Facebook ยักษ์ใหญ่ โซเชียลมีเดียอันดับโลก เปิดตัวเงินสกุลดิจิตอลของตนเองชื่อว่า “Libra” สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเงินของโลก โดยแฟซบุ๊กระบุว่าต้องการให้สกุลเงินเริ่มให้บริการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020 เพื่อต้องการสร้าง Libra ให้มีโครงสร้างของระบบการเงินขั้นพื้นฐานที่ทุกคนๆ ในโลกนี้สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายสำหรับทุกคน และจะเป็นระบบทางการเงินที่มีต้นทุนต่อผู้ใช้ที่ถูกที่สุด แถมยังมีความปลอดภัยสูงสุดเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เท่าที่เทคโนโลยีวันนี้จะมีได้ เพราะคนบนโลกนี้อีกมากมายหลายพันล้านคน ที่ไม่เคยเข้าถึงการเปิดบัญชีกับสถาบันการเงิน ได้เลย แต่ Libra จะทำให้คนเหล่านี้เข้าถึงได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือเท่านั้น

ความฝันอีกครั้งอันยิ่งใหญ่ของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่จะสร้างเงินดิจิทัลสกุลใหม่ของโลก ที่สามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนหลายพันล้านคนทั่วโลก ผู้สานฝันครั้งนี้ก็คือ เดวิด มาร์คัส ผู้บริหารของ Facebook ซึ่งเดิมเคยเป็นประธานของเพย์พาล

(Paypal) ธนาคารออนไลน์ ซึ่งเป็นตัวกลาง คอยรับ-ส่งเงินออนไลน์จากผู้ใช้ทั่วโลก โดยมีแนวความคิดถึงการสร้างสกุลเงินที่จะเป็นหลักในการใช้จ่ายบนโลกอินเตอร์เน็ต และเป็นช่องทางชำระเงินของคนทั่วโลกที่มีมือถือ แต่ไม่มีความสามารถในการเปิดบัญชีหรือเข้าถึงระบบธนาคาร ในโลกนี้ผู้ที่จะทำโปรเจกต์นี้ได้ดี ก็คือ Facebook ซึ่งมีทั้งเทคโนโลยีเงิน และฐานลูกค้ามากกว่า 2,000 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งในขณะนั้นมาร์คัส เป็นหัวหน้าทีม Facebook Messenger ได้เริ่มโครงการให้ Facebook พัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตนเองเพราะคู่แข่งทั้งหมดของ Facebook ตั้งแต่ Apple Wechat รวมทั้ง Google ต่างกระโจนเข้าเป็นผู้เล่นในตลาดการเงินโลกแล้วทั้งสิ้น

เหตุผลสำคัญที่ Facebook เลือกใช้ชื่อ “Libra” เพราะด้วยเหตุผลที่สำคัญ 3 ประการคือ 1. คำว่า Libra เป็นมาตรวัดในสมัยโรมัน 2. Libra เป็นจักรราศีที่หมายถึงความยุติธรรม 3. Libra พ้องกับ Libre ในภาษาฝรั่งฝรั่งเศสที่แปลว่าฟรี อิสระ

สกุลเงินดิจิตอลทั่วโลกที่มีความนิยมแพร่หลายในปัจจุบันมีมากมายหลายสกุล โดยสกุลเงินดิจิทัลหลักๆ ที่มีคนนิยมมากที่สุด มีเพียงไม่กี่สกุลเงินเท่านั้น เช่น Bitcoin ฯลฯ ซึ่งมีลักษณะในการซื้อขายเพื่อหวังเก็งกำไร ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับสกุลเงินดิจิทัลใดที่ได้รับความสนใจจากตลาดมากที่สุด รวมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก แต่เป็นที่ทราบกันว่า การคาดการณ์อัตราขึ้นลงของสกุลเงินดิจิทัลทำได้ยากมาก เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีบริษัทที่มีผลประกอบการเข้ามาผูกพันเกี่ยวข้องด้วย แต่ Facebookได้เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าให้กับ Libra ด้วยการออกแบบให้มันเป็นสกุลเงินที่มีตะกร้าเงินหนุนหลัง หรือที่เรียกกันว่า Stable Coin โดยเงินหนุนหลังเป็นสินทรัพย์ในสกุลเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งน่าจะหนีไม่พ้นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร และเยน ต่างจากบิทคอยน์ สกุลเงินดิจิทัล มีความผันผวนสูงมาก เพราะไม่มีเงินสำรองใดๆ หนุนหลัง ได้มาโดยการใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขุด หรือที่เรียกว่า Mining ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Libra เป็นสกุลเงินดิจิทัลแบบ Stable ที่ไม่มีการผันผวน ไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมูลค่า กำเนิดขึ้นมาเพื่อใช้แทนเงินสดในโลกออนไลน์ โลกดิจิทัลเท่านั้น ขณะที่บิตคอยน์ดูจะตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนมากกว่า เพราะมีการผันผวนของมูลค่าราคาตามกลไกตลาดอยู่ตลอดเวลา

 Facebook ให้เหตุผลเริ่มพัฒนา Libra ขึ้นมาเพราะต้องการแก้ Penpoint ของโลกใบนี้ ที่การเข้าถึงการทำธุรกรรม การมีบัญชีธนาคารไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทุกคน โดยเฉพาะประชากรบางส่วนในประเทศกำลังพัฒนา หรือในบางวัฒนธรรมที่มีข้อกำหนดการใช้งานธนาคารของพลเมืองเพศหญิง โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้ประสบปัญหาในกลุ่มนี้มากถึง 1.7 พันล้านคนทั่วโลก เทียบเคียงเป็นสัดส่วน 31 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐาน และครอบครัวที่ต้องเดือดร้อนจากการเสียค่าธรรมเนียมการโอนเงินกลับไปยังถิ่นฐานเดิมหรือต่างประเทศด้วยจำนวนเงินที่สูง

Libra เป็นแนวคิดการบริการทางการเงินที่ต้องการเข้าถึงทุกๆ คน โดยเป็นเงินดิจิทัลที่มี ความง่ายในการทำธุรกรรมและการเข้าถึง แค่มีอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนก็ใช้บริการทางการเงิน Libra ได้อย่างเสรี โอนเงินได้ทันทีแค่ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอง่ายเหมือนส่งข้อความหากัน ที่สำคัญฟรีค่าธรรมเนียมด้วย ในกรณีที่เป็นการโอนเงินระหว่างบุคคล ส่วนผู้ให้บริการหรือร้านค้าจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่ Facebook ยืนยันว่าเรตการคิดค่าธรรมเนียมจะถูกมากๆ โดยเตรียมเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 นี้ โดยในฝั่ง Facebook เหรียญ Libra และ E-wallet Calibra จะใช้งานได้บนแพลตฟอร์มในระบบนิเวศแบบเดียวกัน ทั้ง Messenger และ WhatsApp รวมถึงแอปพลิเคชั่นของ Calibra เอง ซึ่งแอปพลิเคชั่นชื่อ Calibra หน้าที่หลักคือการเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถส่งเงิน Libra ด้วยค่าธรรมเนียมราคาต่ำมากถึงฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนั้น Calibra จะรวมอยู่ในบริการ WhatsApp และ Messenger ของ Facebook ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายที่มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) วางแผนให้ WhatsApp และ Messenger เป็นหัวใจสำคัญของอนาคต Facebook ซึ่ง Mark ก็พยายามเปลี่ยนแปลงให้สาวกใช้เวลากับโพสต์ฟีดข่าวสาธารณะน้อยลง มาเน้นการส่งข้อความส่วนตัวมากขึ้น

ถึงแม้ Facebook จะเป็นผู้คิดค้นและเริ่มพัฒนา Libra ขึ้นมา แต่เพื่อความเป็นธรรม โปร่งใส การกระจายอำนาจในการดูแล จึงได้ก่อตั้งองค์กรที่มีชื่อว่า “สมาพันธ์ Libra” องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ขึ้นมาดูแลเปรียบเสมือนธนาคารกลางในประเทศต่างที่ออกใช้เงินแต่ละสกุลของตนดังนั้น สมาพันธ์ Libra จะทำหน้าที่ดูแลสินทรัพย์จากโลกแห่งความจริงที่ถูกแลกไปเป็นเงินสกุล Libra ในท้องตลาด โดยสินทรัพย์หรือเงินทุนสำรองเหล่านี้จะช่วยให้ Libra มีราคาที่มีเสถียรภาพมากว่าสกุลเงินดิจิตอลแบบเดิมๆ นอกจากหน้าที่ในการดูแลเงินทุนสำรองแล้ว สมาพันธ์ Libra จะยังทำหน้าที่ในการดูแลระบบล็อกเชนซึ่งจะรันระบบและเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ได้รับอนุญาตโดยสมาพันธ์ ส่วนนี้เป็นสิ่งที่ต่างจาก “Bitcoin” ซึ่งไม่มีองค์กรใดทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างไรก็ตาม สมาพันธ์วางแผนไว้ว่าจะเดินหน้าสู่ระบบธุรกรรมบล็อกเชนแบบที่ไม่ต้องมีการควบคุมภายใน 5 ปี หลังจากมีการเปิดให้บริการ

ความเป็นไปได้ที่ “Libra” จะเป็นระบบการเงินที่เป็นโอกาสแห่งอนาคตสะท้อนให้เห็นจากสมาชิกสมาพันธ์ Libra ที่ปัจจุบันมีจำนวน 28 บริษัทใหญ่ๆ เช่น มาสเตอร์การ์ด, วีซ่า, สปอติฟาย, เพย์พาย, อีเบย์, อูเบอร์ โวดาโฟน รวมไปถึงองค์กรไม่แสวงผลกำไรอย่างวีเมนส์เวิลด์แบงกิ้ง เป็นต้น

การผนึกพันธมิตรเหล่านี้ยิ่งทำให้ช่องทางการใช้ “เงิน Libra” ลื่นไหลไปได้ทั่วโลก ทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการในรูปแบบไหน หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันของทุกๆ คน มีการใช้เงิน “Libra” ไปซื้อกาแฟ จ่ายบิล จ่ายค่าโดยสาร หรืออะไรอื่นๆ อีกสารพัด แบบชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องถือเงินสดกันอีกต่อไป เพราะมีเครือข่ายมากเกือบทั้งโลกก็ว่าได้ เพราะพันธมิตรแต่ละแห่งแต่ละบริษัท ระดับโลกทั้งนั้น

     ที่สำคัญ การใช้เงิน “Digital Libra” ในครั้งนี้ยังไม่มีค่าธรรมเนียม หรือมีค่าธรรมเนียมน้อยมากๆ จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน หรือแวดวงการเงินเกิดการระส่ำระสายกันขึ้นมาทีเดียว เพราะ Facebook เชื่อว่า “เราเชื่อว่าหากคุณให้ผู้คนเข้าถึงเงินและโอกาสได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด เช่นเดียวกับที่อินเตอร์เน็ตทำได้ในอดีตในแง่ของข้อมูลคุณจะสามารถสร้างความมั่นคงได้มากขึ้นกว่าที่เรามีอยู่ในเวลานี้ได้อย่างมาก”

     ถึงแม้ Facebook เลี่ยงการดูแล Libra เอง แต่เลือกบริหาร “Calibra” หรือแพลตฟอร์มกระเป๋าเงินอีวอลเล็ตที่ชื่อเรียกคล้ายกันนั่งเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผู้บริหารของ Calibra กล้าท้าว่าถ้าใครไม่เชื่อใจ Facebook ก็ไปใช้งานอีวอลเล็ตอื่นได้นะ (แต่เงินดิจิทัลที่ใช้ก็จะเป็น Libra อยู่ดี) สำหรับการสมัครใช้งาน Calibra และเหรียญ Libra Facebook ระบุว่าจะใช้มาตรฐานการตรวจสอบ การลงทะเบียนและการป้องกันการฉ้อโกงแบบเดียวกันกับธนาคาร และผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั่วโลก (ต้องใช้บัตรประชาชนในการยืนยัยสมัครใช้งาน) มีระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันพฤติกรรมการโกงแบบเรียลไทม์ ถ้าเงินหายจะคืนเต็มจำนวน

 ที่สำคัญพวกเขาสัญญาว่าจะไม่มีการแชร์ข้อมูลบัญชี และข้อมูลการเงินผู้ใช้กับ Facebook หรือผู้พัฒนาแอปฯ เจ้าอื่นๆ เด็ดขาด หากไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ใช้งานก่อน แล้วข้อมูลใน Calibra ก็จะไม่ถูกนำไปใช้ในการโฆษณาแบบกำหนดเป้าหมายบนแพลตฟอร์มและบริการของ Facebook ด้วย

จึงพอสรุปได้ว่า การโอนเงิน Libra ในสมาร์ตโฟน ผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp และ Messenger ไม่ต่างจากที่เราส่งรูป หรือข้อความในนั้น และในต้นปี 2020 ก็จะมีแอปพลิเคชันแยกต่างหากชื่อ “Calibra” ซึ่งแอปพลิเคชัน Calibra จะกลายไปเป็น กระเป๋าเงินของคนทั้งโลก โดยมีการแยกข้อมูลด้านการเงิน และบัญฃีผู้ใช้โซเชียลออกจากกัน นั่นหมายความว่าถ้าบัญชีโซเชียลเราถูกขโมย หรือถูกแบน ไม่ได้แปลว่ากระเป๋าเงินของเราจะหายไปด้วยและที่สำคัญคือ Calibra จะถูกกำกับดูแลไม่ต่างจากสถาบันการเงินอื่นๆ อะไรก็ตามที่อยู่ใน Calibra จะไม่ได้ถูกแชร์ไปที่ Facebook เด็ดขาด

 Facebook ในฐานะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังดิ้นรนสร้างโอกาสใหม่ๆ เพิ่มรายได้ ให้เป็นที่พึงพอใจของผู้ถือหุ้น เพราะฐานสมาชิกมากกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลกเริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัว ขณะที่กลเม็ดเคล็ดลับสร้างรายได้ผ่านโฆษณา ถูกงัดออกมาใช้เริ่มหมดมุก จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่

และเมื่อกล่าวถึงช่องทางรายได้ของ Facebook  จะหาจาก Libra หรือ Calibra ก็คือ การเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้ฝั่งแบรนด์หรือผู้ประกอบการ แม้จะบอกว่าค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บต่ำ แต่เมื่อรวมจำนวนธุรกรรมทั้งหมดเข้าด้วยกัน เงินธรรมเนียมที่ว่าก็น่าจะสูงพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมขึ้นมาเมื่อไร ทาง Facebook ก็จะหาช่องทางทำเงินด้วยการทำบริการให้กู้ยืม Libra ซึ่งเป็นบริการประเภทสินเชื่อกู้ยืมระหว่างบุคคลที่จะเกิดขึ้นได้อยู่แล้วในอนาคต ส่วนในด้านการต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ในระบบนิเวศเดิมของ Facebook แน่นอนว่าเหรียญ Libra อาจจะถูกใช้เพื่อซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ นั่นหมายความว่าอาจจะถูกใช้เป็นเงินในการซื้อสื่อโฆษณาบูสต์โพสต์ได้ด้วย ส่วนพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ก็อาจจะเปิดการขายบน Facebook Messenger ได้ทันทีด้วย Libra เช่นกัน

ในส่วนของสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่นธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลก สะเทือนแน่นอน ถือเป็นการ DISRUPTION ทางธุรกิจที่ใหญ่หลวงมาก เพราะในอนาคต เมื่อการโอนเงิน Libra ระหว่างบุคคลผ่าน Calibra หรือบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ไม่เสียค่าธรรมเนียมอีกต่อไป สถาบันการเงินที่เคยทำหน้าที่เป็นตัวกลางก็จะเสื่อมความนิยม และหมดประโยชน์ลงทันทีในวันใดวันหนึ่งและในส่วนธนาคารและบริการทางการเงินในหลายประเทศที่อาจจะเคยเป็นข้อจำกัดในแง่โอกาสการเข้าถึงก็จะได้รับผลกระทบอ่วมพอกัน และมีความเป็นไปได้สูงว่าต้องเริ่มมองหาลู่ทางการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดกันต่อไป

เงินดิจิตอลลิบราจึงเป็นเกมส์ใหญ่ของ Facebook ที่จะเปลี่ยนแปลงการเงินของโลกครั้งสำคัญ เพราะเป็นการปฏิวัติการเงินด้วยเทคโนโลยีครั้งใหญ่ เราจะต้องก้าวทัน เพื่อเตรียมตัวในการเป็นพลเมืองของใหม่ “โลกใบใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.