ร้านขายซาลาเปาร้านหนึ่งกิจการใหญ่ขายดีมาก มีลูกค้าเข้าร้านตลอดทั้งวัน…วันหนึ่งมีชายสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ แต่งตัวไม่เรียบร้อยเข้ามาที่ประตูหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการพากันหันไปมองและแสดงความรู้สึกประหลาดใจ เพราะร้านที่มีชื่อเสียงเช่นนี้ ส่วนมากผู้เข้าไปในร้านจะแต่งกายดีมีระดับ พนักงานบริการของร้านจึงเดินมาที่ชายคนนี้และต่อว่า พร้อมทั้งเอ่ยปากไล่ให้ออกไปจากร้าน ด้วยเกรงว่าบรรดาลูกค้าในร้านจะพากันรังเกียจ และชายมอซอคนนั้นได้อธิบายว่า “คุณครับ ผมไม่ได้มารบกวน ผมไม่ได้มานั่งในร้าน เพียงแต่ผมอยากทานซาลาเปารสอร่อยของร้านที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ จึงจะมาขอซื้อซาลาเปาลูกหนึ่ง” พร้อมกับยื่นเหรียญเศษสตางค์ที่รวบรวมไว้ แล้วยื่นให้กับพนักงานบริการ…

พนักงานบริการรู้สึกรำคาญ จึงเอามือปัด ทำให้เหรียญสตางค์ตกลงพื้น ชายหนุ่มผู้นั้นรีบก้มลงเก็บเหรียญเงินที่ตกลงพื้น และนับ  แต่หาอย่างไรก็ขาดไปหนึ่งเหรียญอยู่ดีดี “เหรียญหนึ่งเหรียญนี่,,,คุณทำตกใช่ไหม” ชายหนุ่มร่างมอซอเงยหน้ามองเจ้าของเสียงนั้น ก็เห็นเถ้าแก่ร้าน….เขาไม่กล้าแม้แต่จะรับเงิน  กล่าวคำขอโทษแล้วรีบเดินออกจากร้าน ขณะที่กำลังจะเดินออกจากร้านไปด้วยความลุกลี้ลุกลน แต่เถ้าแก่ได้จับมือเขาไว้พร้อมพูดว่า “ยินดีต้อนรับครับคุณลูกค้า…ไม่ทราบว่าคุณต้องการซาลาเป่าไส้อะไร” ชายหนุ่มร่างมอซอตะลึงงัน เงียบสักพักหนึ่งแล้วตอบว่า “ผมขอซื้อซาลาเปาไส้หมูลูกหนึ่งครับ”…เสียงเถ้าแก่ตามมาว่า “ครับ..กรุณรารอสักครู่” แล้วหันไปคัดซาลาเปาไส้หมูออกจากซึ้ง และยื่นให้หนุ่มมอซออย่างนอบน้อม”

เถ้าแก่พูดกับพนักงานของเขาว่า “แค่เขาแต่งตัวดูไม่ดี แต่เขาก็เป็นลูกค้าของเรา เราควรให้เกียรติเขาเช่นเดียวกับลูกค้าคนอื่นๆ ทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่ากัน” จากนั้นเรื่องที่ที่ทำให้พนักงานและผู้ใช้บริการแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ….เถ้าแก่ร้านได้ให้ชายร่างมอซอท่านนั้นมาเป็นพนักงานบริการในร้าน และเมื่อชายมอซอได้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าแต่ตัวสะอาดเรียบร้อย เผยให้เห็นหน้าตาที่หล่อเหลาผิดคาด อีกทั้งเป็นผู้ขยันขันแข็งในการทำงาน จึงได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการร้านในเวลาต่อมา

มีผู้ถามเถ้าแก่ร้านว่าด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า เถ้าแก่รู้ได้อย่างไรว่า แท้จริงชายหนุ่มมอซอคนนั้นเป็นคนที่มีคุณค่า เถ้าแกตอบว่า “ง่ายมาก เขารวบรวมเงินอย่างลำบากและตั้งใจ เมื่อมีเงินแล้วก็มาซื้อซาลาเปาของเรา แสดงว่า เขาเป็นคนที่เคารพตนเอง

 “คนที่เคารพตนเอง  ก็จะเคารพในผู้อื่น การที่ไม่เคารพผู้อื่นก็จะไม่เคารพตนเอง และคนที่เคารพตนเอง ก็จะเคารพงานที่ตนเองทำด้วย”

การเคารพตนเองเป็นการเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ดูถูกความสามารถของตนเอง  รู้จักรับผิดชอบต่องานต่อหน้าที่ของตนเอง ไม่แสดงความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไร้ค่า ไม่มีความสามารถหรือเป็นคนไม่มีคุณค่า หากเป็นการทำงานในองค์กร ก็ไม่ทำให้ผู้ร่วมงานเป็นภาระ เป็นที่น่ารำคาญ ทำงานผิดพลาดทำให้ผู้บริหารไม่ไว้วางใจ จริงจังและจริงใจ ไม่หน้าไหว้หลังหลอก แต่เป็นคนที่รับผิดชอบสูงในงาน ปฏิบัติตนอย่างมีระเบียบวินัยทั้งต่อหน้าและลับหลัง จึงเป็นผู้มีคุณค่าขององค์กร ที่สุดย่อมได้รับการสนับสนุนให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิต

บุคลากรที่มีลักษณะเช่นนี้ แม้ก้าวล้ำนำหน้าคนอื่นก็เป็นที่ยอมรับ ไม่มีใครอิจฉา ไม่ใช่ก้าวหน้าด้วยความอาวุโสในงาน ไม่ได้ก้าวหน้าเพราะมีเส้นมีสายเป็นคนของใคร แต่ก้าวหน้าด้วยความสามารถและความรับผิดชอบ ในทางตรงกันข้ามผู้ร่วมงานยอมรับและชื่นชม  เป็นที่รักใคร่ของผู้ร่วมงานและพบเห็น

การทำงานที่เคารพตนเองจะมีลักษณะพิเศษดังต่อไปนี้

  1. ทำงานหรือธุรกิจอย่างมีเหตุผล

การมีเหตุผล เท่ากับการมีความเป็นผู้ใหญ่หรือบรรลุนิติภาวะที่สมบูรณ์แบบ เด็ก ๆบางครั้งจะทำอะไรแบบไร้เหตุผล หรือเหตุผลที่ผิดๆ เหตุผลที่เข้าข้างตนเอง แต่ผู้ใหญ่ก็จักรับได้ เพราะมองว่าเด็กนั้นไร้เดียงสา แต่ผู้ใหญ่ก็จะสอนให้เด็กคิดหรือทำอย่างมีเหตุผล เพื่อจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต ดังนั้นเมื่อเราทำงานธุรกิจ เท่ากับเราโตแล้ว การมีเหตุผลอย่างสมเหตุสมผลจะเป็นสี่ที่ต้องมีเป็นหลักสำคัญ

  1. การทำงานต้องมีความเสมอภาค

ความเสมอภาคคือ มาตรฐานการทำงาน ที่เรามักจะใช้คำว่า  มีมาตรฐานการทำงานหรือ มีหลักการอย่างเดียว ไม่ใช่สองมาตรฐาน  ซึ่งมักจะเกิดขึ้นมากในองค์กร อาทิเช่น คนหนึ่งทำได้ ดี แต่อีกคนหนึ่งทำอย่างเดียวกันแต่ไม่ดี หรือเป็นความผิด บางคนผิดไม่เป็นไร แต่บางคนผิดโดนกล่าวโทษหรือตำหนิ คนที่เสมอภาคจะต้องเสมอภาคกับตนเองด้วยเหมือนคนอื่น มักจะพบในบางองค์กรที่หัวหน้าหรือผู้บริหารมาทำงานสายหรือไม่มาทำงาน ไม่เป็นไร แต่ขณะที่ผู้น้อยไม่มาทำงานหรือมาสายนั้นกลับกาลายเป็นความผิดใหญ่โต องค์กรสองมาตรฐานหรือหลายมาตรฐานจะไม่เจริญ

  1. การทำงานต้องเป็นผู้ไม่ลืมตัว มีความเสมอต้นเสมอปลาย

ผู้บริหารบางคนตกม้าตาย เพราะลืมตัว เช่นใช้เงินบริษัทเป็นเหมือนเงินส่วนตัว ทำตัวเหมือนเจ้าของไม่ใช่ลูกจ้าง ลืมตัวเมื่อไร พงเมื่อนั้น ไม่ว่าเกิดขึ้นกับใครก็ตาม จึงควรฝึกตนเสมอต้นเสมอปลาย ดีให้ดีตลอด ดีต่อเนื่อง ดีไม่มีวันจบ จึงจะประสบความสำเร็จได้

  1. กางทำงานต้องกล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ

ธุรกิจยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงขยับตัวตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว จำต้องกล้าตัดสินใจ การตัดสินใจมีสิทธิ์ผิดได้ จึงต้องกล้ารับผิดชอบ แต่ถ้าไม่ตัดสินใจหรืออีกนัยหนึ่งคือชอบดองเรื่อง จะทำให้ขวัญเสีย งานไม่เดิน แต่การไม่ตัดสินใจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

  1. การทำงานต้องเป็นทีม ไม่ทำงานแบบเก่งคนเดียว ความสำเร็จเป็นของ”เรา” ไม่ใช่ของ” ผม

เรื่องนี้เอ่ยกันบ่อยๆ ทั้งระดับองค์กรหรือระดับประเทศชาติ เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือ ต้องสร้างความรู้สึกกบคุลากรว่า เราทำงานเป็นทีม ความสำเร็จจึงเป็นของพวกเรา ต้องใช้คำว่า “เรา” ให้ติดปาก ไม่ใช่คำว่า “ผม” เป็นคนทำ “ผม” เป็นคนคิด เพราะยืนยันว่าที่ผมคิดผมริเริ่มนั้น มีคนอื่นคิดหรือทำมาก่อนในโลกนี้แล้ว แม้ว่า “ผม” เป็นคนทำเป็นคนสั่ง แต่ต้องมีผู้ร่วมงาน การพูดเช่นนี้จะทำให้คนอื่นชื่นชอบ ความสำเร็จของงานคือการมีทีมเวิร์คที่ดี ไม่ใช่ดูที่ผลงานดี

  1. การทำงาน ต้องแก้ปัญหา ด้วยวิธีง่าย ๆ

การแก้ปัญหาแบบเรียบง่าย ผลที่ตามมา คือต้นทุนต่ำ และเกิดความรวดเร็ว เช่นเดียวกันที่จะทำให้ผู้ร่วมงานเข้าใจง่าย และให้ความร่วมมืออย่างดีมากกว่า ใช้วิธีที่ยาก ๆ

  1. การทำงาน หากผิดพลาดต้องกล้ารับผิด

แม้ว่าจะเก่งแค่ไหน ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ เมื่อมีอะไรผิดพลาดอย่าจับแพะมารับผิด ยิ่งใหญ่ยิ่งต้องรับผิด และการรับผิดจะทำให้ได้รับความชื่นชมยินดี แต่ถ้าถ้าเที่ยวหาแพะ เราจะโดนคนติฉินนินทา เมื่อผิดก็สามารถลดขนาดของปัญหา  และสามารถหาทนทางแก้ไขได้ แต่ถ้าเราซ่อนปัญหา ก็จะเป็นบ่อเกิดของปัญหาที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันข้างหน้า  “มนุษย์จะให้คุณค่าหรือเครดิตกับคนที่กล้ารับผิด”

 จำไว้ว่า “การเคารพตนเอง เท่ากับการเคารพผู้อื่น” หลักสำคัญของการทำงานคือ “การเคารพตนเองเป็นอันดับแรก”


By… โรจ ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here