ปัจจุบัน E-commerce ในชนบท ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นการสร้างงานให้ชาวจีน โดยขยายฐานตลาดจีน และเป็นการผสมผสานร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน โดยรูปแบบดังกล่าวสามารถเพิ่มกำไรจากการขายให้ชาวชนบทได้ อีกทั้งยังถือเป็นการพัฒนาพื้นที่ชนบท และนำสินค้าขึ้นชื่อของแต่ละชนบทเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
รัฐบาลจีนต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ชาวชนบท และส่งเสริมให้ชาวชนบทบริโภคจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ แทนที่จะเน้นการผลิตเพื่อส่งออก (ซึ่งค่าแรงที่สูงขึ้นทำให้จีนแข่งขันลำบากขึ้น) ดังนั้นเครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในรอบต่อไปของจีน ก็คือการเพิ่มกำลังจากผู้บริโภคและสร้างงานสร้างเงินให้ชนบทจีน

จีนวางแผนยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงระบบ E-commerce หรือการซื้อขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต เพื่อพัฒนาธุรกิจ และขยับขยายตลาดจนนำไปสู่การเติบโตของ E-commerce อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิต ลดปัญหาความยากจนของเกษตรกรชาวจีน

รัฐบาลจีนวางแผนลงทุนพัฒนาโครงข่ายอินเตอร์เน็ต broad band เพื่อสนับสนุนการซื้อ-ขาย E-commerce ในชนบท ด้วยการลดตันทุนการขนส่งและการกระจายสินค้า โดยมุ่งเน้นที่สินค้าเกษตร โดยการลงทุนจะครอบคลุม ระบบการขนส่ง Logistics สร้างระบบ cloud เพื่อเชื่อมโยงการทำธุรกิจเพื่อพาณิชย์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในชนบทและลดปัญหาความยากจน
ทั้งนี้หน่วยงานของรัฐบาลจีนมีการร่วมมือกับภาคเอกชน อาทิเช่น Alibaba Group เพื่อร่วมกันพัฒนา E-commerce ในชนบท ทั้งนี้ Alibaba Group ได้กำหนดกลยุทธ์สร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ E-commerce ในจุดที่ห่างไกลชุมชน โดยมีการสร้างจุดร้านค้าออนไลน์กระจายตามจุดที่ห่างไกลชุมชน พร้อมสอนให้ชาวชนบทรู้จักการใช้ E-commerce เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น


Alibaba วางแผนทุ่มเงิน 6 หมื่นล้านบาท ก่อตั้งศูนย์บริการระดับหมู่บ้านจำนวนหนึ่งแสนแห่งทั่วประเทศภายในเวลา 3-5 ปี เพื่อช่วยให้คนชนบทได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์สูงสุดจากอินเทอร์เน็ต ส่วนคู่แข่งอย่างเว็บไซต์เจดีด็อทคอม ก็มีแผนจ้างชาวบ้านหนึ่งแสนคนเป็นตัวแทนขยายธุรกิจในหมู่บ้านหนึ่งแสนแห่งภายในปีนี้เช่นกัน
ทำไมชาวบ้านจึงเลือกที่จะช็อปปิ้งออนไลน์ เหตุผลก็เพราะเข้าเมืองลำบาก เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ช็อปปิ้งออนไลน์ มีตัวเลือกจำนวนมาก ราคาถูก แถมสินค้าส่งถึงหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว Alibaba ไม่ได้ต้องการให้ชาวบ้านเป็นเพียงผู้ซื้อเท่านั้น ยังต้องการส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็นผู้ขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนผ่านเว็บไซต์ด้วย โดยเปิดตัวเว็บไซต์และจัดวางระบบการขนส่งสินค้าเพื่อให้ชาวชนบทสามารถขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพสู่คนเมืองได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านผู้ค้าคนกลางอีกต่อไปช่วยให้ชาวบ้านสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพื่อได้เครื่องไม้เครื่องมือรวมทั้งวัตถุดิบราคาถูกสำหรับใช้เป็นปัจจัยการผลิต จากนั้นก็จัดช่องทางออนไลน์ที่จะขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้สู่ผู้บริโภคโดยตรง
ลูกค้ากว่า 1 ใน 3 ของจีนที่ Alibaba ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งคิดเป็นจำนวนกว่าหลายร้อยล้านคนนั้นอยู่ในแถบชนบท ด้วยเหตุนี้ จึงก่อตั้งแนวคิดที่จะสร้าง “Taobao Village” ซึ่งนอกจากจะมีโรงงานขนาดเล็กมากมายแล้ว ก็จะมีร้านค้าที่เป็นศูนย์กลาง ที่ทำหน้าที่รับสั่งซื้อสินค้าจากเมืองหลวง ให้กับลูกค้าที่ใช้เทคโนโลยีในการช้อปปิ้งยังไม่ได้ หรือยังไม่คล่อง ซึ่งสินค้าที่ชาวชนบทต้องการก็เหมือนที่คนในเมืองหลวงใช้กันในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็มักจะเป็นอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อยืด ของเล่น แว่นกันแดด แผ่นมาสก์หน้า กระเป๋าเป้ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ใช้ร้านเดียวกันนี้ เป็นที่รับขนส่งสินค้าท้องถิ่น อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าทำมือ สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตได้ในท้องถิ่น เพื่อขายให้กับคนเมืองอีกด้วย ซึ่งก็เท่ากับว่าการจัดตั้ง Taobao Village ขึ้นมา ทาง Alibaba ที่นอกจากจะขยายตลาดผู้ซื้อให้มากขึ้นแล้ว ยังได้ช่วยสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ สร้างการจ้างงาน ให้กับพื้นที่ชนบทห่างไกล ทั้งนี้ก็เพื่อยกระดับชีวิตของคนชนบทที่มีอาชีพมีรายได้ดีขึ้น และไม่ต้องเข้ามาแออัดกันในเมืองใหญ่นั่นเอง
Alibaba นั้นได้เปิดตัวโครงการ “Taobao Village” มาตั้งแต่ปลายปี 2557 เพื่อส่งเสริมแพลตฟอร์ม E-commerce และโครงสร้างโลจิสติกส์ในพื้นที่ชนบท โดยจัดตั้งศูนย์บริการหลายพันแห่งสำหรับช่วยเหลือการซื้อขายสินค้าออนไลน์จาก เว็บไซต์ Taobao ของ Alibaba เผยแผนการลงทุนธุรกิจ E-commerce ในพื้นที่ชนบท ระยะเวลาสามปี มูลค่าหนึ่งหมื่นล้านหยวน (ราวห้าหมื่นล้านบาท) โดยเป็นการลงทุนเพื่อกระตุ้นโครงสร้างโครงสร้างโลจิสติกส์และเพิ่มจำนวนศูนย์บริการอย่างต่อเนื่องตลอดมา
วิธีการเลือก Taobao Village ของบริษัท Alibaba นั้น จะทำการคัดเลือกจากพื้นที่ที่มีสินค้าท้องถิ่นที่โดดเด่นและได้นำสินค้านั้นไปแสดงและจำหน่ายบนเว็บไซต์สินค้าออนไลน์ โดยมีองค์ประกอบที่ต้องได้มาตรฐาน 3 ข้อ ดังนี้คือ สถานที่ตั้งอยู่ในเขตชนบทโดยมีรายได้จำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ 10 ล้านหยวนต่อปี และมีจำนวนร้านออนไลน์ในชุมชนมากกว่า 100 แห่ง หรือจำนวนร้านค้าออนไลน์มีมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนครัวเรือน
เมื่อ Alibaba ริเริ่มโครงการ Taobao Village ในตอนต้นนอกเหนือจากการปล่อยเงินกู้ และการสร้างระบบเว็บไซต์ให้โพสต์ขายสินค้าได้โดยง่าย รวมถึงจัดคอร์สสอนการขายออนไลน์อย่างแข็งขัน และที่ขาดไม่ได้คือ การวางเครือข่ายการขนส่งสินค้าให้เข้าถึงพื้นที่ในชนบท ทางภาครัฐเองก็ยื่นมือมาสนับสนุนเต็มที่ ในส่วนของโครงการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการค้าออนไลน์ อาทิ การจัดสรรพื้นที่เขตอุตสาหกรรมพิเศษ เพื่อให้เอกชนเช่าเป็นโรงงานขนาดย่อม ที่มีอินเทอร์เนตไฟเบอร์ความเร็วสูง และเครือข่ายมือถือที่ครอบคลุมพื้นที่ของหมู่บ้านชนบทนั้นๆ
Taobao Village จุดเริ่มต้นความแข็งแกร่ง ซึ่งในปี 2009 กลุ่มคนจีนในชนบทรวมตัวกันเปิดร้านใน Taobao หรือ เรียกว่า หมู่บ้านเถาเป่า (Taobao Village) เพื่อแข่งขันใน Digital Economy ที่รัฐบาลจีนเริ่มผลักดัน โดยหมู่บ้านแรกที่เริ่มเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม ชื่อว่า หมู่บ้าน Dongfeng ในเมือง Shaji จังหวัด Jiangsu โดยมีถึง 1,000 ครัวเรือน ที่ร่วมกันผลิตเฟอร์นิเจอร์ และขายในออนไลน์ที่รวมตัวกันขายของในเว็บไซต์ Taobao อย่างจริงจัง และขยายจากจุดนี้ไปอย่างมหาศาลใน เว็บไซต์ Taobao จากครัวเรือนไปอีกครัวเรือน จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง จนถึงมณฑลต่างๆ
ความเป็นจริงถึงปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจ E-commerce ประสบความสำเร็จในชุมชนที่ห่างไกลของจีน โดย Taobao Village เป็นหมู่บ้านการเกษตร ที่ประชาชนในหมู่บ้านได้ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบและมีการค้าขายผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านออนไลน์อย่างเป็นระบบ ปัจจุบันมีหมู่บ้านเถาเป่ากว่า 3,202 แห่ง และเมืองเถาเป่าอย่างน้อย 1 แห่งจะมีหมู่บ้านเถาเป่าอย่างน้อย 3 แห่ง เฉพาะมณฑลเจ้อเจียงมีหมู่บ้านเถาเป่า 1,172 แห่ง และเมืองเถาเป่า 128 แห่ง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีหมู่บ้านและเมือง Taobao มากที่สุดในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสินค้าที่มีการจำหน่ายสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ กระเป๋าและเครื่องหนัง ของเล่น เป็นต้น
ข้อดีของการรวมกัน ในการเปิดร้านในเว็บไซต์ Taobao จึงเป็นพลังของชุมชนเพราะลองนึกภาพตาม หากร้านค้าของใครอยู่บน เว็บไซต์ Taobao คนเดียวในหมู่บ้าน ผู้ค้าคนนั้นอาจจะดีใจเพราะไม่มีคู่แข่ง แต่นั่นก็หมายความว่า ภาครัฐ องค์กร และคนอื่น ๆ ก็จะไม่สนใจผู้ค้านั้นเช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลจีน จึงสนับสนุน Digital Economy ให้ไปพร้อมกันทั้งประเทศ โดยร่วมกับภาคเอกชนอย่าง Alibaba ให้เข้ามาช่วยเหลือ และสอนชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เทียบเท่ากับคนในเมือง Taobao Village จึงเกิดขึ้นเพื่อให้คนพื้นที่ ก็ช่วยกันให้ความรู้ พัฒนาหมู่บ้านของตัวเอง และเติบโตไปพร้อมๆ กัน เพราะการทำงานของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ประเทศจีนถึงกลายเป็น Digital Economy ได้จริงๆ
การทำธุรกิจ E-commerce ของ Taobao Village เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในการขยายตลาดสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่อยู่ห่างไกลผ่านทางออนไลน์ เมื่อมามองย้อนกลับถึง OTOP ไทย โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ได้เริ่มทำตั้งแต่ปี 2544 เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง สร้างรายได้ สร้างงาน ให้ชาวชุมชน และชนบท ผ่านมาถึง 18 ปี ก็ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร เพราะประเทศไทยยังขาดเทคโนโลยี ไม่สามารถสร้างเพล็ตฟอร์มและควบคุมเพล็ตฟอร์มได้เลย ดังนั้นรัฐบาลต้องหันมาส่งเสริมด้านนี้อย่างจริงจังและเต็มที่ เฉกเช่นประเทศจีนที่ส่งเสริมจนประสบความสำเร็จจาก Taobao Village ผ่าน Alibaba
โมเดลของ Taobao Village เป็นต้นแบบในการพัฒนาช่องทางการตลาดค้าขายสินค้าเกษตร และ OTOP ชุมชน ให้แก่เกษตรกรและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทยในรูปแบบออนไลน์ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรหนุ่มสาวรุ่นใหม่หันเข้ามาทำงานในท้องถิ่นถือเป็นการแก้ไขปัญหาความยกจนควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างดี


เมื่อเหลียวกลับมาดูสินค้า OTOP และเอสเอ็มอีไทย ที่รัฐบาลประกาศส่งเสริมทุกวันแต่กลับเหี่ยวเฉาลงไป ทุกวัน เอสเอ็มอีไทยจะรอดสักกี่ราย คิดแล้วใจหายกับอนาคตเอสเอ็มอีไทย

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.