ชีวิตคนมีอิทธิพลต่อกันและกัน

0
6098

        เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นตำนานเล่าขานกันมาหลายชั่วอายุคน  เมื่อได้อ่านแล้ว  เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีคุณค่ากับความคิดของเรา  จึงขอนำมาถ่ายทอดต่อถึงท่านผู้อ่าน…..เรื่องเล่าว่า………

     วันหนึ่ง  นักศึกษาปีสองของมหาวิทยาลัย Amherst ในสหรัฐอเมริกา  ได้นำรองเท้าไปที่ร้านซ่อมรองเท้าของคุณลุง Jim Lucey  คุณลุงเห็นว่านักศึกษาคนนี้เป็นคนเงียบขรึม  ไม่ยอมพูดจา  จึงเป็นผู้เริ่มการสนทนาก่อน  และการสนทนาในครั้งนั้นเอง  เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งคู่   หลังจากนั้นนักศึกษาคนนั้นจะแวะไปที่ร้านของคุณลุงเสมอๆหลังเวลาเลิกเรียน  ถึงแม้ว่าจะไม่มีรองเท้าให้ซ่อมก็ตาม  เพราะลุงมีอัธยาศัยดี  เวลาสนทนาก็พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์  พูดแต่เรื่องดี ๆ  มองคนมองโลกในแง่ดี  มีข้อคิดเห็นดี ๆสำหรับคุณภาพชีวิตเล่าสู่กันฟังเสมอ  แม้ว่าลุงท่านจะไม่ได้เรียนสูงระดับมหาวิทยาลัย  แต่เพราะการผ่านชีวิตในโลกนี้มานาน  เสมือนกับว่าท่านได้จบมหาวิทยาลัยของชีวิต  ทำให้ท่านมีเรื่องเล่าสนุกสนานและเป็นประโยชน์

            ส่วนนักศึกษาคนนี้  กำลังเรียนวิชาทางด้านกฎหมาย  และเมื่อจบการศึกษาก็เลือกอาชีพเป็นนักกฎหมาย  โดยลุงจิมเป็นผู้สนับสนุนการตั้งสำนักงานกฎหมายของเขาที่เมืองนอร์ทแธมป์ตัน  รัฐแมสซาชูเซตส์  ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากร้านซ่อมรองเท้าของลุงจิม

          มิตรภาพของทั้งคู่แนบแน่นมากขึ้น  แม้ว่าจะต่างวัยและต่างระดับการศึกษา  แต่เพราะลุงจิมเป็นคนมองโลกในแง่ดี  และมีทัศนคติๆมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและการงาน  และเป็นต้น  ลุงจิมเป็นที่รักของลูกค้า  ใครเอารองเท้ามาซ่อมที่ร้าน  จะต้องประทับใจและไม่ผิดหวัง  ลุงจิมจึงมีลูกค้าเป็นจำนวนมากทั้งที่เอารองเท้ามาซ่อม  ทั้งที่ผ่านมาและแวะเยี่ยมเยียนสนทนากับลุงจิม หนุ่มคนนี้จึงมีโอกาสดีที่ได้สนทนาและทำความรู้จักกับลูกค้ามากมายของลุงจิม จากการสนทนาทำให้ลูกค้าของลุงจิมก็ทึ่งในความชาญฉลาดและความคิดดีๆของนักกฎหมายหนุ่มคนนี้  จึงกลายเป็นความสัมพันธ์สืบเนื่องและจำนวนมากขึ้นอย่างยาวนาน ร้านซ่อมรองเท้าของลุงจิมกลายเป็นสถานที่จับกลุ่มสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเสมอๆ

          เมื่อถึงกำหนดการเลือกตั้งผู้ว่าเมืองนอร์ทแธมป์ตัน รัฐแมสซาชูเซตส์  ต่างคนต่างคะยั้นคะยอให้ให้นักกฎหมายหนุ่มลงรับสมัครเลือกตั้ง และเขาได้ประสบความสำเร็จ  ในที่สุดเขาได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าของเมืองนอร์ทแธมป์ตัน  และนี่เป็นบันไดขั้นแรกของชีวิตหนุ่มนักกฎหมายของลุงจิม ต่อมาเขาได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรของเมืองบอสตัน  และที่สุดได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการรัฐแมสซาชูเซตส์

           ผลงานของผู้ว่าราชการรัฐฯท่านนี้  เป็นที่ต้องตาต้องใจของพรรคการเมืองระดับชาติ  ชื่อของเขาจึงได้รับการเสนอสมัครรับเลือกตั้งระดับประเทศ  ในตำแหน่งประธานาธิบดี  ผลปรากฏว่าพรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง  ตัวเขาได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดี ………..แต่หลังจากนั้นเพียงสามปี  ตัวประธานาธิบดีได้ถึงแก่กรรม  ในเดือนสิงหาคม  ค.ศ. 1923  เขาจึงต้องเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี  อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของสหรัฐอเมริกา

             วันหนึ่งบุรุษไปรษณีย์ได้นำจดหมายฉบับหนึ่งไปส่งให้กับลุงจิมที่เมืองนอร์ทแธมป์ตัน  ลุงจิมสังเกตเห็นชื่อที่พิมพ์บนมุมซองเป็นโลโก้สัญลักษณ์The White  House  ลุงจิมเปิดซองจดหมายด้วยความตื่นเต้นมือสั่นใจสั่น  ข้อความในการะดาษจดหมายเขียนว่า

          เรียน  คุณลุงจิมที่เคารพรัก

          ผมได้มีโอกาสเขียนจดหมายมาหาคุณลุงด้วยความคิดถึง  ผมอยากจะเรียนคุณลุงจากใจจริงของผมว่า  หากไม่ใช่คุณลุงแล้ว  ผมก็คงไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ  มานั่ง ณ จุดนี้  ผมขอบอกคุณลุงว่า  ผมรักและเคารพคุณลุงมากที่สุด

            ต่อไปนี้  ผมขอคุณลุงไม่ต้องทำงานมากเกินไปแล้ว  ควรได้พักผ่อนมีเวลาสบายๆให้กับตนเอง  ให้สมกับความดีงามที่คุณลุงให้แก่คนอื่นมากมายรวมทั้งตัวผมด้วย  วันหนึ่งไม่นานนี้  ผมจะมานั่งคุยกับคุณลุงอีกนะครับ

           รักและเคารพ

          แคลวิน  คูลิดจ์ ( Calvin  Coolidge )

         หมายเหตุ  แคลวิน คูลิดจ์ เป็นประธานาธิบดีคนที่  30  ของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งสองช่วง  ช่วงแรกดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดีฮาร์ดิ้ง  ที่ถึงแก่กรรมขณะดำรงตำแหน่ง  และช่วงที่สองแคลวินได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกวาระหนึ่ง  รวมเวลาทั้งหมดหกปีตั้งแต่ ค.ศ. 1923- 1929

         เราท่านดำรงชีวิต  ต้องมีสังคมของท่าน  ถ้าจะแยกสังคมในชีวิตของเรา  แยกได้เป็นสามกลุ่ม  กลุ่มแรกคือสังคมครอบครัวญาติพี่น้องวงศาคณาญาติ  สังคมที่สองคือสังคมสำนักงานหรือธุรกิจการงาน  และสังคมที่สามคือสังคมเพื่อบ้านละแวกบ้านวัดวาอาราม   ทั้งสามสังคมต่างก็มีอิทธิพลกับชีวิต  หากเราได้ให้คุณค่าและความสำคัญ  ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้น  แต่ถ้าเราไม่ได้คุณค่ากับสังคมหนึ่งสังคมใด  ความสมบูรณ์ครบถ้วนของชีวิตก็จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  ขาดบางอย่างไป  อาทิเช่น  ถ้าเรามุ่งแต่ครอบครัวญาติพี่น้อง  การงานและเพื่อนร่วมงานก็จะไม่ดีพอ  และขาดเพื่อนบ้านขาดสังคมที่เป็นศูนย์รวมของชุมชน    แต่ถ้าเราทุ่มชีวิตและเวลาให้กับสังคมการงาน  เราก็จะขาดความสุขในครอบครัวและขาดเพื่อนฝูงที่แวดล้อมที่อยู่อาศัย  จึงสรุปได้ว่า  เราต้องให้คุณค่ากับสังคมทั้งสามกลุ่ม  แล้วเราจะได้รับมิตรไมตรีอันดีในชีวิต

            อุปสรรคที่สำคัญของมีชีวิตสัมพันธ์กับคนในสังคมทั้งสามก็คือ  การมีทัศนคติอันดีงาม  ความคิดดี  ก่อให้เกิดคำพูดที่ดีและมีประโยชน์   เกิดการวางตัวและสร้างบุคลิกลักษณะที่ดีงาม   สุภาษิตจีนกล่าวว่า  “มีมิตรนับร้อยก็น้อยไป  มีศัตรูเพียงหนึ่งก็มากไป ”  เพราะชีวิตของคนมีอิทธิพลต่อกันและกัน  จากคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่งและที่สุดเป็นกลุ่มคนต่อกลุ่มคน

           แนวความคิดนี้อาจจะแตกต่างกับสังคมไทยในปัจจุบัน  เพราะมีการแบ่งกลุ่มแบ่งสี  สร้างความแตกแยกทางการกระทำและความคิด  ดูเหมือนจะสร้างศัตรูที่ถาวรยิ่งขึ้น  นับวันยิ่งทวีความรุนแรง   จนเป็นอิทธิพลต่อสังคมที่อยู่อาศัย  เพราะมีการแบ่งพรรคแบ่งสี  แบ่งเสื้อ  แค่ฝ่ายหนึ่งใส่สีเสื้อของอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นเรื่องวิวาทะกันยาวนาน  จนจะกลายเป็นการแบ่งพื้นที่หรือแบ่งวัตถุกันไปแล้ว

            ลุงจิมเป็นตัวอย่างที่ผู้เขียนมักจะเน้นว่า  ลุงจิมมีแต่คำพูดดีๆ  ข้อคิดดีๆสร้างสรรค์  เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง  จนเป็นที่ติดอกติดใจ  ใครๆก็อยากพูดด้วย  ลุงจิมไม่ใช้วาจาถากถางเชือดเฉือนน้ำใจ  ลุงจิมไม่ยกตนข่มท่าน  ไม่พูดก้าวร้าว  สร้างความแตกแยก   ที่เราเรียกว่า” มีมธุรสวาจา “  ไม่ถืออำนาจบาทใหญ่  แม้ว่าจะได้รับความนับถือจากผู้นำของประเทศ  ทราบว่า  หลังจากนั้นลุงจิมก็ยังทำงานซ่อมรองเท้าต่อไป  แม้ว่าจะได้รับการทดแทนบุญคุณจากประธานาธิบดี  และไม่เคยจะเอ่ยอวดอ้างว่าตนเป็นใคร  ใครนับถืออย่างไร  ชื่อของลุงจิมที่เราได้ฟังเล่าขานกันต่อมา  ก็เกิดจากท่านประธานาธิบดีเป็นผู้สรรเสริญทั้งสิ้น

           การพูดดีๆ  เป็นเรื่องง่ายแต่ทำยาก  ที่ว่าง่าย  คิดดูซิ  เราว่าใคร  เราด่าใคร  ติเตียนใคร  ให้ร้านใคร  ต้องคิดเรื่อง  ต้องใส่อารมณ์ร้าย  เสียพลัง  และต้องบันทึกความจำเรื่องนั้นไว้  แต่เราพูดดีกับใคร  ทำดีกับใคร  เราไม่ต้องจำไว้  เพราะผู้ได้รับเขาจะสรรเสริญแลชื่นชมเราเอง  เห็นไหมว่า  เป็นเรื่องง่ายจริง

           “ ชีวิตเรา  ทำอย่างไร  ก็มีอิทธิพลกับคนอื่น  และคนอื่นก็มีอิทธิพลกับเรา  เช่นกัน ”

Cr. วิโรจน์  ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here