เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเริ่มต้นธุรกิจของ startups แบบอเมริกันแล้ว ซึ่งการเติบโตในระบบ venture capital นี้ในเอเชียก็มีหลายประเทศที่ทำตาม เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ startups ในสิงคโปร์หรือจีนซึ่งมีนโยบายธุรกิจแบบใหม่ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น ความบันเทิง การขนส่ง ไปจนถึงบริษัทที่เน้นเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพต่าง ๆ ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีเป้าหมายตั้งแต่วันแรกที่ทำงานคือการเข้าถึงลูกค้าในระดับนานาชาติ แต่มีเป้าหมายสำหรับการบริหารธุรกิจคือ พัฒนาให้โตไประดับหนึ่ง แล้วจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อขายหุ้นทำกำไร ถือเป็น Exit Strategy ของกองทุนที่นำเงินมาลงทุนเพื่อจะได้นำเงินกำไรไปลงทุนในบริษัท startups ใหม่ ๆ ต่อไป หรือไม่ก็มีเป้าหมายที่ต้องการถูกควบรวมจากบริษัทที่ใหญ่กว่า เพื่อทำให้ผู้ก่อตั้งได้เงินจากการขายกิจการส่วนหนึ่งแล้วปล่อยให้หุ้นที่มีอยู่อีกส่วนได้เติบโตต่อไปพร้อมกับบริษัทที่ถูกซื้อไป เมื่อเราได้รับรู้ถึงการเริ่มต้นธุรกิจในแบบอเมริกันแล้ว วันนี้ผู้เขียนจะเล่าเรื่องการพัฒนาธุรกิจในแบบญี่ปุ่นต่อไป

การจัดการ: โตอย่างญี่ปุ่น

หลังจากยุคปฏิวัติเมจิของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็กลายเป็นประเทศที่เน้นในด้านอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว มีธุรกิจมากมายที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจใหญ่ ๆ อีกทีหนึ่งที่เรียกว่า Zaibatsu หรือเรียกกันแบบที่คุ้นปากคนไทยคือระบบกงสีซึ่งก็คือระบบ holding company ที่มีบริษัทแม่เป็นหลักและมีบริษัทลูกอยู่ภายใต้ corporate umbrella นี้ ซึ่งในญี่ปุ่นธุรกิจหลักของกลุ่มธุรกิจมักจะเป็นธนาคารหรือกลุ่มการเงินซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการสภาพคล่องของกิจการ ลักษณะคล้ายกับบริษัท Berkshire Hathaway ของ Warren Buffet แต่มีสไตล์ในการบริหารที่ไม่เหมือนกัน แต่กว่าบริษัทเหล่านี้จะเติบโตมาถึงจุดที่ยิ่งใหญ่ได้ก็ต้องเริ่มจากการเป็นธุรกิจเล็ก ๆ มาก่อนทั้งสิ้นแล้วค่อย ๆ ขยายกิจการมาเป็นกลุ่มบริษัทใหญ่ แล้วอะไรเป็นหลักการในการบริหารของธุรกิจเหล่านี้ คำตอบนี้ต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรมของชนชาตินี้ก่อน ซึ่งเมื่อพูดถึงคนญี่ปุ่นแล้วก็จะพูดถึงวัฒนธรรมเยอรมันไปควบคู่กันด้วย เนื่องจากมีความคล้ายคลึงแต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ ดังนี้

ทั้งสองวัฒนธรรมหากพูดถึงสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการคำว่า “Quality” จะมาเป็นอย่างแรกเพราะมีแนวคิดว่าอะไรก็ตามต้องเป็นสินค้าคุณภาพสูง และมีความภูมิใจกับงานมาก ไม่ใช่สัก ๆ แต่ทำงานไปให้จบ ๆ แต่มองถึงภาพระยะยาวว่าถ้าสินค้ามีคุณภาพ ราคาเหมาะสมจะทำให้ลูกค้ามีความประทับใจ คำต่อมาคือ “Precision” คือความแม่นยำ หรือพูดภาษาปากว่าคือ ความเป๊ะ นั่นเอง การใส่ใจในรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยทำให้เกิดความประณีตในผลงาน เป็นสิ่งที่ทำให้เหนือคู่แข่งในด้านความเอาใจใส่ เมื่อสิ่งที่ทำมีคุณภาพ เป๊ะแล้วก็ต้องมองภาพในระยะยาวก็คือต้องมี “Consistency” หรือความสม่ำเสมอ กล่าวคือ งานดีมีคุณภาพทำให้ผู้คนกล่าวถึง บอกเล่าต่อกัน แต่ถ้าทำดีเพียงครั้งเดียวแล้วจบกัน ครั้งต่อมาหากคุณภาพต่ำลง ลูกค้าก็จะผิดหวังเพราะมีความคาดหวังสูง ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอและนำไปสู่ “Kaizen” หรือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางของญี่ปุ่นและเยอรมันมีความแตกต่างกันคือ ญี่ปุ่นจะนำเสนอสินค้าด้วยความอ่อนช้อย สอดแทรกวัฒนธรรมอันประณีต เรียบหรู เข้าไปด้วย ถือว่ามีความ Feminine สูง เราเห็นตัวอย่างได้จากสินค้าญี่ปุ่นที่ออกมาแล้ว หลายคนจะทึ่งกับความคิดที่ล้ำสมัย และใส่ใจในรายละเอียดทุกด้านเป็นอย่างดี ส่วนฝ่ายเยอรมันนั้นจะเน้นไปที่ความมีคุณภาพสูง ความมีระเบียบ มีระบบ มีความล้ำยุค เป็นเลิศในด้านกระบวนการและผลงาน มีความเป็น Masculine คือถ้าจะทำอะไรก็ต้องทำให้สุดยอด มีหลักการ จนบางครั้งคนมักจะกล่าวถึงสินค้าจากเยอรมันว่าคุณภาพสูงแต่บางครั้งอาจจะ over-engineered หรือทุ่มเทกับการพัฒนาสูงมากจนบางครั้งก็เกินไปกว่าความต้องการจนทำให้เกิดเป็นความซับซ้อนมากขึ้น แต่กระนั้นก็เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากสองชนชาติที่ยิ่งใหญ่ นำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเราให้มีคุณภาพไปสู่ระดับนานาชาติในอนาคต

สำหรับธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาก็ควรนำข้อดีที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นมาประยุกต์ใช้ หากเรามองที่ธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยก็จะเห็นว่ามีช่องทางและโอกาสอยู่อีกมากที่จะพัฒนาไปสู่ระดับสากล สักวันหนึ่งเราอาจจะเห็นสินค้า Made in Thailand ขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้าคุณภาพอันดับหนึ่งที่ต่างชาติยกย่องและเอาเป็นแบบอย่างก็ได้ แล้ววันนี้ธุรกิจของคุณล่ะ ได้พัฒนาสินค้าและบริการอยู่ในระดับใดแล้ว?

Credit : Richard Niklasson

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here