การพัฒนาเศรษฐกิจ กู้วิกฤตของไทย ตั้งแต่สมัยต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์และโคโรน่า

0
1926

วิกฤตเศรษฐกิจเป็นคำที่คุ้นหูสำหรับคนในวงการธุรกิจไทยตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งที่ประเทศไทยถูกกระหน่ำด้วยวิกฤตต่าง ๆ จนตั้งตัวแทบไม่ขึ้น ถึงตั้งตัวได้ก็เป็นแค่ผู้เล่นในระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคเท่านั้น ซึ่งก็ไม่สามารถไปแข่งขันในเวทีสากลได้ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบจากผู้เล่นรายใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงวิถีทางการทำงานของทั้งอุตสาหกรรมทำให้ธุรกิจในประเทศถูกทำลายลงไปมาก เมื่อถูกทำลายลงไปก็ทำให้เงินหมุนเวียนน้อยลง ประเทศไทยจึงอยู่กับกับดักรายได้ปานกลางที่นับวันจะน้อยลง ๆ กลายเป็นประเทศที่พัฒนาไม่ทันคนอื่นที่สมัยก่อนเป็นประเทศล้าหลัง แต่เทคโนโลยีทำให้การแข่งขันเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อได้เปรียบของประเทศพี่พัฒนากว่าก็ลดน้อยลง นอกจากนี้ ระบบเดิมที่เคยใช้อยู่ก็มีรากฐานต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนได้ค่อนข้างช้าเพราะมีผู้ที่เกี่ยวข้องเยอะ การที่จะปรับเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ ก็จะกระทบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายส่วน และเมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์เข้าเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็ปรับเปลี่ยนไปได้ยากเข้าไปใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนเรื่องจากนโยบายต่าง ๆ และวิถีทางปฏิบัติย่อมต้องสอดคล้องกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งมุ่งหน้าเร็วไปกว่าอีกฝ่ายหนึ่งมากก็ส่งผลทำให้เกิดความขาดสมดุลและมีปัญหาเรื่องของความขัดแย้งในระบบทุนนิยมตามมา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จึงต้องเป็นไปอย่างคล่องแคล่วแต่รัดกุมและรอบคอบ

ต้มยำกุ้งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากด้านการเงิน เพราะใช้เงินทุนจากต่างประเทศในการสร้างกำไรระยะสั้นหรือการคาดหวังจะรวยเร็วจากอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็เหมือนกับหอคอยสูงที่รากฐานไม่มั่นคง ล้มพังครืนลงมากได้ง่ายจากการที่พึ่งพิงกับระบบการเงินที่ควบคุมไม่ได้ แต่ผลหลังจากนั้นคือบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ก็รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน บางรายเคยยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องเปลี่ยนแปลงพังทลายลงไปยากที่จะฟื้นตัวมาใหม่ เพราะการพังโดยที่มีเงินกู้ เป็นหนี้เป็นสินนั้นถึงแม้จะผ่านกระบวนการล้มละลายไปแล้ว แต่เรื่องของความน่าเชื่อถือที่น้อยลงก็ทำให้ฟื้นตัวทำธุรกิจใหม่ได้ยาก และเมื่อประกอบกับการที่มีธุรกิจใหม่ ๆ ที่ทำให้คนที่พึ่งพิงระบบเดิม ๆ ที่มีองค์ความรู้เก่า ๆ ไม่สามารถแข่งขันได้อีกก็ยิ่งเป็นการตอกฝาโลงเปลี่ยนไปทำธุรกิจใหม่ไปเลย ซึ่งก็มีความเสี่ยงสูงจากความไม่แน่นอนในด้านต่าง ๆ ทั้งจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมหลายระดับ การสร้างความแตกต่างจากสินค้าที่มาจากประเทศที่มีค่าแรงราคาถูกไม่ได้ ฯลฯ

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดจากประเทศใหญ่คือสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวก็จริง แต่ด้วยความเป็นประเทศใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศอื่นมาก ก็ทำให้ส่งผลกระทบไปสู่ระบบเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อนจากฝั่งเอเชียที่มาแรงอย่างประเทศจีน ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกอุตสาหกรรม ก้าวหน้าไปกว่าประเทศในฝั่งตะวันตกอย่างรวดเร็ว ซึ่งเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอเมริกาที่ธุรกิจหลายธุรกิจต้องหยุดชะงักไม่สามารถพัฒนาได้ และยังมีคู่แข่งที่เก่งกาจและรวดเร็วอย่างจีนที่เริ่มส่งผลกระทบกับอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้ต้องมีมาตรการจัดการเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศของตนไม่ให้ถูกต่างชาติโจมตี อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า economic sovereignty หรืออธิปไตยทางเศรษฐกิจที่คนในชาติต้องปกป้องจากภัยคุกคามต่างชาติ เพราะสงครามสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องรบกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่หากผู้ใดมีอำนาจควบคุมปากท้องของผู้อื่น ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ นอกจากนี้ยังมีการส่งออกวัฒนธรรมออกไปมากขึ้น ถ้าหากวัฒนธรรมขายได้ วิถีชีวิตก็ย่อมขายได้ด้วย เมื่อวิถีชีวิตขายได้สินค้าก็จะสามารถส่งไปขายตามได้ด้วย เมื่อส่งสินค้าไปขายได้ เงินก็เข้าไปสู่กระเป๋าของเจ้าของวัฒนธรรมผู้ควบคุมปากท้องของคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้ายแรงกว่าสงครามที่ใช้กำลังเสียอีก

ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้จากประเทศอื่น หรือคนอื่นเพื่อให้ได้มีความรู้มาสร้างสรรค์อาวุธทางเศรษฐกิจของเราให้เข้มแข็ง มีภาคธุรกิจเอกชนที่แข่งขันกับต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราขายเขา เขาขายเรา แลกกันหมัดต่อหมัด ไม่มีใครเสียเปรียบใครเกินไปจนเสียสมดุล และเราต้องปกป้องอัตลักษณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรมต่าง ๆ เพราะนี่คืออาวุธลับที่จะปกป้องให้เรามีหนทางทำกินต่อไป เป็นการจัดสมดุลระหว่างการยอมรับวัฒนธรรมอื่นเพื่อการพัฒนาของตัวเราเองและการปกป้องเอกลักษณ์ของเราไม่ให้สูญหายไป ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

วิกฤตการณ์โคโรน่าครั้งนี้มีความแตกต่างจากวิกฤตการณ์ครั้งอื่น ๆ เพราะไม่ได้เกิดจากภาคการเงินหรือการเก็งกำไร แต่เกิดจากการที่ไม่สามารถติดต่อค้าขายได้อย่างสะดวกสบาย มีลักษณะเหมือนกับสงครามโลกที่ไม่มีคนตายจากอาวุธ ซึ่งมีความซบเซาทั่วโลก ไม่น้อยหน้ากันแต่กระนั้นก็เป็นช่วงเวลาในการวางแผนที่ดีสำหรับธุรกิจเล็ก ๆ บางธุรกิจที่ถ้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในยามวิกฤตได้ก็จะสามารถไปสู่การเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืนในช่วงเวลาปกติ แต่กระนั้นก็ย่อมต้องคำนึงถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงไปของวิถีชีวิตและการเคลื่อนไหวของอุปสงค์และอุปทานที่ไม่ปกติในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสและช่วงหลังจากการแพร่ระบาด

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิกฤตการณ์จากโรคระบาดครั้งนี้จะจบลงอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการณ์ไทยจะพร้อมกอบโกยรายได้เข้ามาใหม่อีกครั้งเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดีเหมือนเดิม ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำงานหนักเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลนั้น จึงขอให้ท่านผู้อ่านมีกำลังใจต่อไป อีกไม่นานจะเป็นช่วงเวลาของเรา

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here