เดือนนี้ไม่พูดถึง Emily in Paris ไม่ได้จริงจริงงงงงงง ซีรี่ย์อะไรผู้ชายดี๊ดี…เอ๊ย หมายถึงแบบเรื่องดีดีย์ ฉากน่ารัก บทน่ารัก เมืองน่ารัก…ออมเลตก็ยังน่ารัก 555555555 บ้าบอจีง พิมพ์ไปยิ้มไป เขิลไปหมดแล้ว (บอกบุญนะคะ IG: lucasbravo ตามไปปปปปปป) ขออนุญาตเล่าเรื่องย่อภายในสองนาทีให้กับคนที่ยังไม่ได้ดูก่อน จะได้อินไปพร้อมๆกันทีเดียว

สำหรับเรื่อง Emily in Paris ที่ฉายใน Netflix เนี่ย นางเป็นซีรี่ย์แนวรอมคอม (Romantic-Comedy) ใสใส ดูไปยิ้มไป หัวเราะไปฉากไหนมีหนุ่มกาเบรียลโผล่ออกมาก็ยิ้มเยอะหน่อย ซึ่งเอาจริง ๆ เนื้อหาไม่ได้แปลกใหม่ หรือมีการหักมุมอะไร แต่มันมีสเน่ห์มากมากกกก ทั้งคน ทั้งภาพ ทั้งเพลง ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ติดกันงอมแงม นี่ถ้าไม่ติดโควิด สงสัยสาวไทยได้กดจองตั๋วไปปารีสกันพริบพรับแน่ ๆ และซีรี่ย์อันนี้โดนแบ่งตอนสั้น ๆ สิบตอน แบบตอนละสามสิบสี่สิบนาที ปล่อยออกมารอบเดียวหมด เรียกได้ว่าใครใช้เวลาครึ่งวัน ดูครบจบเรื่อง เราอยู่ทีมเดียวกันค่ะ เพราะหยุดดูกลางเรื่องไม่ได้จริง ๆ
ซึ่งเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เอมิลี่ นักการตลาดดาวรุ่ง ชาวอเมริกันวัยยี่สิบหน่อย ๆ เกิดต้องย้ายมาทำงานที่ปารีส เมืองในฝันของหลาย ๆ คน ละพอย้ายเมืองมาปุ๊ป เอมิลี่ก็เจอปัญหากับที่ทำงานก่อนเลย เพราะไอ้เจ้าความอเมริกันจ๋าาาาาาา และความฝรั่งเศสจ๋าาาาเนี่ย ก่อให้เกิดความไม่เกตวัฒนธรรมของกันและกันตั้งแต่นาทีแรกที่เหยียบปารีสเลยจ่ะ เพราะซีรี่ย์เค้าพยายามเล่าเรื่องถึง Stereotype ของชาวอเมริกัน และชาวฝรั่งเศสออกมา ก็ค่อนข้างคาดเดาได้แหละ เช่น ความบ้างาน ความสดใสใส่เสื้อเจ็ดสีเจ็ดศอก ความแฟมินิสต์ของฝั่งอเมริกา หรือความผู้ดี สุนทรีย์ ความโป๊เปลือยคือศิลปะ ของทางฝรั่งเศส
ละอีกหนึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือ…นางโดนผู้นางเท๊ แฟนเอมิลี่บอกว่า…ลาก่อยยยยยยยยยยย I don’t know how to do long distance แถมยังบอกให้นางทิ้งฝันในเมืองน้ำหอมแล้วบินกลับมาชิคาโก้เถอะะ เอมิลี่ก็ทิ้งจริง ๆ แหละ แต่ทิ้งแฟนนะ ไม่ใช่ทิ้งปารีส 5555 เอาเป็นว่าตอนนี้เอมิลี่ก็กลายเป็นโสดเรียบร้อยยยยยยย แต่สุดท้าย เอมิลี่ก็โสดสนิทได้ไม่นาน หลังจากไปรู้จักกับเพื่อนบ้านหนุ่มหล่อ ไม่ได้หล่อเฉย ๆ ด้วย หล่อแบบ flirty ด้วยอะแม๊ เจอแบบนี้ใครจะไม่คิด ถั่มจีงงงงงงง แต่ก็บทละครอะเนอะ…หนุ่มกาเบรียลเพื่อนบ้านดั๊นดัน เป็นแฟนกับเพื่อนเอมิลี่ เรียกได้ว่าละครก็ดำเนินไป เล่าเรื่องที่ทำงานเอมิลี่ไป ความตลกขบขับเรื่องวัฒนธรรม เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เราสามสี่ห้าคนไป ละตอนนี้ทุกคนก็คือนอนรอซีซั่นสองแบบใจจดใจจ่อ เพราะตัดจบแบบบบบบบบบ ว๊อททททททททททท ค้างคาไปอี๊กกกก
หลังจากดูจบก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซีรี่ย์เรื่องนี้ถึงกลายเป็น talk of the town ไปได้ เพราะมัน inspire ความอยากเที่ยว (หลังจากโดนกักตัว…ปิดประเทศค่อนปี จนพาสปอร์ตกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุดแห่งปีไปแล้วเนี่ย) อยากอินเลิฟฟฟ#อยากไปใช้ชีวิตอยากไปกิน pain au chocolat เรียกได้ว่า ซีรี่ย์นี้มันช่วยจรรโลงใจ ให้ทุกคนได้หนีความจริงอันเน่า ๆ เนื่อย ๆ ของตัวเอง แล้วหลุดเข้าไปในโลกที่มีแต่ความสดใส ความ positive vibes ได้อย่างแท้จริง
แต่ แต่ แต่ แต่ ในขณะที่คนไทยค่อนประเทศเทใจให้กับผู้ชาย เอ้ย ให้กับซีรีย์เรื่องนี้ ชาวปารีเซียงเองกลับไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่นักกับซีรี่ย์อันนี้ เพราะรู้สึกว่าวัฒนธรรมฝรั่งเศสกำลังโดนดูถูกกกกผ่านมุมมองของชาวอเมริกา ที่ทำให้คน (ทั้งโลก…ที่ดูซีรี่ย์อันนี้) เข้าใจว่า…..วัฒนธรรมฝรั่งเศสนั้น….ไม่มีอะไรดีเล้ยยยยยยย
ทั้งขี้เกียจทำงาน ไม่มีใครมาออฟฟิสตั้งแต่แปดโมง แปดโมงครึ่ง เจ้าชู้นอกใจเมีย เป็นพวกหลายเมีย รวมทั้งการไม่ให้เกียรติผู้หญิง เอาผู้หญิงมาเดินแก้ผ้าเพื่อเป็นการโฆษณาน้ำหอม หรือการส่งชุดชั้นในไปให้คนที่เพิ่งรู้จักกันได้สองนาที หรือการบูลี่คนที่พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ (อันนี้ก็ว่าจริงอยู่นะ 555) และตัวอย่างคำวิจารณ์ของซีรี่ย์เรื่องนี้จากชาวฝรั่งเศสคือ… “First 15 minutes of EmilyInParis and I hate the way we French people are portrayed.” และ “They’re not THAT rude come on.” แปลเป็นไทยแบบผสมอารมณ์หน่อย ๆ ก็คือออ ดูแค่สิบห้านาทีแรกของเรื่องก็เกลียดเวย์การเล่าเรื่องถึงคนฝรั่งเศสแบบนั้นแล้วอะ หยั่มมาาาาาาาพวกเค้าไม่ได้หยาบคายขนาดนั้น บ้าบอออออ
ก็เอาเป็นว่าแล้วแต่มุมมองใครมุมมองมันเนอะ แต่ทางนี้ดูผู้ชาย ดูเมืองงงงงง ดูแสงสี ดูไฟฟฟฟ ดูเอาบันเทิงอย่างเดียวเลยค่ะ ใครยังไม่ได้ดู..รีบ ๆ ไปดูนะ ใครดูแล้วมาบอกด้วยว่าอยู่ทีมใคร กิกิ ทีมเชฟกาเบรียลกดหนึ่งทีมน้องชายวัยสิบเจ็ดอย่างธิโมธีกดสองทีมแด๊ดดี้อังทวนกดสาม ทีมเจ้าสัวโรงแรมแรนดี้กดสี่ ทีมโปรเฟสเซอร์โธมัสกดห้า ทีมเตโอน้องชายสุดฮอตของคามิลกดหกก ทีมทุกคนกดเจ็ดดดดดดดดดดดด

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here