เรียนรู้ความสำเร็จธุรกิจของยักษ์ใหญ่แล้วย้อนกลับมาดูตัวเอง: เกิดอย่างอเมริกัน โตอย่างญี่ปุ่น พัฒนาอย่างจีน (3)

0
1190

เรียนรู้ความสำเร็จธุรกิจของยักษ์ใหญ่แล้วย้อนกลับมาดูตัวเอง: เกิดอย่างอเมริกัน โตอย่างญี่ปุ่น พัฒนาอย่างจีน (3)

 เราได้เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเริ่มต้นธุรกิจแบบอเมริกันและเริ่มต้นเติบโตด้วยแนวความคิดแบบญี่ปุ่นและเยอรมันในบทความก่อนแล้ว แต่ในโลกธุรกิจปัจจุบันก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าประเทศจีนก็เป็นประเทศหนึ่งที่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจโลกที่มีเรื่องราวการพัฒนาที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัววันนี้จะนำเสนอถึงการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมังกรที่เคยหลับใหลกลายเป็นมังกรทะยานสู่ท้องฟ้าอย่างสง่างาม

ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน: พัฒนาอย่างจีน

“เชินเจิ้น” “ดาวแดง” “ก๊อปปี้ AAA” “คุณภาพต่ำ” “ราคาถูก” คำเหล่านี้คือคำที่คนทั่วโลกพูดถึงสินค้าจากประเทศจีน ก็เพราะว่าสมัยก่อนช่วงปฎิวัติเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ประเทศจีนที่เคยยิ่งใหญ่พบกับภัยสงคราม ประชาชนมีฐานะยากจน ดังนั้นนักธุรกิจก็ต้องเริ่มต้นธุรกิจแบบตามมีตามเกิด มีอะไรผลิตได้ก็ผลิตแบบนั้น อีกทั้งประชาชนในประเทศมีจำนวนมาก ความต้องการสินค้ามีสูง ต้องการสินค้าราคาถูกแต่พอใช้ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากนัก อุตสาหกรรมของจีนก็เริ่มจากจุดเริ่มต้นนั้น เมื่อจีนมีเงินมากขึ้นจากโครงการต่าง ๆ ภายในประเทศเองและการค้าขายกับต่างชาติ ก็เริ่มมีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในจีน โดยจีนมีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจต่าง ๆ ตามที่ต้องการก็ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสร้างชาติอย่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งในตอนเริ่มต้นนั้นจีนถือว่าประเทศตัวเอง เป็นตลาดใหญ่มีอำนาจการต่อรองสูงจึงใช้นโยบาย technology for market กล่าวคือ ถ้าอยากทำการค้าในประเทศนี้ ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทจีนหรือต้องร่วมกับบริษัทจีนเป็นบริษัทร่วมค้า

ในระยะเริ่มต้นนี้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ต่าง ๆ มากมายตั้งแต่ชื่อสินค้า รูปลักษณ์สินค้า เทคโนโลยีจนก่อให้เกิดเป็นคำขวัญว่าคนจีนมีโมเดลคือ C&D หรือ Copy and Develop คือก๊อปปี้สินค้าทุกชนิดแล้วนำไปพัฒนาต่อซึ่งหลังจากนั้นคนจีนก็เริ่มมีเงินมากขึ้นจากการขายสินค้าที่ผลิตได้ โดยปกติแล้วคนจีนให้ความสำคัญกับการศึกษามากจึงส่งลูกหลานตัวเองไปเรียนต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และมีส่วนหนึ่งที่ได้ทุนรัฐบาลและเอกชนส่งเสริมไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งมีคำเรียกนักเรียนเหล่านี้ที่ได้ร่ำเรียนวิชาจากต่างประเทศกลับมาพัฒนาธุรกิจที่ประเทศจีนว่าเป็น ไห่กุย หรือ เต่าทะเล เหมือนกับการที่เต่าทะเลออกไข่บนชายหาด ออกไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่เติบโต แล้วกลับมาวางไข่บนชายหาดเดิมอีกครั้ง จนทุกวันนี้ประเทศจีนไม่ต้องพึ่งการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากเหมือนสมัยก่อน เพราะสามารถสร้างเทคโนโลยีได้ด้วยตัวเองและมีความเข้มแข็งในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองการจดสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์มากขึ้น ทุกวันนี้ประเทศจีนมีเทคโนโลยีมากมายที่ถือว่าเป็น Innovation ที่ดี ๆ ที่ต่างประเทศต่าง ๆ แม้กระทั่งประเทศที่เจริญแล้วยังไม่แพร่หลาย ถือเป็นหัวหอกสำคัญในภาคเศรษฐกิจโลก ทุกวันนี้ประเทศจีนก็ได้ใช้โมเดลธุรกิจสำหรับต่างชาติใหม่คือ KFC หรือ K(C)opy From China เราเห็นได้ว่าจากประเทศยากจนด้วยภัยสงครามกลับมายิ่งใหญ่ได้ในปัจจุบันและวางแผนต่อเนื่องไปสู่อนาคตด้วยการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ

ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยถึงแม้จะมีรากฐานที่แข็งแกร่งพอสมควรแต่ก็ยังขาดการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กแล้วคงต้องใช้เวลาอีกกว่าจะก้าวขึ้นไปสู่เวทีนานาชาติได้ แต่กระนั้นธุรกิจเอกชนทั้งหลายก็สามารถเข้าหาภาครัฐบาลและมหาวิทยาลัยชั้นนำเพื่อขอความช่วยเหลือด้านการประกอบธุรกิจ และต้องพึ่งพาตนเองในการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพสูง ราคาเหมาะสม จากตัวอย่างของคนจีนที่มีความขยัน ประหยัด อดทน มีความเพียรพยายาม พัฒนาธุรกิจให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นและวางแผนไปสู่อนาคต หากผู้ประกอบการต้องการพัฒนาธุรกิจ ควรให้ความใส่ใจ แบ่งเวลาซักเล็กน้อยในแต่ละวันศึกษาความเป็นไปของตลาดเพื่อเรียนรู้สิ่งดี ๆ จากต่างประเทศและพัฒนาให้เหมาะกับตลาดเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซักวันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นสินค้าแบรนด์ไทยไปสู่เวทีสากลอย่างยิ่งใหญ่ในอนาคต

Credit: Richard Niklasson

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here