เมื่อพิจารณาดูการทำงานของผู้ที่ทำงานอิสระหรือ Freelance ก็คือ  การทำงานที่ไร้ทิศทาง  ขาดเป้าหมายในการทำงาน  เมื่อไม่มีเป้าหมายย่อมไม่มีทิศทางในการทำงาน  หรืออีกนัยหนึ่ง  เมื่อขาดเป้าหมายก็จะขาดการวางแผนการทำงานประจำวัน ประจำเดือนประจำปี  หรือตลอดชีวิตการทำงาน  รายไหนก็รายนั้น  ที่สุดก็พบกับความล้มเหลวในวิชาชีพ  ทั้งๆที่ดูแล้ว  อาชีพที่เป็น Freelance หรืออาชีพอิสระ  ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน  น่าจะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าง่ายกว่า  เพราะจะคิดจะทำอย่างไร  เวลาใด  ก็สามารถทำได้  ไม่ต้องอยู่ในกรอบ  กฎ  กติกา  ข้อบังคับต่างๆ  สามารถใช้ความสามารถ  ความถนัดส่วนตัว  หรือความคิดความอ่านทำงานด้วยตนเองได้  ในทำนองที่ว่าสามารถออกนอกกรอบ หรือคิดนอกกรอบ ทำนอกกรอบ  ได้สบายๆ

บอย วิสูตร  แสงอรุณเลิศ  เจ้าของหนังสือ Best Seller ที่ติดอันดับขายดียาวนานข้ามปี  เขียนว่า  “ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้เท่ากับวันที่เขามีเป้าหมาย”  เพราะฉะนั้นเป้าหมายในชีวิตของผมก็คือ “ทำให้ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต”

มีคำพูดดีๆ เกี่ยวกับ “ความสำเร็จ” ไว้น่าสนใจ  ทำให้ผมได้พบกับความหมายของคำว่า “ประสบความสำเร็จ”  ในอีกแง่มุมที่งดงาม จากคำพูดของคุณสิงโต นำโชค ในรายการประกวดร้องเพลงของสถานีโทรทัศน์ช่องอิสระช่องหนึ่ง   คุณสิงโตพูดไว้ได้ดีมากๆ   ได้ฟังได้ชมแล้วประทับใจมาก   จนน้ำตาซึม  ผมเองก็มองความสำเร็จไปอีกแนวทางหนึ่ง  แต่คุณสิงโตพูดแล้วเห็นภาพความสำเร็จอย่างง่ายๆ  สบายและเป็นสุข   คุณสิงโตกล่าวว่า

“มีคนถามผมว่า  ถ้าไม่ประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี  ชีวิตนี้จะไปทำอะไรต่อ “ผมก็เลยถามเขาไปว่า  แล้วอะไรคือความสำเร็จทางด้านดนตรี…ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังใช่ไหม…..ต้องมีเพลงฮิตใช่ไหม….แบบนี้ใช่ไหม  ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ  ถึงจะมีความสุข”  ชายผู้สวมหมวก  ผู้ทำให้เครื่องเล่นดนตรี” อูคูเลเล่” อิตทั่วประเทศพูดต่อว่า  “ผมว่าจริงๆ แล้ว  การที่เราได้ขึ้นมาร้องเพลงบนเวที  การที่เราได้หยิบกีต้าร์มาร้องเพลงในร้านอาหาร  ผมว่าสิ่งนั้นหละคือความสำเร็จแล้ว”

“ถ้ากลับบ้านไป  มีคนถามว่าประสบความสำเร็จมั๊ย  ให้คุณตอบไปเลยว่าประสบความสำเร็จแล้ว  ตั้งแต่วินาทีที่กล้าก้าวเข้ามาประกวดบนเวทีแห่งนี้แล้ว  เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลเลยที่คุณจะหยุดร้องเพลง  เพียงเพราะไม่ได้ถูกเลือกให้เข้ารอบต่อไป”

พอสิงโตนำโชคพูดจบ  คนดูก็ปรบมือกันทั้งห้องส่ง  เป็นไงครับ  ฟังแล้วน้ำตาซึม  แม้แต่ตัวคนพูดเอง  ถ้าผมตาไม่ฝาด  เหมือนสิงโตนำโชคจะน้ำตาคลอไปกับคำพูดของเขาเองด้วยซ้ำ

ทำให้คิดถึงพวกเราทุกคนที่ชอบนิยามคำว่า” ประสบความสำเร็จ”  บางคนนิยามได้คับแคบเหลือเกิน  คับแคบจนมันบีบรัดหัวใจให้เราไม่มีความสุข  เงินทอง  ชื่อเสียง  เกียรติยศ  คือสิ่งที่เราเอามาเป็นหลักวัดความสำเร็จ  โดยละเลยแง่มุมอื่นของชีวิต  เช่นความสุขของครอบครัว  ความถูกต้องดีงามของชีวิต  ความสงบของจิตใจ  ที่แย่ไปกว่านั้นคือเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น  แล้วเฝ้าบอกตนเองว่า  ฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะฉันมีน้อยกว่าคนอื่น  ที่แย่ที่สุดคือการให้คนอื่นเป็นคนกำหนดว่า  คุณประสบความสำเร็จแล้วนะ  คุณยังไม่ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่สิงโต นำโชค ต้องการสื่อก็คือความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของปลายทาง  แต่เป็นเรื่องของระหว่างทาง  แต่ละวันที่เราดำเนินชีวิต  หากเราสามารถบอกเราได้ว่า  เรามีความสุขในสิ่งที่ทำ  เราภูมิใจและรักในสิ่งที่ทำ  ถ้าเป็นเช่นนั้น  เราประสบความสำเร็จแล้ว  อย่าเอาความสำเร็จไปแขวนไว้ที่ปลายทาง  แล้วไปรอความสุขที่จุดนั้น  แต่เราประสบความสำเร็จได้ทุกวัน  และมีความสุขได้ทุกวัน

Mark Zuckerberg  ซีอีโอและผู้ค้นพบ Facebook  พูดถึงความสำเร็จว่า  “มันไม่ใช่ห้วงเวลาหนึ่งของแรงบันดาลใจ หรือห้วงเวลาหนึ่งของความยอดเยี่ยม  แต่เกิดจากการฝึกซ้อม และการทำงานจริงจังนานปี  ก่อนที่คุณจะประสบความสำเร็จ หรือต้องการจะทำอะไรที่มันยอดเยี่ยม สิ่งที่คุณต้องจำไว้อย่างหนึ่งก็คือ  ไม่มีทางลัด”  สรุปแนวคิดของMark Zuckerberg ก็คือ  ความสำเร็จเป็นเรื่องของอุปนิสัยที่เกิดจากการทำต่อเนื่องยาวนาน  อย่างมีเป้าหมาย  ทำจนเกิดความชำนาญจนเป็นอุปนิสัย คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น  เขามีเป้าหมาย  ถ้าไม่มีเป้าหมาย  ก็ไม่รู้ว่าประสบหรือไม่ประสบความสำเร็จ  เป้าหมายก็คือความฝัน (ที่ต้องทำให้ได้)  มองเห็นภาพของความสำเร็จอยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจน  วงแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  แล้วลงมือทำ

ในการตั้งเป้าหมายชีวิตนั้น  คือการหาคุณค่าหรือ “ Value” ของชีวิต  อาทิเช่น  ครอบครัวเป็นสุขอบอุ่น  หน้าที่การงานราบรื่น  เพื่อนๆ ที่ดีมากมาย  ความสนุกสนานหรือความสุข  การได้ทำสิ่งที่ท้าทาย  การมีชีวิตที่สงบและพอเพียง  แน่นอนครับ  ชีวิตเรามิได้โรยด้วยกลีบกุหลายเสมอไป  เมื่อเราเจออุปสรรค จง” Self Talk “ บอกกับตนเองว่า “ฉันทำได้ ฉันทำได้  มันต้องผ่านพ้นไปได้ สู้ได้  ฉันสู้ได้”  สร้างแรงพลังผลักดันไห้ก้าวต่อไปได้

ในชีวิตเกือบเจ็ดสิบปีของผม  ได้พบความสำเร็จจอมปลอมมากมายจากชีวิตจริงของคนหลายคน  บางคนมีฐานะการงาน  ตำแหน่งหน้าที่สูงเจริญเติบโต  แต่ครอบครัวแตกแยก  ลูกขาดความอบอุ่น  เพราะพ่อแม่ไปคนละทิศละทาง   บางคนฐานะการเงินดี  มีความร่ำรวย  แต่แล้วชีวิตอยู่ไม่มีความสุข  ห่างญาติขาดมิตร  บางคนก้าวหน้าจนลืมสังคมเพื่อนสนิทญาติพี่น้อง   นักศึกษาหรือนักเรียนบางคนเก่งสอบได้ที่หนึ่งที่สองของห้อง  แต่ไม่มีความสุขเลยเพราะเคร่งเครียดกับการเรียนของตนเอง  จนลืมผ่อนคลาย

สิ่งที่ชีวิตต้องรักษาไว้มีสามส่วน  ส่วนแรกคือชีวิตครอบครัว  ส่วนที่สองคือชีวิตการทำงาน  และส่วนที่สามคือชีวิตสังคม   ถ้าเราเอนไปทางส่วนไหนมากไป  ก็จะทำลายอีกสองส่วน  หรือถ้ามุ่งมั่นจนลืมส่วนใดไปขาดส่วนนั้นเสีย  ชีวิตก็ไม่มีความสุข คุณสิงโตบอกว่าเป็นนัยๆ ว่า    ทำให้ชีวิตตนเองและคนรอบข้างมีความสุขในแต่ละวันก็เป็นความสำเร็จแล้ว

เคยพบยอดนักขายคนหนึ่ง  เป็นแชมป์แล้วแชมป์อีกของบริษัทที่ตนทำงานอยู่  แต่ปรากฏว่าสินค้าหลายอย่างที่ว่าขายได้นั้นคือ  ซื้อเองและกักตุนไว้เต็มบ้าน  เพื่อคความคิดเพียงว่า  ความสำเร็จคือแชมป์นักขาย  จนลืมความสุขของตนเอง  หรือกระทำในทางที่ถูกต้อง

ผมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานFreelance เป็นประจำ  ในฐานะที่ปรึกษาหรือผู้ฝึกสอน  เมื่อมีโอกาสถามคนFreelance เกี่ยวกับเป้าหมาย  กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นไม่สามารถตอบเรื่องเป้าหมายของตนเองได้  บางคนถึงรับสารภาพออกมาหน้าตาเฉยว่า  ทำไปเรื่อยๆ  ไม่ได้เอาจริงจังอะไร  บางคนก็บอกว่า  ไม่ได้คิดจะทำหรอก  แต่ว่าเกรงใจญาติเกรงใจเพื่อนที่ชวนมาทำงาน  ทำเพราะขัดใจเสียไม่ได้  มีสุภาษิตฝรั่งบทหนึ่งกล่าวว่า “ Learn To Love , Love To learn  And Learn To work.”  เราต้องเรียนรู้ที่จะรักงานที่เราทำ  รักที่จะเรียนรู้ และเรียนรู้วิธีการทำงาน ของเรา

โค๊ชหลายๆคนมักจะพูดถึงเบื้องต้นของการทำงานว่า  ใช้สูตร “KASH”  ซึ่งได้แก่  Knowledge – Attitude- Skill and Habit  อันได้แก่  ความรู้ – ทัศนคติ – ความชำนาญ และ นิสัยที่ดี  คนที่ไม่มีเป้าหมาย  ก็จะขาดหลักพื้นฐานในการทำงาน  ขาดความรู้ในเนื้องาน  มองงานอย่างไร้คุณค่าจึงทำงานไปวันๆ  จึงไม่มีประสบการณ์หรือความชำนาญในงาน เพราะไม่ได้ทำงาน  และสุดท้ายก็ขาดนิสัยที่ดีในการทำงาน  คนแล้วคนเล่าถ้าเป็นดังกล่าว  ก็จะล้มเหลว  ขาดความสุขในการทำงาน  ไม่มีความสำเร็จในงานที่ตนทำอยู่

สำหรับหัวหน้าทีมหรือผู้บริหาร วิธีการในปัจจุบันนี้ที่ส่วนมากทำกันอยู่ก็คือ  การหาจำนวนคนเข้ามาทำงานจำนวนมากๆ  แต่ขาดการให้คำแนะนำอย่างลึกซึ้งที่จะทำให้ผู้ที่ได้นำพาเข้ามาทำงานเกิดนิสัยที่ดีในการทำงาน  ไม่รักงานที่ตนจะทำ  ไมรักที่จะเรียนรู้  และที่สุดก็คือ  เขาทำงานอย่างไร้ทิศทางหรือขาดเป้าหมายของตนเอง  การหาคนทำงานจำนวนมากจึงไม่น่าจะใช่วิธีการที่ถูกต้องของการทำงานของงาน Freelance

ในปัจจุบัน Freelance มีจำนวนมากมาย แต่ถ้ามีการสำรวจกันจริงแล้วน่าจะมีไม่มากนักที่ทำงานอย่างจริงจัง  แบบมืออาชีพ  มีเป้าหมายในการทำงาน  มีความรู้และประสบการณ์  หรืออย่างน้อยก็มุมมองที่สวยงามและมีความสุขในชีวิตการงาน อย่าลืมว่าหนึ่งในสามของเวลาในชีวิต  เราอยู่กับงาน  หากไม่มีความสุขแล้ว  ชีวิตเราทั้งชีวิตก็ขาดความสุขไปด้วย

การสร้างนักขาย  มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขายตรง  หรือธุรกิจที่ต้องเข้าพบลูกค้า  แต่ถ้าเราลืมจำนวนผู้ประสพความสำเร็จของการคงอยู่ในอาชีพ  จะเกิดความเสียหายทั้งงบประมาณและภาพพจน์ขององคืกร

บทความนี้เป็นบทความฉบับของเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้พิจารณาและประเมินตัวเราเองในรอบปี เราบรรลุเป้าหมายของชีวิตหรือไม่  ชีวิตครอบครัว  ชีวิตที่ทำงาน  ชีวิตในสังคมมิตรสหาย  แต่….บางคนอาจจะบอกว่า  ฉันไม่รู้ว่าเป้าหมายของฉันคืออะไร  ถ้าอย่างนั้นก็ต้องกลับไปคำพูดที่เริ่มต้นบทความคือ  “ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเราได้ เท่ากับวันที่เรามีเป้าหมาย…….” ลงมือทำเป้าหมายของตนเอง  แล้วเราจะเห็นคุณค่าหรือ Value ของชีวิตของเรามากขึ้น


By… โรจ ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here