หัวเว่ยคาดการณ์ ‘10 เทรนด์เกิดใหม่’ ในระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมภายในปี 2025 (2)

0
1161

เทรนด์ที่ 6: การร่วมมือกับปัญญาประดิษฐ์ (AI Collaboration)

สาระสำคัญ: รูปแบบความร่วมมือระหว่าง NetEngine และ AI จะเกิดเป็นต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ที่ดีที่สุดสำหรับเครือข่ายพลังงาน 

การเพิ่มจำนวนของไซต์เครือข่าย 5G และการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น นำไปสู่ต้นทุนด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาและต้นทุนด้านพลังงานที่สูงลิ่ว เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เทคโนโลยี 5G แพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีความร่วมมือของ AI จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหานี้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในระบบพลังงานด้านโทรคมนาคมรวมถึงอัลกอริทึม AI ที่ออกแบบให้ใช้โครงร่างทรัพยากรของไซต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเครือข่ายแยกส่วน (sliced networks) รวมทั้งใช้ประสิทธิภาพด้านพลังงานและการวิเคราะห์ของ AI เพื่อสร้างเครือข่ายที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ

เทรนด์ที่ 7: เครือข่ายแบบครบวงจรที่มีความซับซ้อนน้อยลง (Full-Stack Simplified)

สาระสำคัญ: เครือข่ายพลังงานแบบครบวงจรจะมีความซับซ้อนน้อยลง

ในอนาคต การเชื่อมต่อจะครอบคลุมทุกหนแห่ง จะมีคลื่นความถี่ถูกนำมาใช้งานอีกเป็นจำนวนมาก และจะมีการสร้างไซต์เครือข่ายอย่างหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคแห่ง 5G ระบบพลังงานต่างๆ นับจากไซต์ไปจนถึง

Bearer Network และ Core Networks จะมีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการทำให้ซับซ้อนน้อยลงและมีการควบคุมต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ในอนาคต เทคโนโลยีเครือข่ายพลังงานแบบครบวงจรที่มีความซับซ้อนน้อยลง อย่างเช่น มีตู้จัดเก็บอุปกรณ์ 1 ตู้ต่อ 1 ไซต์ มีเบลดสำหรับจ่ายพลังงาน 1 เบลดต่อ 1 ไซต์ และเครือข่ายขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ จะถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ซึ่งจะเสริมสร้างศักยภาพของการติดตั้งไซต์และการขยายกำลังการผลิตได้เป็นอย่างมาก ทำให้งานด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาระบบพลังงานมีความซับซ้อนน้อยลง  และทำให้เครือข่ายพลังงานมีความซับซ้อนน้อยลงไปอีกได้

เทรนด์ที่ 8: สถาปัตยกรรมหลายรูปแบบ (Multi-pattern Architecture)

สาระสำคัญ: เนื่องจาก input และ output ด้านพลังงานจะมีความหลากหลาย การใช้สถาปัตยกรรมหลายรูปแบบจะกลายเป็นกระแสนิยม 

ปัจจุบันแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ไม่รองรับ input และ output หลายรูปแบบ อุปกรณ์แปลงพลังงานรูปแบบต่างๆ จะต้องถูกรวมเป็นระบบเดียว ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ ศักยภาพต่ำ และต้องบำรุงรักษาในหลายส่วน นอกจากนี้ ต้นทุนค่าอุปกรณ์และต้นทุนด้านการเดินเครื่องและการบำรุงรักษาต่างสูงลิ่ว สถาปัตยกรรมหลายรูปแบบจะมีความหนาแน่นและมีประสิทธิภาพของระบบที่สูงขึ้น ติดตั้งง่ายขึ้น มีการเดินเครื่องและบำรุงรักษาที่ชาญฉลาดขึ้น และคาดว่าจะใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมพลังงานในอนาคต

เทรนด์ที่ 9: ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

สาระสำคัญ: ประสิทธิภาพตัวเรียงกระแสวงจร (Rectifier) จะได้รับการพัฒนาให้ดีถึงขีดสุด ทุกฝ่ายจะให้ความสนใจในเรื่องประสิทธิภาพในระดับไซต์และระดับเครือข่ายมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการจ่ายไฟฟ้าสำหรับโทรคมนาคมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเรียงกระแสวงจร (rectifier) ประสิทธิภาพตัวเรียงกระแสจากอุปกรณ์ของผู้จัดจำหน่ายโดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ  90-98 ในอนาคตประสิทธิภาพสูงสุดจะได้รับการพัฒนาขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 98-99 (หมายความว่าจะขาดทุนกับตัวเรียงกระแสวงจรน้อยลงร้อยละ 50) อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่การใช้พลังงานของทั้งไซต์จะเกิดจากระบบกำเนิดพลังงาน ระบบควบคุมอุณหภูมิ และเส้นทางการจ่ายกระแสไฟฟ้า ผู้ให้บริการจะใส่ใจกับการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในระดับไซต์และระดับเครือข่ายกันมากขึ้น การแลกเปลี่ยนความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพและการกระจายความร้อนด้วยธรรมชาติจะเข้ามาแทนที่เครื่องปรับอากาศและจะกลายเป็นวิธีหลักในการจัดการความร้อน

เทรนด์ที่ 10: ความน่าเชื่อถือ

ประเด็นสำคัญ: ความน่าเชื่อถือกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของพลังงานด้านโทรคมนาคม

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ผลักดันพลังงานโทรคมนาคมให้พัฒนาจากไซต์เครือข่ายแบบแยกมาเป็นรูปแบบเครือข่ายพลังงาน ความหลากหลายของแหล่งพลังงานและความต้องการในด้านการสำรองกำลังไฟฟ้า รูปแบบการติดตั้งโปรเจกต์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และสภาพแวดล้อมในด้านเครือข่ายแบบดิจิทัลทำให้มาตรฐานที่ต้องการในเรื่องความน่าเชื่อถือของเครือข่ายพลังงานเพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือต่างๆ ทั้งในด้านความปลอดภัย ความเชื่อถือได้ การเข้าถึงได้ การรักษาความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความไว้วางใจได้ จะกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับเครือข่ายพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือ

Cr. www.huawei.com 

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here