Key point : มูลค่าการส่งออกไทยเดือน .. 2018 หดตัวที่ -1.72%YOY หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่2 จากเดือน พ.ย. 2018                          ที่หดตัว -0.95%YOY

  • มูลค่าการส่งออกทองคำขยายตัว 20.9%YOY ตามการขยายตัวที่สูงในตลาดสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งบางตลาดในเอเชีย เช่น สิงคโปร์และฮ่องกง ทั้งนี้หากหักสินค้าทองคำ พบว่ามูลค่าส่งออกหดตัวที่ -2.1%YOY ขณะที่ในปี 2018 มูลค่าการส่งออกขยายตัวได้ที่ 6.7% ต่อปี และหากหักสินค้าทองคำ จะขยายตัวที่ 7.4% ต่อปี
  • สินค้าหลักที่มีการหดตัว ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (-13.5%YOY) ยางพาราและผลิตภัณฑ์ (-8.4%YOY) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (-22.8%YOY)  ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้  (-25.8%YOY) เครื่องใช้ไฟฟ้า(-1.7%YOY) และข้าว (-5.5%YOY) ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่หดตัวนั้น มีสาเหตุหลักจากราคายางพารา เดือนธันวาคมที่ปรับตัวลดลง -9.5%YOY ขณะที่ราคาของข้าวส่งออกไทยมีการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เสียตลาดให้แก่คู่แข่งผู้ส่งออกข้าว เช่น อินเดีย เวียดนาม และกัมพูชา
  • ด้านมิติของการส่งออกรายประเทศ พบว่ามีการหดตัวในหลายตลาดสำคัญ ได้แก่ การส่งออกไปยังตลาดจีน (-7.3%YOY) ยุโรป (-5.0%YOY) ซีแอลเอ็มวี (-4.2%YOY) เกาหลีใต้ (-9.1%YOY) ไต้หวัน (-9.0%YOY) อินเดีย (-12.9%YOY) ออสเตรเลีย (-7.6%YOY) ตะวันออกกลาง (-16.0%YOY) และแอฟริกา (-5.9%YOY) ขณะที่มูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 0.6%YOY โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์พลาสติก นอกจากนี้ การส่งออกไปยังญี่ปุ่น และอาเซียน-5 ยังสามารถขยายตัวได้ที่ 2.7%YOY และ 8.0%YOY ตามลำดั[

ภาพรวมการส่งออกสินค้าของไทยที่ปรับตัวลดลงสอดคล้องกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยจากรูปที่ 1 แสดงอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกไทย(Year on year growth) ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังปี 2018 มีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกในหลายประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออกในเดือนธันวาคม บางประเทศในกลุ่มข้างต้นมีการหดตัวครั้งแรกในรอบหลายปี ได้แก่ สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยหดตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี 2 เดือน และ 5 ปี 11 เดือนตามลำดับ

        :สินค้าส่งออกไทยหลายรายการยังคงได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกที่ถูกตั้งเก็บภาษีนำเข้าโดยสหรัฐฯ ได้แก่ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ (แผงโซลาร์) และเครื่องซักผ้า-เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ซึ่งเดือนธันวาคม มีการหดตัวในตลาดสหรัฐฯ ที่ -91.1%YOY และ -26.6%YOY ตามลำดับ หดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ทำให้มูลค่าการส่งออกของสินค้ากลุ่มดังกล่าวในภาพรวมทุกตลาดหดตัที่ -52.2%YOY และ -6.4%YOY ตามลำดับ ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดสหรัฐฯ ทั้งปี 2018 หดตัวที่ -72.8% และ -51.1% ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าส่งออกเหล็ก-เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ในตลาดสหรัฐฯ ที่ 12.9%YOY และ 75.0%YOY และในภาพรวมทุกตลาดส่งออกของสินค้าดังกล่าวยังขยายตัไดhที่ 3.6%YOY และ 7.8%YOY ตามลำดับ

      :สินค้าส่งออกของไทยที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ผ่านห่วงโซ่อุปทาน ยังคงมีการหดตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังจีนในหมวดแผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบซึ่งคาดว่าบางส่วนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าจีนที่ถูกขึ้นภาษีนำเข้าโดยสหรัฐฯ มีการหดตัวที่   9.8%YOY และ –42.1%YOY ตามลำดับ อย่างไรก็ดี สินค้าประเภทเม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการเก็บภาษีนำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ เช่นกัน ยังคงสามารถขยายตัวได้ดีที่ 10.7%YOY และ 45.5%YOY ตามลำดับ

    :มูลค่าการนำเข้าหดตัวที่ -8.15%YOY พลิกหดตัวจากการเติบโตที่ 14.7%YOY ในเดือนก่อนหน้า นำโดยหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปหดตัว -20.9%YOY อย่างไรก็ดี ตัวเลขหดตัวดังกล่าวมาจากการหดตัวของการนำเข้าทองคำเป็นสำคัญ โดยในเดือนธันวาคม มูลค่าการนำเข้าทองคำหดตัวมากถึง -82.2%YOY ทำให้หากหักสินค้าทองคำ การนำเข้าสินค้าหมวดวัตถุดิบจะหดตัวเพียง -1.9%YOY และการนำเข้าในภาพรวมจะพลิกกลับมาขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.1%YOY นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าทุนก็มีการหดตัวเช่นกัน โดยหดตัวที่ -3.1%YOY และ -2.7%YOY ตามลำดับ ในส่วนของการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง มีการขยายตัวที่ 12.3%YOY ทั้งนี้ การนำเข้าปี 2018 เติบโตที่ 12.5% ต่อปี และหากหักสินค้าทองคำ จะขยายตัวที่ 13.0% ต่อปี 

Implication :  อีไอซีคาดการณ์อัตราเติบโตของการส่งออกไทยปี 2019 ให้ขยายตัวที่ 3.4% ชะลอลงจากปี 2018 เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบโลกที่คาดว่าจะมีทิศทางทรงตัว ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและเคมีภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญของไทย นอกจากนี้ สินค้าส่งออกไทยหลายกลุ่มยังมีโอกาสได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าทั้งจากมาตรการที่ประกาศใช้ไปแล้วในปีก่อนหน้า และมาตรการเพิ่มเติมที่จะเริ่มใช้ในปีนี้ โดยยังต้องติดตามท่าทีของทางจีนและสหรัฐฯ ต่อข้อตกลงด้านสงครามการค้าซึ่งระหว่างนี้ยังอยู่ในช่วงของการเจรจา 90 วัน โดยจะหมดอายุในวันที่ 1 มีนาคม 2019 ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ และจีนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีเพิ่มเติมจากเดิมที่อัตรา 10เป็น 25สำหรับสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้เริ่มใช้มาตรการแล้วในเดือนกันยายน 2018 ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์การเจรจาล่าสุด พบว่าในระยะสั้น จีนมีท่าทีประนีประนอมในการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากทางสหรัฐฯ มากขึ้น อย่างไรก็ดี หากพิจารณาข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ต่อจีน ก็พบว่ามีแนวโน้มสูงที่จะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ข้อเรียกร้องด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดตลาดภาคบริการและเกษตรกรรม เป็นต้น โดยอีไอซีประเมินว่า ทั้งสองฝ่ายน่าจะสามารถมีข้อตกลงได้ภายในครึ่งหลังของปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020

      อีไอซีประมาณการการเติบโตของการนำเข้าของไทยปี 2019 ขยายตัวที่ 3.6%  ชะลอลงจากการขยายตัวที่ 12.5ในปี 2018 จากแนวโน้มการชะลอตัวของการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบโลกที่คาดว่าจะมีทิศทางทรงตัว ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ดี อีไอซีคาดว่าสินค้านำเข้าประเภทสินค้าทุนและอุปโภคบริโภค จะยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามทิศทางการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนในประเทศ ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here