COVID-19 จะจบลงเมื่อไหร่ และ นักลงทุนจะรับมืออย่างไร

0
1729

ณ ตอนนี้ เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจ มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องไวรัสโควิด-19 ที่ในช่วงแรกดูเหมือนจะแพร่ระบาดแค่ในจีนและภูมิภาคเอเชีย แต่สถานการณ์ปัจจุบันไวรัสดังกล่าวได้แพร่กระจายไปทั่วโลกและควบคุมผู้ติดเชื้อได้ยาก ปัจจุบันเกิดภาวะการแพร่ระบาดทั่วโลก (Pandemic) มีผู้ติดเชื้อใน 148 ประเทศ จำนวนกว่า 169,387 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตรวม 6,513 ราย และรักษาหายแล้วกว่าครึ่งเป็นจำนวน 77,257 ราย (ณ 16 มี.ค. 2020)

บรรดานักวิเคราะห์และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เคยประเมินไว้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่มาก และจบได้รวดเร็วเหมือนช่วง SARS ที่แพร่ระบาดช่วงปี 2003 จึงต้องทำการประเมินสถานการณ์ใหม่ เนื่องจาก สถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาด อีกทั้งส่งผลกระทบต่อ Demand และ Supply ของสินค้าและบริการทั่วโลก ทำให้เม็ดเงินที่เคยถูกใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคกับการลงทุน ปัจจุบันต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันไวรัส ดูแลผู้ป่วยและค้นคว้าวิธีรักษาแทน

SCB CIO มองว่าปัจจุบันเราคงหลีกเลี่ยง “เศรษฐกิจชะลอตัว” ไม่ได้อีกต่อไป และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” ในหลายประเทศ โดยมองว่ามีโอกาสเกิดได้ 2 รูปแบบ โดยเหตุการณ์ในแต่ละกรณีจะเป็น ดังนี้

  Base Case – Slow down Worst Case – Recession
Q1/2020 – จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นน้อยลงมากในจีน  ผู้ป่วยในจีนรักษาหายเป็นจำนวนมากเศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว – ทั่วโลกยังมีการแพร่กระจายไวรัสเพิ่มขึ้นสูง ตัวเลขเศรษฐกิจฝั่งเอเชียและยุโรปออกมาแย่ – จีนเกิดการแพร่ระบาดเป็นรอบที่ 2
Q2/2020 – จีนกลับมาดำเนินธุรกิจได้ปกติในเดือน เมษายน – ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนเมษายน หลังจากนั้นจึงค่อยปรับตัวลดลง ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกออกมาย่ำแย่ – ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมได้ – ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกออกมาย่ำแย่ เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
Q3/2020 – ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกลดลงและมีผู้รักษาหายเป็นจำนวนมาก – Demand ของผู้บริโภคกลับมาอีกครั้ง โดยเริ่มต้นที่ประเทศจีน และทั่วโลกเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 – ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเป็นช่วงที่มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุด – Demand ทั่วโลกหดตัว ผู้บริโภคเกิดภาวะกลัวและขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย
Q4/2020 – เศรษฐกิจทั่วโลกสามารถกลับมาดำเนินได้ปกติ – เศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2021

โดยหากเราใช้สมมติฐาน ให้อัตราติดเชื้อของจีนในช่วงที่เพิ่มขึ้น มาใช้กับประเทศอื่นทั่วโลกนั้น เราจะเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงกว่าจำนวนปัจจุบันมาก โดยอาจสูงถึง 270,000 ราย ในช่วงกลางเดือนเมษายน เนื่องจากเรามองว่าประเทศอื่นมีมาตราการกักตัวและปิดเมืองได้ไม่ดีเทียบเท่าจีน และอุณหภูมิในช่วงเวลาดังกล่าวเชื้อไวรัสยังแพร่ระบาดได้อีก โดยสมมติฐานที่เรานำมาประมาณการนั้นมาจากงานวิจัย 2 ด้าน  ดังนี้

1. อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการแพร่กระจายไวรัส

งานวิจัยของ Sajadi , Mao Wing และ Jingyuan Wang ได้ออกงานวิจัยและมีหลักฐานว่าเรื่องอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นมีผลต่อการที่ไวรัสแพร่กระจาย โดยผลลัพธ์พบว่า อุณหภูมิที่ไวรัสแพร่ได้เร็วที่สุดคือ 8.72 องศาเซลเซียส และช่วงที่ไวรัสแพร่กระจายได้ดี คือช่วงอุณหภูมิ 6-12 องศาเซลเซียส ทำให้เราคาดการณ์ว่าไวรัสโควิด-19 จะยังแพร่กระจายในยุโรปและสหรัฐฯ ในไตรมาส 1 และจะเริ่มชะลอลงในปลายไตรมาส 2 จากการที่อุณหภูมิในประเทศเหล่านั้นสูงขึ้น

2. วิธีการรับมือการแพร่ระบาด

สำนักพิมพ์ Washington post ได้ศึกษาจากจากข้อมูลของ WHO และ NCBI และทำการจำลองการแพร่กระจายไวรัส โดย กรณีที่มีการกักตัว (Quarantine) ทันทีไวรัสจะแพร่กระจายจะมีผู้ติดเชื้อ 193 เสียชีวิต 7 คน และจบลงเพียง 7 สัปดาห์ สำหรับกรณีที่ไม่มีการกักตัว แต่ใส่หน้ากากและถุงมือจะมีผู้ติดเชื้อ 784 เสียชีวิต 14 คน และจบลงเพียง 18 สัปดาห์ ซึ่งประเทศจีนมีการใช้มาตรการทั้ง 2 ด้านนี้สำหรับเมืองอู่ฮั่น โดยใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์จึงสามารถควบคุมโรคได้ โดยเรามองว่าสำหรับต่างประเทศนั้นไม่สามารถทำการกักตัวหรือปิดเมืองได้มีประสิทธิภาพเท่ากับประเทศจีน จึงคาดการณ์ว่าจะมีแพร่ระบาดประมาณ 14 สัปดาห์

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือการที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายไวรัสได้ หรือกรณีที่ประเทศจีนมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกย่ำแย่ โดยปัจจุบันเราจะเห็นธนาคารกลางทั่วโลก เช่น Fed ใช้นโยบายการเงิน โดยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1% เหลือ 0-0.25% และอัดฉีดเงินเข้าระบบกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อที่จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ

การดำเนินนโยบายดังกล่าวแม้จะไม่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคหรือฝั่ง Demand ที่เกิดจากความกังวลของไวรัสโควิด-19 แต่จะช่วยไม่ให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่องในกิจการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านเครดิต Default ส่งผลต่อการปิดกิจการ และเป็นไฟลามทุ่ง Financial Crisis เหมือนช่วงปี 2008 อีกครั้ง

เมื่อเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะฟื้นตัวได้เร็วก่อนกลุ่มอื่นนั้นจะเป็น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จากการที่สายการผลิตหยุดชะงักจากผลกระทบ Supply chain ที่มีการปิดเมืองและโรงงานบางแห่ง ตามมาด้วย กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวกลับมา ทำให้กลับมาใช้จ่าย และบริโภคเช่นเดิม ส่วนในกลุ่มของสายการบิน การท่องเที่ยวและโรงแรมนั้น จะเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวช้าที่สุด เนื่องจากแม้โรคจะสงบลงแต่ความเชื่อมั่นในการเดินทางไปท่องเที่ยวนั้นต้องใช้เวลาจนกว่าจะกลับมา

สำหรับมุมมองการลงทุนนั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวและรับความผันผวนได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก ทำให้ Valuation อยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูกในช่วงหลายปี ควรทยอยเข้าลงทุน แม้ว่า Earning จะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี โดยเน้นลงทุนไปยังบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี หรือกลุ่ม REITs ที่มีกระแสเงินสดจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ เป็นทางเลือกแรก ๆ แต่สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ไม่มาก ควรลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือตราสารหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือสูง และควรรอจังหวะเข้าลงทุนต่อไปเมื่อความกลัวหายไปหลังไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

เนื่องจากไตรมาส 1 และ 2 นี้ตลาดมีความผันผวนและอาจปรับตัวลดลงได้เป็นระยะเนื่องจากไวรัสโควิด-19 ยังหาจุดจบไม่ได้ แต่เรามองว่าในระยะยาวการลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันสูง และเป็นบริษัทที่เคยผ่านบททดสอบช่วงวิกฤตมาได้นั้น จะต้องสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในท้ายที่สุดครับ

เขียนโดย SCB Chief Investment Office

นายศรชัย สุเนต์ตา  – กรรมการผู้จัดการ Chief Investment Office บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด

นายภาณุวัฒน์ อิงคะสุวณิชย์ – ผู้จัดการ สายงาน Chief Investment Office บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here