบของจีน ต่างก็พร้อมใจกันแสดงจุดยืนร่วมบอยคอตไม่เข้าร่วมในงานแฟชั่นโชว์ The Great Show ที่มีกำหนดการจะจัดที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะก็ทำให้ผู้คนในแต่ละวงการของจีนเริ่มออกมาแสดงการบอยคอตต่อแบรนด์ D&G มากขึ้นเรื่อยๆ ทางโซเชียลมีเดีย

ประเด็นเรื่องการเหยียดชนชาติจีนโดย  D&G นั้นมีจุดเริ่มมาจาก Account ใน IG ที่ชื่อว่า Diet Prada ซึ่งเป็น IG ด้านแฟชั่นได้ออกโรงมาวิจารณ์คลิปวีดีโอโปรโมทแคมเปญ DG Loves China และงาน The Great Show ซึ่งในคลิปนั้น จะเป็นนางแบบสาวชาวจีนที่แต่งกายด้วยแบรนด์ D&G กำลังพยายามใช้ตะเกียบคีบรับประทานเมนูขึ้นชื่อของอิตาลี เช่น พิซซ่า สปาเก็ตตี้ Cannoli ชิ้นยักษ์โดยพร้อมกัน ซึ่งในได้บรรยายวิธีการใช้ตะเกียบเพื่อรับประทานเมนูเหล่านี้ด้วยซึ่งหลายคนมองว่า เรื่องราวในคลิปวีดีโอนั้นมุ่งนำเสนอข้อมูลผิดๆ เสมือนต้องการแบ่งแยกว่า คนจีนไม่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของต่างประเทศ หรือหากจะพูดตรงๆ ก็คือ คนจีนโง่ และไม่มีความรู้ในวัฒนธรรมต่างชาติในเรื่องที่ควรจะมีนั่นเอง ซึ่งเหมือนเป็นการล้อเลียนและแอบเหยียดเชื้อชาติจีนด้วย

เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลที่ทำเอาชาวจีนไม่พอใจ บอยคอตแบรนด์จำนวนมาก เหล่าคนดังในจีนที่ต้องเข้าร่วมในแฟชั่นโชว์ก็ไม่ขอร่วมกิจกรรมจนงานล่มกลางคัน พังไปพร้อมกับความดังของแบรนด์ แม้สเตฟาโน จะออกมาแก้ตัว อ้างว่าอินสตาแกรม @stefanogabbana ของตนเองถูกแฮก แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ยิ่งกว่านั้น เว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ของจีน ถอดสินค้าโดลเซ่ แอนด์ กาบบานาออกจากเว็บไซต์ทั้งหมด ล่าสุดเช่น Suning.com, Taobao และ JD.com.

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำให้ดีแอนด์จีต้องประกาศยกเลิกงานแสดงแฟชั่นโชว์ที่นครเซี่ยงไฮ้ ที่น่าจะทุ่มทุนจัดไปก้อนโตแต่นั่นยังหมายถึงหายนะครั้งใหญ่ของแบรนด์ D&G ในตลาดจีน ที่เป็นตลาดผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังจะส่งผลกระทบเสียหายต่อชื่อเสียงภาพลักษณ์ของแบรนด์หรูสัญชาติอิตาเลียนที่ยากจะกอบกู้ซื้อใจผู้บริโภคในตลาดจีนกลับคืนมาได้และยังอาจส่งผลเป็นโดมิโนไปยังตลาดอื่นๆ ที่ล้วนมีชาวจีนแทรกตัวอาศัยอยู่ในทั่วทุกมุมโลก การติดแฮชแท็ก #boycottdolcegabbana (เลิกใช้โดลเช่กาบบาน่า) ที่แพร่หลายอยู่ในโซเชียลมีเดีย ขณะที่เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูในจีนหลายเว็บไซต์พากันถอนรายการสินค้าแบรนด์ D&G ออกไปจากเว็บไซต์ทั้งหมดและการนำสินค้าแบรนด์ D&G ออกจากชั้นวางขายสินค้าในเขตปลอดภาษีของสนามบินในประเทศจีนล้วนเป็นปฏิกิริยาตอบโต้บอยคอตแบรนด์หรูสัญชาติอิตาเลียนนี้เพียงส่วนหนึ่งในทันที หลังจากเกิดประเด็นร้อนคลิปฉาว D&G ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่านี่อาจจะเป็น “จุดจบ” ของการเติบโตของแบรนด์ D&G ในตลาดจีนที่มีกำลังซื้อมหาศาลลงก็อาจเป็นได้

ในกรณีของ  Dolce&Gabbana (D&G) ถือเป็นบทเรียนราคาแพงเพราะจีนไม่ได้เป็นแค่ตลาดใหญ่ที่มีความสำคัญสำหรับแบรนด์หรูเท่านั้น แต่ยังเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสุดๆ หากดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยความประมาทพลังโซเชียลมีเดียที่สามารถสร้างและทำลายได้ในพริบตาและเชื่อว่าบทเรียนครั้งนี้ที่เกิดขึ้นกับ D&G ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก น่าจะไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน จึงเป็นกรณีตัวอย่างให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใด ไม่ว่าจะย่างกรายเข้าไปเจาะตลาดทำธุรกิจการค้าที่ไหน จักต้องวางตัวให้เหมาะสม รู้จักกาลเทศะ และเรียนรู้ทำความเข้าใจกับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ ให้ดี มิฉะนั้นแล้วอาจต้องเผชิญกับหายนะทางธุรกิจที่คิดไม่ถึง ดั่งที่เกิดขึ้นกรณีล่าสุดกับ D&G ก็เป็นได้

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.