ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (11 – 15 มี.ค. 2019) ตลาดหุ้นทั้งในโซนเอเชีย และตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า Fed มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง หลังอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ขยายตัวต่ำที่สุดในรอบกว่า ปี นอกจากนี้ ยังได้รับ Sentiment เชิงบวกจากประเด็น Brexit หลังสภาฯ UK ลงมติไม่เห็นชอบให้เกิด Brexit แบบ No Deal และให้มีการขยายระยะเวลา Article50 ออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 มี.รวมถึงแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4%WoW นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ สรอ. ยังส่งผลบวกต่อราคาทองคำให้ปรับเพิ่มขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐฯ เปิดเผยอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ตลาดหุ้นยุโรป ปรับเพิ่มขึ้น โดยมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุน หลังสภาฯ UK ลงมติไม่เห็นชอบให้ UK ออกจาก EU แบบไร้ข้อตกลง (No Deal) และสภาฯ ลงมติให้มีการเลื่อนการใช้ Article50 ออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 มี.ค. นี้

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดบวก หลังผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีมติคงนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย และถ้อยแถลงของผู้ว่าการ BoJ ที่ยังคงเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังขยายตัวในระดับปานกลาง

ตลาดหุ้นจีน ปรับเพิ่มขึ้น ขานรับถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) นอกรอบการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ที่ระบุว่า PBOC ยังมีโอกาสปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์จีน (RRR) ได้อีกในอนาคต ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้น หลังรองนายกฯจีนได้มีการหารือในประเด็นทางการค้ากับรมว.คลัง และหัวหน้าผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ทางโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ ลดช่วงบวกลงเล็กน้อย หลังตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือน ม.ค.-ก.พ. ออกมาชะลอลงจากเดือน ธ.ค.

ตลาดหุ้นไทย ปิดลบ โดยนลท.ต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่อง เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. นี้

ตลาดน้ำมัน ปิดบวก หลังซาอุดิอาระเบียส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มการปรับลดกำลังการผลิตในเดือนหน้า โดยจะปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 10 ล้านบาร์เรล/วัน

ตลาดทองคำ ปิดบวก โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในประเด็น Brexit ส่งผลให้นลท.เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และเงินดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงเทียบเงินสกุลหลัก

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)

  • การประชุม Fed ในวันที่ 19-20 มี.ค.นี้ คาดว่า Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ดี Fed มีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ และปรับลดประมาณการการขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งอาจเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการหยุดปรับลดงบดุลของ Fed
  • กนง.มีแนวโน้มคงนโยบายการเงินในการประชุมวันที่ 20 มี.ค. โดยธปท.มีความจำเป็นลดลงในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษา Policy Space ประกอบกับเงินเฟ้อของไทยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าเงินเฟ้อเป้าหมายของกนง. ขณะที่ กนง.มีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์ GDP
  • สภาฯ UK ลงมติเห็นชอบให้เลื่อนการบังคับใช้ Aticle50 ออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 29 มี.ค. นี้ โดยหากสภาฯ ไม่เห็นชอบร่าง Brexit ของนายกเมย์ฯ ที่จะเสนอในวันที่ 20 มี.ค. จะส่งผลให้มีความเสี่ยงที่การเลื่อนใช้Article50 จะใช้เวลานานมากกว่า 3 เดือน ทั้งนี้ การเลื่อน Article50 ออกไปจากเดิมต้องได้รับอนุมัติจากสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งจะประชุม Eu Summit วันที่ 21-22 มี.ค. โดยหากการเลื่อนระยะเวลาดังกล่าวยืดเยื้อไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป (23 พ.ค.) จะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในประเด็น Brexit
มุมมองของเราในสัปดาห์นี้

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ความคาดหวังในเชิงบวกต่อประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังสภาประชาชนแห่งชาติของจีน (NPC) ได้อนุมัติกฎหมายการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีการรวมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเข้าร่วม การส่งเสริม การคุ้มครอง และการจัดการด้านการลงทุนของต่างชาติเข้าไปด้วย ประกอบกับมีรายงานว่า การประชุมระหว่างปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้น ผิง อาจถูกจัดขึ้นในช่วงเดือนมิ.ย. นี้ นอกจากนี้ Fed น่าจะมีการส่งสัญญาณที่ Dovish ต่อเนื่อง และอาจมีการปรับลด Dot Plot ลง โดยนลท.ในตลาดคาดว่า Fed น่าจะไม่ปรับขึ้นัตราดอกเบี้ยในปีนี้ สำหรับประเด็น Brexit คาดว่า EU น่าจะลงมติให้ UK มีการเลื่อน Article50 ออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 มี.ค. นี้

ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นนักวิเคราะห์โดย ZEW, อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษ และยอดส่งออก-นำเข้าของไทย
  • เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การลงมติร่างข้อตกลง Brexit ครั้งที่ 3 การประชุม EU Summit และการประชุมกนง.

ในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, ข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีน และสหรัฐฯ, การแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และอื่นๆ ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวเป็นการกระจุกตัวการลงทุนมากเกินไป และทำให้นักลงทุนต้องรับความผันผวนที่สูง ดังนั้น การลงทุนในกองทุนผสมที่ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทจึงเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด เราได้คัดเลือกสามกองทุนผสมชั้นนำที่จะช่วยให้ท่านลงทุนได้อย่างมั่นใจท่ามกลางความผันผวนมาแนะนำกันในที่นี้

  1. กองทุนไทยพาณิชย์ อินคัม พลัส (SCBPLUS) มีนโยบายการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ทั้ง ตราสารหนี้ เงินฝาก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสงหาริมทรัพย์ (REITs) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และหน่วยลงทุนต่างประเทศ และมีการปรับสัดส่วนการลงทุนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุนและตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งมีจุดเด่นคือ 1.เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนไม่สูงมาก เช่น ตราสารหนี้ 2.เป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุน จากการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดหลายประเภท เช่น REIT และตราสารหนี้ 3.มีกระแสเงินสดในระหว่างการลงทุนให้นักลงทุนเพื่อเป็นทางเลือกเสริมในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง
  2. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFIN) กระจายลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ครอบคลุมกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถเลือกลงทุนได้ทั้ง กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีการจ่ายกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กองทุนยังมีการกระจายลงทุนในตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนในการบริหารความผันผวนและมีโอกาสสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญการลงทุนชั้นนำจาก บลจ.ยูโอบี บลจ. UBS และบลจ. BNP Paribas ร่วมบริหารกองทุนเพื่อคัดเลือกหลักทรัพย์คุณภาพดีจากทั่วโลกมาไว้ในกองทุนนี้
  3. กองทุน PHATRA SG-AA เป็นกองทุนที่จัดสรรการลงทุนไปในทรัพย์สินหลากหลายประเภท ได้แก่ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินทรัพย์ทางเลือก ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยในการบริหารกองทุนนั้นทางบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)  จะเป็นผู้วิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ (Asset Allocation) และให้ทีมผู้จัดการกองทุนของ บลจ.ภัทร เข้าไปคัดเลือกหลักทรัพย์ที่กองทุนจะลงทุน โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ทีมผู้บริหารกองทุนจากทั้งบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)  และบลจ.ภัทร จะมีการปรับสัดการลงทุนในกองทุนให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์อยู่เสมอเพื่อให้พอร์ต
Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.