เราได้รับรู้ถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมานานหลายปีแล้วไม่ว่าจะเป็นดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การลดต่ำลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์หรือความฝืดเคืองจากเศรษฐกิจ การค้าที่ชะลอตัวลง ก่อนหน้าที่ไวรัสจะมาประเทศไทยได้ผลกระทบค่อนข้างรุนแรงในภาคการส่งออกจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และนโยบาย Protectionism ของสหรัฐอเมริกากับนโยบาย Belt and Road Initiative ของจีนที่มีความแตกต่างกันอย่างมากในเวทีการค้าโลก ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงโดยมีสาเหตุหลัก ๆ คือการที่เสถียรภาพของประเทศมหาอำนาจนั้นอ่อนลง นักลงทุนจึงเลือกถือค่าเงินจากประเทศที่ไม่ได้ผลกระทบจากการค้าโดยตรงคือ ค่าเงินบาทไทยทำให้เกิดภาวะเงินแข็งขึ้นอย่างมากในรอบหลาย ๆ ปี ซึ่งส่งผลให้การส่งออกทำได้น้อยลง สินค้าบางอย่างของไทยที่ส่งออกไม่ได้มีความแตกต่างจากคู่แข่งมากนักโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ทำให้คู่ค้าเลือกที่จะซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่าจากประเทศอื่น

อีกทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศบางบริษัทเห็นว่าเมื่อค่าเงินบาทแข็งมากขึ้น ทำให้การส่งออกเป็นไปได้น้อยลง และการถ่ายโอนเงินไปต่างประเทศได้รับผลกระทบมาก ก็พร้อมที่จะย้ายฐานการผลิตไปที่ประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตใกล้เคียงกันแต่มีค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่ามาก ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่บริษัทข้ามชาติหลาย ๆ บริษัทปิดฐานการผลิตในประเทศไทยและย้ายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทำให้รายได้ที่เข้ามาสู่ประเทศไทยน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยพบกับปัญหาเนื่องจากรายได้ที่เข้ามาน้อยลง เมื่อประกอบกับการที่งานลดน้อยลง ก็ทำให้เศรษฐกิจแย่คนไม่มีเงินไปซื้อของ ซึ่งก็ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยลงจึงทำให้เกิดความถดถอยของเศรษฐกิจขึ้น เมื่อเกิดความถดถอยของเศรษฐกิจเงินในระบบหายไปก็ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถมีเงินทุนเพียงพอที่จะนำไปพัฒนาธุรกิจของตนเองได้ดังนั้นจึงเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น

วิกฤตเศรษฐกิจนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทยแต่เป็นทั่วโลก เพราะว่าแต่ละประเทศก็มีนโยบายในการกักตัว เมื่อ กักตัวอยู่แต่ในบ้านแล้วก็ทำให้เกิดการชะลอการซื้อสินค้าต่าง ๆ เมื่อสินค้าต่าง ๆ ขายไม่ออก ผู้ผลิตก็ต้องลดกำลังการผลิตลงเมื่อไม่มีรายได้เข้ามาเลี้ยงบริษัทก็ทำให้เกิดเป็นภาวะที่จำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยค่าใช้จ่ายที่อาจจะตัดก่อนเป็นอย่างแรกก็คือการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการผลิต ยกตัวอย่าง เช่น การตัดค่าใช้จ่ายเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปในการผลิตเพราะจะทำให้เกิดเป็นกระบวนการผลิตที่เสียเปล่า ลูกค้าไม่ซื้อถึงแม้จะผลิตได้ในกำลังการผลิตเท่าเดิมเมื่อลดการผลิตลงแล้วบริษัทก็จะเน้นในการขายสต๊อกสินค้าที่มีอยู่ เพื่อระบายสินค้าคงค้างออกไปให้เร็วที่สุดเพื่อการลดค่าใช้จ่ายในด้านการเก็บรักษา นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทโดยการเร่งขายสินค้าลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เสมอกับยอดปกติ ผู้ประกอบการจึงต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อให้ได้ยอดเท่าเดิมหรือไม่น้อยไปกว่าช่วงก่อนวิกฤตไวรัส

นอกจากภาคการผลิตที่ชะลอตัวลง ภาคบริการยิ่งได้ผลกระทบมากกว่า ผู้ประกอบการร้านค้า โรงแรม สถานที่ให้บริการเพื่อความบันเทิงหรือผ่อนคลายต่าง ๆ ก็พบกับการสูญเสียรายได้โดยฉับพลัน ยกตัวอย่างเช่น การที่ภาครัฐในแต่ละประเทศมีนโยบายปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ ทำให้สูญเสียรายได้ทันทีแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายอยู่เหมือนเดิม ผู้ประกอบการหลายคนประสบปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ที่เข้ามา โดยหลาย ๆ คนได้เช่าที่ของคนอื่นในการประกอบกิจการทำให้ยังคงต้องเสียค่าเช่าอยู่ ผู้ให้เช่าบางรายก็มีน้ำใจช่วยเหลือผู้เช่าโดยการไม่เก็บค่าเช่าในระยะเวลาที่จำกัด หรือลดค่าเช่าลงบ้างตามสมควร แต่ก็มีผู้ให้เช่าหลายคนที่ไม่ได้ลดค่าเช่าเนื่องจากตนเองก็ต้องการเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจของตนเช่นกัน จึงไม่สามารถสนองต่อความต้องการของผู้เช่าได้ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องยื่นมือมาช่วยเหลือ หลายครั้งที่เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวของปัญหาในกระบวนการช่วยเหลือของภาครัฐ ที่มีข้อผิดพลาดบางประการเกิดขึ้นในระบบทำให้คนไม่ได้เงินชดเชยต่าง ๆ ซึ่งในกรณีวิกฤตก็อาจทำให้เกิดเป็นเหตุบานปลายเพราะคนไม่มีเงินจะใช้จ่ายจริง ๆ แต่ก็ยังมีความสวยงามท่ามกลางวิกฤตเมื่อคนหลาย ๆ คนก็ได้แสดงน้ำใจด้วยการสงเคราะห์ผู้ที่ยากไร้ สูญเสียรายได้จากไวรัสในครั้งนี้

เราเห็นได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีเงินสำรองหรืออาชีพที่มั่นคง จากภาพที่สะท้อนออกมา กล่าวคือเมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้น หลายคนก็สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่สามารถที่จะหาเงินมาเพื่อยังชีพได้ ซึ่งบางคนที่ยังมีภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายอยู่ก็ลำบากมากขึ้นเป็นพิเศษ เรื่องนี้บอกให้เรารับรู้ว่าประเทศไทยถึงแม้จะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์พอประมาณแต่ภาคเอกชนยังไม่แข็งแรงมากนัก ภาคธุรกิจรายย่อย ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางประสบปัญหาทันทีเมื่อขาดรายได้หลายเดือนติดกัน นอกจากนี้โมเดลธุรกิจหลายอย่างก็ไม่สามารถปรับมาขายสินค้าในช่องทางออนไลน์หรือดิลิเวอรี่ได้ทันที อาจจะเป็นเพราะลักษณะของสินค้าเองหรือความคุ้มค่าของสินค้าในความคิดของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคในยุคที่เงินฝืดเคืองนี้รู้จักเลือกมากขึ้น สินค้าต้องมีความคุ้มค่ามากขึ้นในเรื่องของคุณภาพและราคา เราเห็นได้ว่าสินค้าหลาย ๆ อย่างที่มีกำไรต่อชิ้นค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น ลิปสติก สามารถนำมาลดราคาในช่วงนี้เพื่อเพิ่มยอดซื้อได้ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ก็มักจะไม่ได้เป็นแบรนด์สินค้าไทย ส่วนผู้ผลิตสินค้าที่กำไรไม่มากนักและราคาไม่สูงมากเช่น อาหารหรือขนมไทยทั่ว ๆ ไป เกิดปัญหาขึ้นในทันที

แม้จะมีช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าที่มากขึ้นและสะดวกขึ้นในปัจจุบัน แต่ในปัจจุบันกลายเป็นว่ามีคนแย่งกันขาย คนขายมากกว่าคนซื้อหรือไม่ก็ต้องขายกันเอง ซื้อกันเองเพื่อให้มีเงินมาหมุนเวียน ก็ทำให้สินค้าหลาย ๆ อย่างขายไม่ออก เมื่อขายไม่ออกผู้ขาย ผู้ผลิตก็ต้องเร่งทำให้สินค้าตนเองโดดเด่น ซึ่งการจะทำให้สินค้าของตนเป็นที่รู้จักมีหลายวิธี วิธีที่เป็นที่นิยมในสมัยนี้คือการโฆษณากับ influencers ต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้าวิกฤตก็มี influencers จำนวนมากในช่องทางหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Youtuber, Blogger, Instagrammer, Facebook content creator ต่าง ๆ สำหรับหลาย ๆ คนถือว่ามีสถานะเป็นดารา เป็นเซเล็บย่อม ๆ ที่บริษัทต่าง ๆ ยอมจ่ายในราคาที่สูงเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าของตน แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่ให้รายได้น้อยลง บริษัทต่าง ๆ ก็ต้องตัดงบออก ซึ่งงบแรก ๆ ที่จะถูกตัดก่อนคืองบการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะรู้ดีว่าทำไปก็ขายไม่ได้มาก ไม่ได้ผลอะไรอยู่ดี การโฆษณาแบบที่ใช้เงินแล้วได้ประสิทธิภาพน้อยก็ลดลงอย่างมาก บริษัทห้างร้านต่าง ๆ จึงเน้นไปที่การเข้าถึงกลุ่มบุคคลมากขึ้น โดยจ่ายเงินไปที่ platform ต่าง ๆ โดยตรงซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้รับรองผลว่า กลุ่มเป้าหมายจะเป็นแบบที่อยากได้จริง ๆ และกลุ่มเป้าหมายถึงแม้จะเห็นการประชาสัมพันธ์จริง ๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะจ่ายเงินซื้อของอยู่ดี แต่ที่แน่ ๆ คือการที่บริษัทห้างร้านเหล่านี้จ่ายเงินไปให้บริษัทต่างชาติ ก็ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยน้อยลง อีกทั้ง platform เหล่านี้ก็มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ไม่สามารถเก็บภาษีได้อีก ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยแย่เข้าไปอีก

มีความพยายามที่จะบังคับให้ช่องทาง platform เหล่านี้เสียภาษีโดยมีแกนนำหลายประเทศในยุโรปเช่น ฝรั่งเศส แต่สหรัฐอเมริกาที่บริษัทเทคโนโลยี platform เหล่านี้ตั้งอยู่ก็ตอบโต้กลับอย่างรุนแรงด้วยการขึ้นภาษีหรือด้วยวิธีทางการค้าอื่น ๆ ทำให้สินค้าขายไม่ได้ อีกทั้งบริษัทใหญ่ยักษ์เหล่านี้ก็นำเงินที่ควรจะเป็นเงินภาษีแต่ไม่ได้จ่ายเหล่านี้ไปพัฒนาระบบของตัวเองจนกระทั่งคู่แข่งเอาชนะได้ยาก คู่แข่งในอุตสาหกรรมต่างก็ล้มหายตายจากไป บริษัทเล็กบริษัทน้อยที่ไม่ได้คิดเลยว่าจะถูกกลืนกินแบบ disruptive หรือถูกคุกคามจากคู่แข่งนอกอุตสาหกรรม และยังเป็นคู่แข่งยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศอีกด้วย ดังนั้นจีนที่ใช้โมเดลป้องกันไม่ให้ธุรกิจสื่อต่างประเทศเข้ามาคุกคามสิ่งที่เรียกว่า Internet sovereignty ของตนเองนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรทำอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยธุรกิจสื่อในจีนก็ไม่ถูกต่างชาติคุกคาม คนจีนก็สามารถสร้างธุรกิจเองได้ เงินทองไม่รั่วไหลออกไปสู่ต่างประเทศที่จะใช้ลูกเล่นทางการค้าเมื่อใดก็ได้ ถึงแม้จะถูกต่างชาติประณามในเรื่องการกีดกันทางธุรกิจหรือการละเมิดสิทธิทางปัญญาบางอย่าง แต่ด้วยความตั้งใจทำธุรกิจเพื่อไปสู่ระดับโลกของคนจีน ผสานกับการที่เป็นตลาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง ใคร ๆ ก็ต้องง้อ ก็ทำให้ยังมีสิทธิ์ มีเสียงอยู่ แต่ในทางกลับกันประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยที่อำนาจการค้า เจรจาธุรกิจระหว่างประเทศไม่ค่อยมีก็คงต้องร่วมมือกับชาติเพื่อนบ้านประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อไปต่อรองกับมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทั้งหลายแบบ concept รวมกันเราอยู่เพื่อทำให้ประเทศไทยมีที่ยืนบนเวทีสากลอย่างภาคภูมิใจ

อย่างไรก็ดีการที่จะพึ่งแต่คนอื่นในยามวิกฤตก็ไม่ใช่เรื่องดีเพราะ ต่างคนก็ต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ละประเทศก็มีปัญหา อีกทั้งบางประเทศก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่เจริญขึ้นเท่าใดนักจากปัญหาการคอร์รัปชันหรือความขัดแย้งด้านดินแดน ความเชื่อต่าง ๆ ผู้ประกอบการภาคเอกชนของไทยก็ต้องเรียนรู้จากต่างประเทศว่าจะสามารถพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสูง มีเอกลักษณ์ไปขายต่างประเทศได้อย่างไรบ้าง สินค้าบางอย่างสามารถทำให้ขายได้ในราคาสูงแม้จะลงทุนเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย แต่ข้อสำคัญคือเรื่องของคุณภาพที่ต้องดีอย่างสม่ำเสมอ การจะไปถึงขั้นนั้นได้ต้องเกิดจากการวางแผนอย่างรัดกุมเพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไปคือต้นทุนทั้งหมด ถ้าต้องเสียเงินไปเปล่า ๆ เพราะวางแผนไม่รัดกุมก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีนัก นอกจากนี้ยังต้องฟัง feedback จากลูกค้าสม่ำเสมอโดยการจะเริ่มธุรกิจในยุคนี้ควรเริ่มจากการผลิตสินค้าในจำนวนไม่มากนักแต่คุณภาพดี แล้วไปลองวางขายแล้วรับฟังความเห็นของลูกค้าทุกคนมาปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ให้เหมือนกับการพัฒนา software ด้วย scrum technique คือต้องพัฒนาและรับฟังความคิดเห็นแล้วนำมาปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เพราะโลกธุรกิจสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารไปไวมาก มีการติดต่ออย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการลอกเลียนแบบในอุตสาหกรรมได้บ่อยครั้ง ดังนั้นบริษัทห้างร้านต่าง ๆ จึงควรเริ่มต้นจากการเรียนรู้จากคู่แข่งที่มีสินค้าคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมแล้วนำมาประยุกต์เพื่อทำให้เกิดความแตกต่างโดยคงไว้ซึ่งคุณภาพ เป็นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้นเพราะในยุคนี้มีธุรกิจเกิดขึ้นมากมายหลายรูปแบบ มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาในไม่กี่ปีเพราะมีการสื่อสารไปสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างชาญฉลาด และด้วยเทคโนโลยีที่รวดเร็วทำให้เกิดการรับรู้ บอกต่อกันเป็นวงกว้างสามารถขายสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

บางครั้งในวิกฤตก็นำมาซึ่งโอกาส หากผู้ประกอบการมีการวางแผนอย่างรัดกุมแล้วก็อาจจะสร้างสินค้าหรือบริการที่มีคุณค่าให้กับสังคมได้ และเมื่อสินค้าขายได้ในยามวิกฤตก็ย่อมเป็นบทพิสูจน์ได้ว่ามีโอกาสที่จะขายสินค้านั้นในยามปกติได้ ซึ่งคาดว่าเมื่อเหตุการณ์สถานการณ์ไวรัสคลี่คลายลง ก็จะทำให้คนมีกำลังทรัพย์ในการจับจ่ายอีกครั้งหนึ่ง แต่กระนั้นก็ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมบริโภคที่เปลี่ยนไปจากการปรับตัวจากการกักตัวอยู่แต่ในบ้านด้วยเช่นกัน ในวิกฤตมีโอกาส ในโอกาสการวางแผนอย่างดีก็สามารถทำให้เราหลีกเลี่ยงวิกฤตได้ หวังว่าเมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว คงได้เห็นแบรนด์ไทยไปสู่ระดับสากลในอนาคต

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here