เราท่านแต่ละคนมีคู่ชีวิตสี่คน คนที่หนึ่งเรารักมากที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอดเวลา อยากได้อะไร เราหาให้ทุกอย่างและทุกครั้ง คู่ชีวิตคนที่สอง เรารักมาก เราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคู่ครองคนนี้ และจะไปหาคู่ครองคนนี้เสมอ คนที่สาม รักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาเป็นบางครั้งบางคราว ส่วนคนที่สี่ ไม่ค่อยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงดูแลด้วยซ้ำ

ชายคนหนึ่ง เขาก็มีคู่ครองสี่คนเหมือนกับเรา ต่อมาชายคนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรง และถูกจับ ศาลตัดสินประหารชีวิต อุทธรณ์ ฎีกาก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อรู้ตัวว่าจะต้องตาย ก่อนจะถูกประหารชีวิต จึงขออนุญาตจากผู้คุมขังเรียกคู่ครองมาพบทีละคน เพื่อกล่าวอำลา ผู้คุมก็อนุญาตตามประสงค์ เขาเรียกคู่ครองคนแรกที่รักมากที่สุดมาพบ และเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ฟัง และถามคู่ครองคนที่หนึ่งว่า “ถ้าเขาต้องตายตามคำพิพากษาแล้ว คู่ครองคนที่หนึ่งจะทำอย่างไร”

ภรรยาคนที่หนึ่งตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าเธอตาย ชีวิตเราก็จบกัน”

คำตอบที่ได้รับเหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมา กลางใจอย่างจัง เขารู้สึกเจ็บปวด เขาเสียใจอย่างยิ่ง นึกเสียดายว่า เขาไม่ควรหลงรักมากที่สุด ถ้ารู้เช่นนี้ เขาจะไม่ทุ่มเทชีวิตให้กับภรรยาสุดที่รักคนนี้เลย

จากนั้นเขาก็พบภรรยาคนที่สอง ด้วยอาการเศร้าโศก ผิดหวังอย่างสุดขีด เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง และถามคำถามเดียวกันกับภรรยาคนที่หนึ่ง ภรรยาคนที่สองตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจำเป็นต้องมีสามีใหม่” คำตอบนี้เหมือนสายฟ้าผ่าลงมา  ซ้ำที่ใจและกาย เขาผิดหวังซ้ำสอง นึกในใจว่า เขาไม่ควรทุ่มเทเวลาให้กับคนนี้เช่นกัน

ภรรยาคนที่สามมาพบ เขานั่งคอตก หมดอะไรกับชีวิต หลังจากเล่าเรื่องให้ฟัง และถามคำถามเช่นเดิมว่า “ถ้าเขาตาย ภรรยาคนที่สามจะทำอย่างไร” ภรรยาคนที่สามตอบว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะจัดงานครั้งสุดท้ายให้อย่างสมเกียรติ ทำบุญส่งไปให้” คำตอบนี้ทำให้เขาคลายความเศร้าโศกผิดหวังลงไปได้บ้าง อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งแหละที่จริงใจกับเขา

ภรรยาคนที่สี่ หลังจากฟังเรื่องจากเขาแล้ว ให้คำตอบกับเขาว่า “ถ้าเธอตาย ฉันขอตายตามไปด้วย เราจะได้ไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในภพหน้า” ทำให้เขารู้สึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก เพราะแทนที่เขาจะดีใจว่า อย่างน้อยก็มีคนที่จริงใจกับเขาแต่น่าเสียดายเพราะ…มันสายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ไม่เคยเห็นคุณค่าของคู่ครองคนนื้เลย ไม่เคยดูแลเอาใจใส่แม้แต่น้อยนิด แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา แต่จะติดตามเขาไปอยู่ในภพหน้าด้วย

แล้วชายคนนี้ก็ถูกประหารชีวิต และเมื่อเขาตายไป ภรรยาคนที่สีก็ทำตามสัญญาตายตามไปด้วย

เราแต่ละคนก็มีคู่ชีวิตสี่คน คู่ชีวิตคนแรกคือ “ร่างกายของเราเอง” เมื่อเรามีชีวิตอยู่เรารักตัวเรามากที่สุด บำรุงบำเรอทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เราต้องการ อยากได้อะไรก็จัดการให้ แถมด้วยการเห็นแก่ตัว ของดีๆ ของสุขๆ ของอร่อยๆ ต้องเป็นของเราก่อน ส่วนครอบครัว ภรรยาและลูกไว้ทีหลัง ถ้าเป็นการทำงานก็จะคอยรับความชอบความดี ความไม่ดียกให้ผู้ร่วมงาน ปัดให้คนอื่น แต่พอเราจากโลกนี้ไป ร่างกายก็แยกจากตัวเราไป เป็นซากศพไม่มีค่าราคา ไม่ว่าจะหล่อจะสวยบำรุงเพียงใด ก็เน่าเปื่อยไม่ต่างกัน

มีสุภาษิตไทยบทหนึ่ง ผู้อาวุโสเขาสอนผมเมื่อครั้งผมจะเริ่มแต่งงานมีครอบครัว “ของดีๆ ไว้ให้ลูก ของสุขๆไว้ให้เมีย ของเสียๆ ไว้กับตนเอง” เมื่อมาทำงานประกันชีวิตก็เลยเอามาสอนคนประกันชีวิตด้วย อะไรที่ดีพยายามให้พยายามบรมสั่งสอนลูก ของดีๆ ให้กับครอบครัว ส่วนเรายอมลำบาก (เหมือนรับของเสียๆ ไว้กับตนเอง) ด้วยวิธี การประหยัด เก็บออม สร้างอนาคตให้กับครอบครัวตามหลักการออมทรัพย์ประกันชีวิต

ส่วนคู่ครองคนที่สองคือใคร คู่ครองคนที่สองของเราคือ “ทรัพย์สมบัติและเกียรติยศชื่อเสียง” เพราะตอนมีชีวิตเราพยายามจะแสวงหามัน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ แต่พอเราเสียชีวิตก็เอาไปไม่ได้ ทรัพย์สมบัติก็ตกเป็นของคนอื่น ส่วนลาภยศสรรเสริญ ก็จะเงียบหายไปพร้อมกับชีวิตเรา

คู่ครองคนที่สามคือ “พ่อแม่ ครอบครัวและญาติพี่น้องของเรา” เพราะเมื่อเราจากไป คนเหล่านี้ก็จะจัดงานครั้งสุดท้ายให้เรา ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เรา เท่ากับว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น

คู่ครองคนสุดท้ายคือ “บุญกับบาป” เป็นเพียงสองอย่างเท่านั้นที่เราเอาติดตัวไปเมื่อเราจากโลกนี้ไป.

อุทาหรณ์นี้ คงเป็นที่เตือนใจเราท่านว่า จงมีชีวิตในโลกนี้ด้วยการทำความดี ละเว้นการทำชั่วทำบาป หรือสร้างปัญหา บางท่านอาจจะมองว่า คำว่าการทำความดีมันกว้างมาก ปฏิบัติยากและด้วยความเคยชินหรือธรรมชาติของมนุษย์ทำให้ส่วนมากทำอะไรลงไปโดยไม่รู้อะไรดีหรือไม่ดี ผู้อาวุโสเคยสอนผมให้ปฏิบัติตนดำเนินชีวิตด้วยหลักสี่ประการ

ประการแรกคือ ปฏิบัติศีล 5 ของฆารวาส ตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่การไม่ฆ่าหรือการทรมานสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์  และสัตว์ที่ธรรมชาติสร้างมาไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นอาหารสำหรับมนุษย์

การไม่กล่าวเท็จ การพูดจานินทาให้ร้ายโจมตีทับถมผู้อื่น การพูดความเท็จ โกหก มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ครอบครัว องค์กรและผู้ร่วมงาน

การไม่ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ขโมย หรือโจรกรรมทรัพย์หรือสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของตนเอง  ถ้ากล่าวให้ทันสมัยตรงยุคปัจจุบันก็คือ ไม่ทุจริตคอรัปชั่น บางท่านอาจจะคิดว่าทุจริตคอรัปชั่นนั้นเป็นเรื่องของคนใหญ่คนโตในบ้านเมือง แต่องค์กรเล็กๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หรือแม้แต่มูลนิธิ ถ้าไม่ยึดศีลข้อนี้ก็เป็นการทุจริตคอรัปชั่นเล็กๆ น้อยๆ ได้

การไม่ประพฤติผิดในกาม แม้ว่าจะประเภทที่ผิดกฎหมาย ได้แก่การข่มขืน พรากผู้เยาว์ หรือที่ไม่ผิดกฎหมาย เช่น การไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว ไม่ดูแลกุลบุตรกุลธิดาด้วยการมีคู่ครองหลายคน ข่มขืนจิตใจคู่ครอง และการไม่ดื่มสุราของมึนเมา และเสพยาเสพติด แม้ว่าสุราจะเป็นเครื่องดื่มในงานฉลอง หากจำเป็นต้องดื่มบ้าง เช่นผสมยาสมุนไพร ก็ไม่ดื่มมึนเมาและเสียงานเสียการเสียเพื่อน

ประการที่สอง ประพฤติตนตามประเพณีไทย ได้แก่ ธรรมเนียมและวัฒนธรรมไทยต่างเช่น ไปลามาไหว้ด้วยขนบธรรมเนียมไทย การให้เกียรตินับถือผู้อาวุโสและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความสุภาพอ่อนน้อม การมีสัมมาคารวะ กตัญญูรู้คุณบุพการีและผู้มีพระคุณ การมีมารยาทของผู้ดี รู้จักขอบคุณ ขอโทษ ทักทาย เป็นต้น

ประการที่สาม คือ การทำอาชีพอย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ ให้ได้การยอมรับเชื่อถือจากผู้พบเห็นหรือเกี่ยงข้อง ไม่สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น เช่นผู้ใช้บริการงานของเรา บริษัทของเรา  ผู้บังคับบัญชา

ประการที่สี่ ปฏิบัติอาชีพด้วยความรับผิดชอบ ด้วยอาชีวปฏิญาณ ด้วยจิตวิญญาณของงาน ไม่เกลียดคร้าน หยิบโหย่ง แต่ทำงานด้วยความรู้รักสามัคคี และรับผิดชอบต่องาน อะไรที่เราไม่แจ้งชัดในงานก็หมั่นศึกษาเรียนรู้เพิ่มขึ้น ไม่ยกตนข่มคนอื่น ไม่จ้องจับผิดคนอื่น แต่งานของตนกลับปล่อยปะละเลย

การปฏิบัติข้างต้น เท่ากับเรากำลังประพฤติตนเป็นคนดี “คนดีพระคุ้ม” แล้ว สิ่งที่ต้องยึดปฏิบัติอีกประการก็คือการทำบุญทำทาน ช่วยเหลือส่วนรวม หรือสังคม หมั่นฝึกตนเองให้มีนิสัยของ “การเป็นผู้ให้” หรือ “การเป็นผู้บริการที่ดี” ฝึกการรับใช้-ช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาสกว่าตนเอง  พร้อมทั้งการเสียสละและอุทิศตนเพื่อส่วนรวม

เชื่อได้ว่า นอกจากเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว เรามีแต่บุญกับบาปติดตัวไปเท่านั้น แต่สิ่งที่เราจะได้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเราได้ประพฤติปฏิบัติตามข้างต้นแล้ว เราจะเป็นคนที่มีคุณค่าขององค์กร สังคม และวงศ์ตระกูล เป็นคนที่มีคุณค่าของความเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ เป็นบุคคลที่มีเสน่ห์น่ารักของหมู่คณะ ซึ่งก็เป็นความสุขปิติของชีวิต

โลกเรานี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ในความสวยงามตามธรรมชาติ ท้องฟ้าสีครามมีเมฆสีขาวโดยไม่ต้องใช้สีปรุงแต่ง มีภูเขา มีน้ำตก มีทะเลมีแม่น้ำ มีทุ่งกว้าง โดยที่เราไม่ได้ตกแต่ง เรากำลังใช้ชีวิตอยู่กับความมหัศจรรย์ต่างๆ ของโลก โดยเราไม่รู้ตัว เราจึงควรอยู่กับโลกด้วยการให้ความเคารพต่อธรรมชาติที่มหัศจรรย์ นั่นคือการรู้จักคุณค่าของชีวิต และทำบุญทำความดีตกแต่งชีวิตให้สวยงามเยี่ยงธรรมชาติให้สมกับเป็น


By… โรจ ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.